ประสบการณ์เรียน ป. โท MBA แบบครบจบในหนึ่งกระทู้ เรียนเป็นไง เรียนเรื่องอะไร เรียนแล้วได้อะไรบ้าง

สวัสดีครับทุกท่าน กระทู้นี้เป็นกระทู้แรกของผมนะครับ ถ้ามีอะไรผิดพลาดอย่างไร ต้องขออภัยด้วยนะครับ
เนื้อหาในกระทู้นี้ มีหลายส่วนที่เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ ประสบการณ์แต่ละคนเป็นอย่างไร คุยกันได้น้าาาา
==========

แนะนำตัวเองกันหน่อยนะครับ ผมชื่อบีเวอร์ครับ ตอนที่เขียนกระทู้ผมอายุ 26 ปีครับ
ที่มาในการตั้งกระทู้นี้ คือเพื่อนผมหลายคนมากครับ ที่ชอบมาถามผมว่าเรียนเป็นไง ควรไปเรียนดีไหม
ฉะนั้น ผมเลยอยากจะแชร์ประสบการณ์ทั้งหมดเท่าที่จะคิดออก เพื่อช่วยให้เพื่อนๆ รวมถึงผู้อ่านทุกคนสามารถตัดสินใจได้นะครับ

=========
หลักสูตรที่ผมเรียน จะเป็นหลักสูตร MBA [International Program] ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (Bangkok University) นะครับ
เป็นหลักสูตรที่จะเน้นสำหรับคนที่ทำงานโดยเฉพาะ คือเรียนทุกวันเสาร์ เป็นหลักสูตรนานาชาติครับ ในคลาส 30 กว่าคนมีคนไทย 2-3 คนครับ

ตอนที่ผมกำลังเขียนกระทู้อยู่นี้ เป็นคอร์สสุดท้ายก่อนจบ คือเหลือเรียนอีก 4 สัปดาห์ก็จบแล้วครับ ผ่านการ Defense IS แล้ว เหลือสอบจบและสัมมนาวิชาการครับผม >3<
*แนบรูปตอนเรียนนิดนึงละกันครับ UwU*




ประวัติการทำงาน การเรียนที่เกี่ยวข้องนะครับ
1. เรียนจบจาก BBA การจัดการระหว่างประเทศ (International Program) เน้นด้านเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (Assumption University/ เอแบคนั่นแหละครับ ภาษาไทยง่ายๆ) ด้วยเกรด 3.75 ครับ
2. ระหว่างตอนเรียน ป. ตรี เริ่มงานแรกเป็น Business Researcher ตั้งแต่ช่วงปี 3 ครับ แล้วก็ทำงานในสายนี้ต่อมายาวๆ เลย
3. ตอนที่กำลังเรียน ป. โท ผมทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยครับ ทำงานอยู่สองตำแหน่ง
- ตำแหน่งแรกเป็น Assistant Marketing Manager ของบริษัทผลิตสินค้าทางแพทย์ครับ อันนี้เป็นงานประจำ ทำพวกการจัดการ Campaign บน Shopee, Lazada, TikTok พร้อมวิเคราะห์ช่องทางยอดขายต่างๆ ครับ
- ตำแหน่งที่สองจะเป็นธุรกิจที่ร่วมกับรุ่นพี่ที่ทำงานเก่า เป็นธุรกิจด้านการทำ Market Research ซึ่งผมจะรับเป็นโปรเจค (ออกแนว Part-Time) ครับ ถ้าเทียบตำแหน่งจะเหมือนเป็นกึ่งๆ Manager นิดนึง เพราะผมจะต้องรับจบตั้งแต่การขึ้น Project Pitching ขึ้นแบบสอบถามกับวิธีการเก็บข้อมูลทางการตลาด ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลและเสนอผลลัพธ์ให้ลูกค้าเลยครับ ผมแอบมองว่าเป็นธุรกิจผมไปแล้วได้ซ้ำ เพราะผมเรื่มทำตั้งแต่เปิดธุรกิจจนถึงตอนนี้เลย

ทำไมถึงเลือกมาเรียน ป. โท
โหหหห คำถามนี้ตอบยากเลย ขอเป็นข้อๆ ที่ทั้งมีเหตุผลและ..... เออ ไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไหร่นะครับ
- เพราะจากเวลาทำงาน Market Research พอสเกลของงานใหญ่ขึ้น ความรู้ที่เกี่ยวกับการทำวิจัยก็มีมากขึ้นครับ ทั้งต้องกำหนดกลุ่มตัวอย่างจะเก็บยังไง จะทำให้ผลวิจัยมีความแม่นยำได้ง่าย ซึ่งความรู้ ป. ตรี มันทำให้เราไม่สามารถตอบข้อพวกนี้ได้จริงๆ 55555
- เพราะพ่อแม่อยากให้เรียน พ่อแม่อยากให้จบ ป.โทครับ ออกค่าเทอมให้ เลยแบบ โอเค เรียนให้ก็ได้

