ขับรถรับลมหนาวบนเส้นทางภูเขา ขึ้น–ลงเขาอย่างปลอดภัยตลอดทริป
เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี อากาศเริ่มเย็นลง หลายคนคงวางแผนขับรถออกไปท่องเที่ยวรับลมหนาว สัมผัสธรรมชาติบนยอดดอยหรือเส้นทางภูเขาที่โอบล้อมด้วยหมอกและอากาศบริสุทธิ์ การขับรถเที่ยวในบรรยากาศเช่นนี้ถือเป็นการพักผ่อนที่ช่วยเติมพลังใจได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเส้นทางท่องเที่ยวยอดนิยมในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีทั้งเนินเขาสูง โค้งต่อเนื่อง และวิวทิวทัศน์สวยงามตลอดทาง
อย่างไรก็ตาม เส้นทางภูเขาไม่ใช่ถนนที่ขับขี่กันเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับการขับรถขึ้น–ลงเขา หรือผู้ขับขี่มือใหม่ เส้นทางที่ลาดชัน คดเคี้ยว และมีโค้งพับไปพับมา อาจแฝงความเสี่ยง หากขาดความรู้และเทคนิคการขับขี่ที่ถูกต้อง ดังนั้น ก่อนออกเดินทาง ควรเตรียมความพร้อมและทำความเข้าใจข้อควรระวังต่อไปนี้
1. ควบคุมความเร็วให้เหมาะสม

การควบคุมความเร็วถือเป็นหัวใจสำคัญของการขับรถบนเส้นทางภูเขา โดยเฉพาะช่วงลงเขา ควรใช้ความเร็วตามป้ายกำหนด และลดความเร็วลงก่อนเข้าโค้งทุกครั้ง แนะนำให้ขับรถห่างจากเส้นทึบแบ่งเลนกลางถนน เพราะรถขนาดใหญ่อาจกินเลนในโค้งที่เป็นจุดบอด ซึ่งเป็นโค้งที่ไม่สามารถมองเห็นปลายทางหรือทางออกได้ชัดเจน
ห้ามเพิ่มความเร็วขณะขับลงเขาโดยเด็ดขาด เนื่องจากแรงโน้มถ่วงจะทำให้รถไหลเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว หากต้องเบรกต่อเนื่องอาจทำให้ระบบเบรกทำงานหนักจนเกิดอาการเบรกเฟดหรือเบรกไม่อยู่ ส่วนการขับขึ้นเขาและผ่านโค้งยาว ควรรักษาความเร็วให้ต่ำ ควบคุมคันเร่งอย่างนุ่มนวล หลีกเลี่ยงการเหยียบเบรกแรงและบ่อยครั้งเกินไป เพื่อความปลอดภัยตลอดเส้นทาง
2. ใช้เกียร์ให้เหมาะกับสภาพทาง

เส้นทางที่มีความลาดชันมาก รถอาจมีกำลังไม่เพียงพอหากใช้เกียร์สูง ควรเปลี่ยนมาใช้เกียร์ต่ำให้เหมาะสมกับระดับความชัน เช่น เกียร์ 1 หรือ 2 สำหรับรถเกียร์ธรรมดา และเกียร์ D2, D3, S หรือ L สำหรับรถเกียร์อัตโนมัติ
ในการขับลงเขา ห้ามใส่เกียร์ว่างหรือเกียร์ N แล้วปล่อยให้รถไหลลงอย่างอิสระ เพราะรถจะวิ่งเร็วเกินควบคุมและเพิ่มความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ การใช้เกียร์ต่ำจะช่วยหน่วงความเร็วของรถและลดภาระของระบบเบรกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. หลีกเลี่ยงการเหยียบเบรกค้างขณะลงเนิน