*เหตุผลที่ไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไหร่*
- โมโหลูกค้าครับ เพราะพอเราไม่ได้จบ ป. โท เค้าเลยมองว่าเราไม่โปร เลยแบบ เรียนเพราะแค้น //____//
- เผื่อจะได้ทำงานในบริษัทใหญ่ๆ ครับ แต่พอทำงานไปสักพัก เลยรู้ว่า เราไม่ชอบทำงานบริษัทใหญ่เท่าไหร่ เหตุผลนี้เลยรองลงมาแล้ว
- เพราะบ้า อยากท้าทายตัวเองว่าเราจะแน่สักแค่ไหนเชียว (พอทำจริง เครียดจัด ==___==)

**ป. โท มันมีประโยชน์หรือเปล่า เสียเวลาไหม เห็นบางคนบอกจบ ป.โท แล้วก็ไม่ได้ดีกว่าเดิมเท่าไหร่**
โอเค อันนี้คำถามดีมากครับ จริงๆ อันนี้ขึ้นกับสถานการณ์แต่ละคนมากกว่า แต่ในความเห็นส่วนตัว ผมจะแบ่งว่า กลุ่มไหนควรเรียน ไม่ควรเรียนนะครับ

คนที่ควรเรียน เพราะมีประโยชน์ในการทำงานหรือสกิล:
1. คนที่ทำงานมาแล้ว 2-15 ปี แล้วกำลังขึ้นจาก Senior เพื่อต่อไปเป็น Manager เพราะการเรียน MBA จะบังคับให้เราลงวิชาที่เราไม่นึกว่าจะจับครับ เช่น การจัดการด้านการเงิน ด้านทรัพยากรบุคคล ด้านบัญชี ด้านการจัดการ Workflow การจัดการนำเข้าส่งออกสินค้า ซึ่งมันจะทำให้เราเห็นการจัดการธุรกิจภาพรวมมากขึ้นครับ เป็นสกิลที่ค่อนข้างสำคัญมากถ้าอยากดูแลของในภาพรวม และช่วยสร้าง Profile ได้ครับเวลาสมัครงานหรือเลื่อนตำแหน่ง

2. คนที่มีธุรกิจขนาดเล็ก แล้วอยากจะขยายไปเป็นธุรกิจขนาดกลาง อันนี้จากประสบการณ์ส่วนตัว MBA จะช่วยคนกลุ่มนี้มากที่สุดครับ เพราะจากธุรกิจที่ผมจัดการกับรุ่นพี่ พองานโปรเจคใหญ่ขึ้น รับงานแน่นขึ้น มันต้องเรียนรู้บางอย่างที่แปลกใหม่ครับ เช่น จากทำงานคนเดียว ก็ต้องเริ่มมีการจัดการคนในทีมที่ต้องใช้วิชา HR มาช่วย จะรับงานต่างประเทศก็ต้องใช้วิชา International Business มาช่วยปิดดีล ต้องเริ่มรู้เรื่องบัญชี จะจัดการ Workflow ในโปรเจคยังไงให้ทันเวลาครับ แล้วจะวางแผนการโตยังไง แผนในอีก 2-3 ปีควรไปทางไหน การเรียนมาช่วยด้านนี้ได้จริงๆ

3. คนที่อยากทำงานสายวิจัย อย่างพวกวิจัยการตลาดที่ผมทำ มันต้องเข้าใจความรู้ด้านสถิติ การจัดการ Population Samples ไปจนถึงการทำ Literature Review หรือใช้โปรแกรมสถิติเช่น SPSS/ Jamovi เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าครับ ถ้าใครชอบงานวิเคราะห์ จะค่อนข้างแนะนำให้มาต่อครับ

คนที่ไม่ควรเรียน เพราะสิ่งที่เรียนไม่น่าช่วยเท่าไหร่:
1. คนที่เพิ่งจบ ป. ตรีมาแล้ว แล้วต่อ ป.โทเลย ถามว่าทำได้ไหม มันก็ทำได้ครับ แต่ส่วนมากวิชาพวกนี้จะเน้นประยุกต์กับการทำงานมากกว่า ฉะนั้นถ้าเราไม่เคยทำงาน เราจะไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมถึงต้องทำแบบนี้ ใช้ทฤษฎีนี้เข้ามาช่วยทำไม มันจะเรียนแบบท่องจำ แล้วต่อให้จบมา ส่วนมากเค้าจะให้เงินมากกว่า ป. ตรีแค่ 2,000-3,000 บาท ซึ่ง.....ไม่คุ้มครับ ไปทำงานระดับ Entry Level สักปีแล้วย้ายบริษัทยังได้เพิ่มเป็น 5,000-10,000 บาทเลยครับ รวมถึงเวลาทำ IS/ Thesis คนที่ทำงานแล้ว ส่วนมากจะเอาความเชี่ยวชาญตัวเองมาทำเป็นหัวข้อครับ ซึ่งมันใช้เพื่อการอัพเงินในสายที่ตัวเองทำงานได้ แต่ถ้าหัวข้อมันกว้างเกินไป เราจะเอาไปต่อรองเงินเดือนได้ยากครับ

2. คนที่ต้องการเปิดธุรกิจเป็นของตัวเองตอนเริ่มต้น โอเค อันนี้ผมว่าหลายคนงง บางคนอาจจะคิดว่า ถ้าจะเปิดธุรกิจของตัวเองต้องเรียน MBA ได้ซ้ำ แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวผมนะ ตอนเปิดธุรกิจเบื้องต้น สิ่งที่สำคัญที่สุดมีแค่ 3 อย่างครับ คือ "สร้างสินค้าหรือบริการที่ดี" รวมถึง "สร้างฐานลูกค้า" และ "สร้างฐาน Supplier ที่เข้มแข็ง" ซึ่งการสร้างสินค้าหรือบริการที่ดี ส่วนมากผมแนะนำให้ทำงานจริงเพื่อเน้นหาสิ่งที่เราทำแล้วถนัดหรือเชี่ยวชาญดีกว่า การสร้างฐานลูกค้า ผมมองว่าเวลาที่เอาไปเรียน ควรเอาไปคุยกับลูกค้า "จริงๆ" และทำงานให้ลูกค้าติดใจมากกว่า เช่น ถ่ายคลิป TikTok สร้างฐานลูกค้า ให้เราเริ่มถ่ายไปเลย เละบ้างดีบ้างไม่ต้องสนใจขอแค่ให้ได้เริ่ม แล้วพอเราทำได้สักพัก เริ่มเข้าใจ ROAC เบื้องต้น ค่อยมาเรียน ป. โทเพื่อดูว่าเราจะพัฒนาคลิปได้อย่างไร รวมถึงการสร้างฐาน Supplier ส่วนมากเราจะสร้าง Connection พวกนี้ได้จาก Trade Fair/ Seminar หรือแม้แต่การทำงานแล้วสร้าง Connection มากกว่าครับ การเริ่มธุรกิจจริงผมอยากให้เอาเวลาไปลงทุนกับการสร้างธุรกิจ "จริงๆ" มากกว่าเรียนในห้องครับ

ป. โทจะมีประโยชน์ ตอนที่เราเริ่มมีลูกค้าที่แน่นแล้ว มี Supplier ที่มั่นใจได้ แล้วเราค่อยเรียนเพื่อหาประสบการณ์จากคนแผนกอื่น สร้าง Connection กับเพื่อนในห้องที่มีประสบการณ์ที่หลากหลาย เพื่อเราจะได้มองภาพรวมธุรกิจในแบบ Strategic มากขึ้นครับ

3. คนที่ชอบเรียนต่อเพราะพ่อแม่หรือสังคมบอกให้เรียน โอเค ผมเป็นหนึ่งในกลุ่มนี้ด้วย ซึ่งมันก็ไม่ผิดครับที่จะเรียนเพราะสังคมหรือเพื่อครอบครัว แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายมากคือ อาการหมดไฟ ยิ่งสำหรับคนที่ทำงานด้วย มันจะชอบมีความคิดในหัวมาเสมอว่า "ทำไมเราไม่เอาเวลานี้ไปพักวะ" หรือ "งานก็เร่ง ทำไมต้องมานั่งทำอะไรฟรีๆ ด้วย"

ใส่ภาพกันว่างหน่อยนะครับ


ป. โทมันแตกต่างจาก ป. ตรียังไงบ้างอ่าาาา ป. โทมันเรียนแนวไหน
จากที่ผมเรียนทั้ง BBA และ MBA มา ขอลิสต์แบบนี้นะครับ
- ป. โทเรียนสั้นและกระชับกว่า ป. ตรีครับ ในช่วง ป. ตรี จะเรียนคอร์สละ 3-4 เดือน ในเทอมนึงอาจจะเรียน 5-7 วิชา แต่พอ ป. โท แต่ละคอร์สจะเรียนแค่ 5 สัปดาห์ครับ เรียนแค่วิชาเดียวจนจบไปเลย อันนี้ผมไปโด้ตารางการเรียนมาจากมหาลัยนะครับ
- ป. โทจะโดนบังคับลงวิชาให้เลยครับ จะต่างจาก ป. ตรีที่เราเลือกวิชาอะไรก็ได้ ป.โทจะมีวิชาเลือกให้สำหรับคนที่ทำ IS แต่วิชาเปิดมันจะน้อยกว่า ป. ตรีมาก (แต่ถ้าตัวไหนไม่ไหว ดรอปได้นะครับ)