การเหยียบเบรกค้างหรือเบรกต่อเนื่องขณะลงเนินสูงชัน ทำให้ผ้าเบรกและจานเบรกเสียดสีกันตลอดเวลา ส่งผลให้อุณหภูมิในระบบเบรกสูงเกินขีดจำกัด อาจทำให้ผ้าเบรกไหม้ เบรกเสื่อม หรือเบรกไม่อยู่ได้
วิธีที่ถูกต้องคือ ลดความเร็วให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ใช้เกียร์ต่ำช่วยชะลอความเร็ว และใช้เบรกเป็นช่วงๆ เท่าที่จำเป็นเท่านั้น ห้ามเหยียบเบรกแช่เด็ดขาด เพื่อรักษาประสิทธิภาพของระบบเบรกตลอดการเดินทาง
4. เพิ่มความระมัดระวังในทุกโค้ง

ถนนภูเขาส่วนใหญ่มีลักษณะแคบ คดเคี้ยว และมีโค้งต่อเนื่อง ไม่ควรขับรถด้วยความเร็วสูงหรือขับจี้ท้ายรถคันหน้าใกล้เกินไป เพราะจะทำให้ระยะเบรกสั้นลงและเพิ่มความเสี่ยงในการชน ควรเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าให้เพียงพอ โดยเฉพาะรถขนาดใหญ่หรือรถที่มีน้ำหนักมาก
เมื่อเข้าโค้งหักศอกหรือโค้งแคบ ควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ หากมีรถที่เร็วกว่า ควรเอื้อเฟื้อเปิดทางให้แซงในจุดที่ปลอดภัย ไม่ขับขวางทางผู้อื่น และห้ามเปลี่ยนเลนขณะเลี้ยวโดยเด็ดขาด
5. หลีกเลี่ยงการแซงบนเส้นทางภูเขา