- ป. โท โปรเจคเยอะกว่า ป. ตรีครับ เพราะการเรียนจะเน้นแบบเชิงบูรณาการ การสอบภาคทฤษฎีที่เคยต้องมานั่งจำเพื่อไปสอบในช่วง ป. ตรี ถูกเปลี่ยนเป็นโปรเจคที่ต้องส่งตอนจบทุกคอร์ส และข้อสอบข้อเขียนว่าเราจะเอาสิ่งที่เรียนไปประยุกต์กับธุรกิจเรายังไงบ้าง และ Present จะเยอะกว่าครับ เรียกได้ว่า Present มันทุกอาทิตย์เลย บางวิชานี่คือ สอนทฤษฎีช่วงเช้า ให้ทำ Workshop Present ในช่วงบ่าย และกลับไปบ้านไปทำ Final Project เพื่อ Present ใหญ่สัปดาห์สุดท้าย
- Independent Study/ Thesis นี่คือคนละชั้นกับ ป. ตรีเลยครับ ยากกว่าเยอะเลย
- อาจารย์ชิวครับ โดยเฉพาะที่ ม. กรุงเทพ ผมว่าค่อนข้างชิวกว่าเมื่อเทียบกับ ม. เอแบค แต่อันนี้เป็นความรู้สึกส่วนตัวครับ
- มีห้องให้หลับกลางวัน (ความจริงมันคือห้องสำหรับให้ ป. โทกับ ป. เอกมานั่งทำวิจัยโดยเฉพาะ แต่ผมชอบไปนอนครับ คนน้อย ไม่มีเด็ก ป. ตรีมาแย่ง อิอิ)

สไตล์การเรียนของ ป. โท MBA เป็นยังไงบ้าง เพื่อนเป็นไงบ้าง
บอกเลยครับว่าอันนี้คือจุดสนุกและจุดเด่นของ MBA เลย เพราะว่า
- ในคลาสที่ผมเรียน MBA International คนทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย 60-70% ของคลาสครับ ซึ่งคลาสผมส่วนมากจะเป็นตำแหน่ง Manager/ Senior Level กัน เช่น Sales Manager, Export-Import Manager, Real Estate Manager, Supply Chain Manager, Factory Manager, R&D Manager สำหรับบริษัท Electronic Manufacturing บางคนก็เปิดธุรกิจของตัวเอง หรือสานต่อธุรกิจครอบครัว ไปจนถึงอาชีพที่อาจจะไม่เกี่ยวเท่าไหร่ เช่น Programmer, High School English Teacher

- รวมถึงสัดส่วนคนต่างชาติของคณะผม มีเกือบ 80%-90% ที่เป็นต่างชาติครับ ส่วนมากจะเป็นคนพม่าที่เคยทำงานแนว Professional แต่ลี้ภัยเพราะสงครามกลางเมือง มาทำงานในไทยแล้วอยากจะเปิดธุรกิจของตัวเอง แต่ก็มีคนจากทั้งเวียดนาม กัมพูชา จีน ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น อินเดีย อังกฤษ อเมริกา เบลเยี่ยม คองโกมาเหมือนกันครับ (หลายชาติมาก อันนี้ยอมจริง)

- การทำงานกลุ่ม ตรงนี้แหละครับที่เด็ด เพราะแต่ละคนจะใส่ไอเดียและความเชี่ยวชาญตัวเองมา ผมจำได้ว่ามีโปรเจคนึงที่ให้ทำ Presentation เรื่อง REITs ซึ่งผมเก่งด้านการเงิน คุยเรื่อง ROI, CAPM ได้ แต่พอคำถามเรื่องข้อกำหนดอสังหามา มีเพื่อนที่เป็น Real Estate Manager นี่แหละตอบเรื่องกฎหมายให้หมดเลย ผมแบบ โอ้ววว สุดยอด 5555

- แต่ละคนที่เรียนจะเป็นพวกชอบเปิดธุรกิจ หรืออยากขยายธุรกิจครอบครัว ฉะนั้นเวลาคุยกัน ส่วนมากจะแชร์จุดแข็งด้านธุรกิจกัน ซึ่งผมมองว่ามันเปิดโลกมากครับ

เดี๋ยวในเม้น ผมจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องการทำวิจัย วิชาที่เรียน และวิธีจัดการ Work-Study-Life Balance ผมต่อนะครับ เหนื่อยแล้ว แฮร่----

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่