เส้นทางภูเขามักเต็มไปด้วยโค้งจำนวนมาก หากไม่ชินเส้นทางหรือรถมีกำลังไม่เพียงพอ ไม่ควรแซงรถคันอื่นโดยเด็ดขาด เนื่องจากอาจเกิดการชนกับรถที่วิ่งสวนทางมา หรือในกรณีร้ายแรงอาจหักหลบจนรถตกเขา ซึ่งเคยเกิดอุบัติเหตุลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง
การขับรถเที่ยวรับลมหนาวจะสนุกและน่าประทับใจยิ่งขึ้น หากผู้ขับขี่มีสติ ใจเย็น และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก เตรียมรถให้พร้อม ศึกษาเส้นทาง และขับขี่อย่างมีวินัย เพียงเท่านี้ทุกการเดินทางขึ้น–ลงเขาก็จะเต็มไปด้วยความสุขและความทรงจำที่ดีตลอดทริปครับ
วิธีขับรถขึ้นลงเขาอย่างปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม เส้นทางภูเขาไม่ใช่ถนนที่ขับขี่กันเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับการขับรถขึ้น–ลงเขา หรือผู้ขับขี่มือใหม่ เส้นทางที่ลาดชัน คดเคี้ยว และมีโค้งพับไปพับมา อาจแฝงความเสี่ยง หากขาดความรู้และเทคนิคการขับขี่ที่ถูกต้อง ดังนั้น ก่อนออกเดินทาง ควรเตรียมความพร้อมและทำความเข้าใจข้อควรระวังต่อไปนี้
1. ควบคุมความเร็วให้เหมาะสม
การควบคุมความเร็วถือเป็นหัวใจสำคัญของการขับรถบนเส้นทางภูเขา โดยเฉพาะช่วงลงเขา ควรใช้ความเร็วตามป้ายกำหนด และลดความเร็วลงก่อนเข้าโค้งทุกครั้ง แนะนำให้ขับรถห่างจากเส้นทึบแบ่งเลนกลางถนน เพราะรถขนาดใหญ่อาจกินเลนในโค้งที่เป็นจุดบอด ซึ่งเป็นโค้งที่ไม่สามารถมองเห็นปลายทางหรือทางออกได้ชัดเจน
ห้ามเพิ่มความเร็วขณะขับลงเขาโดยเด็ดขาด เนื่องจากแรงโน้มถ่วงจะทำให้รถไหลเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว หากต้องเบรกต่อเนื่องอาจทำให้ระบบเบรกทำงานหนักจนเกิดอาการเบรกเฟดหรือเบรกไม่อยู่ ส่วนการขับขึ้นเขาและผ่านโค้งยาว ควรรักษาความเร็วให้ต่ำ ควบคุมคันเร่งอย่างนุ่มนวล หลีกเลี่ยงการเหยียบเบรกแรงและบ่อยครั้งเกินไป เพื่อความปลอดภัยตลอดเส้นทาง
2. ใช้เกียร์ให้เหมาะกับสภาพทาง
เส้นทางที่มีความลาดชันมาก รถอาจมีกำลังไม่เพียงพอหากใช้เกียร์สูง ควรเปลี่ยนมาใช้เกียร์ต่ำให้เหมาะสมกับระดับความชัน เช่น เกียร์ 1 หรือ 2 สำหรับรถเกียร์ธรรมดา และเกียร์ D2, D3, S หรือ L สำหรับรถเกียร์อัตโนมัติ
ในการขับลงเขา ห้ามใส่เกียร์ว่างหรือเกียร์ N แล้วปล่อยให้รถไหลลงอย่างอิสระ เพราะรถจะวิ่งเร็วเกินควบคุมและเพิ่มความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ การใช้เกียร์ต่ำจะช่วยหน่วงความเร็วของรถและลดภาระของระบบเบรกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. หลีกเลี่ยงการเหยียบเบรกค้างขณะลงเนิน
การเหยียบเบรกค้างหรือเบรกต่อเนื่องขณะลงเนินสูงชัน ทำให้ผ้าเบรกและจานเบรกเสียดสีกันตลอดเวลา ส่งผลให้อุณหภูมิในระบบเบรกสูงเกินขีดจำกัด อาจทำให้ผ้าเบรกไหม้ เบรกเสื่อม หรือเบรกไม่อยู่ได้
วิธีที่ถูกต้องคือ ลดความเร็วให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ใช้เกียร์ต่ำช่วยชะลอความเร็ว และใช้เบรกเป็นช่วงๆ เท่าที่จำเป็นเท่านั้น ห้ามเหยียบเบรกแช่เด็ดขาด เพื่อรักษาประสิทธิภาพของระบบเบรกตลอดการเดินทาง
4. เพิ่มความระมัดระวังในทุกโค้ง
ถนนภูเขาส่วนใหญ่มีลักษณะแคบ คดเคี้ยว และมีโค้งต่อเนื่อง ไม่ควรขับรถด้วยความเร็วสูงหรือขับจี้ท้ายรถคันหน้าใกล้เกินไป เพราะจะทำให้ระยะเบรกสั้นลงและเพิ่มความเสี่ยงในการชน ควรเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าให้เพียงพอ โดยเฉพาะรถขนาดใหญ่หรือรถที่มีน้ำหนักมาก
เมื่อเข้าโค้งหักศอกหรือโค้งแคบ ควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ หากมีรถที่เร็วกว่า ควรเอื้อเฟื้อเปิดทางให้แซงในจุดที่ปลอดภัย ไม่ขับขวางทางผู้อื่น และห้ามเปลี่ยนเลนขณะเลี้ยวโดยเด็ดขาด
5. หลีกเลี่ยงการแซงบนเส้นทางภูเขา
เส้นทางภูเขามักเต็มไปด้วยโค้งจำนวนมาก หากไม่ชินเส้นทางหรือรถมีกำลังไม่เพียงพอ ไม่ควรแซงรถคันอื่นโดยเด็ดขาด เนื่องจากอาจเกิดการชนกับรถที่วิ่งสวนทางมา หรือในกรณีร้ายแรงอาจหักหลบจนรถตกเขา ซึ่งเคยเกิดอุบัติเหตุลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง
การขับรถเที่ยวรับลมหนาวจะสนุกและน่าประทับใจยิ่งขึ้น หากผู้ขับขี่มีสติ ใจเย็น และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก เตรียมรถให้พร้อม ศึกษาเส้นทาง และขับขี่อย่างมีวินัย เพียงเท่านี้ทุกการเดินทางขึ้น–ลงเขาก็จะเต็มไปด้วยความสุขและความทรงจำที่ดีตลอดทริปครับ