เปิดรายได้ 3 ยักษ์ค้าทองคำไทย ยอดเทรดทองคำพุ่ง 50% ของ GDP กดดันค่าเงินบาทแข็ง

กระทู้สนทนา
(Dec 22) เปิดรายได้ 3 ยักษ์ค้าทองคำไทย ยอดเทรดทองคำพุ่ง 50% ของ GDP: ผู้ว่าการธปท. เผยยอดการเทรดทองคำพุ่งสูงถึง 50% ของจีดีพี กดดันค่าเงินบาทแข็งค่าและผันผวนสูงกว่าภูมิภาค “การเงินธนาคาร” เจาะงบการเงินปี 2567 ‘ฮั่วเซ่งเฮง’ สร้างสถิติรายได้สูงสุดในไทยแตะ 2.66 ล้านล้านบาท แซงหน้าบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ เจาะลึกความมั่งคั่ง ‘วายแอลจี’ และ ‘เอ็มทีเอส (แม่ทองสุก)’ ขั้วอำนาจทองคำที่ครองส่วนแบ่งตลาดดิจิทัล

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวใน งานสัมมนา “Thailand Next Move 2026 : Wealth Creation” จัดโดยวารสารการเงินธนาคาร เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ว่า ธุรกรรมทองคำยังคงมีผลกระทบต่อค่าเงินบาทและกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันให้ค่าเงินบาท ในปีนี้พบว่า วันที่ค่าเงินบาทมีความผันผวนหรือแข็งค่าอย่างรวดเร็ว สัดส่วนการซื้อขาย FX ของร้านทองจะเพิ่มขึ้นถึง 20.5% ของปริมาณการซื้อขายรวมในตลาด จากเมื่อ 10 ปีที่แล้วมีสัดส่วน 8.9%

นอกจากนี้การซื้อขายทองคำ (Trade) จากผู้ประกอบการ 15-16 รายมีการเติบโตขึ้นมาก พบว่า การเทรดทองทุกช่องทางมีมูลค่าราว 50% ของจีดีพี และเมื่อผู้ประกอบการทองต้องขายดอลลาร์และซื้อเงินบาทเพื่อปรับสถานะทางธุรกรรม (Position) นำไปสู่การเคลื่อนไหวของเงินทุนที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น

“ในวันที่ค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็ว เช่น จาก 31.8 บาท ลงมาเหลือ 31.4 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ พบว่ากว่าครึ่งของปริมาณการขายดอลลาร์ในตลาดมาจากร้านทอง ซึ่ง ธปท. ได้เพิ่มการติดตามความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด และพิจารณาดำเนินมาตรการต่อธุรกรรมที่ก่อให้เกิดแรงกดดันดังกล่าว”

นายวิทัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ธปท. ได้สั่งการให้ธนาคารพาณิชย์เข้มงวดในการตรวจสอบเอกสารก่อนรับทำธุรกรรม FX ที่เกี่ยวข้องกับทองคำ โดยต้องขอหลักฐานประกอบทุกธุรกรรม และขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากับร้านทองรายใหญ่เพื่อให้มีการรายงานข้อมูลธุรกรรมทองคำอย่างละเอียด

เจาะงบการเงินปี 2567 : 3 ขั้วอำนาจทองคำไทย

จากการรวบรวมข้อมูลของ วารสารการเงินธนาคาร อ้างอิงงบการเงินปี 2567 จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และรายงานผลประกอบการล่าสุด เผยให้เห็นตัวเลขรายได้ที่เติบโตแบบก้าวกระโดดของ 3 ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมทองคำไทย ดังนี้

1. กลุ่มฮั่วเซ่งเฮง (Hua Seng Heng)

ครองตำแหน่งเบอร์ 1 ของประเทศในด้านรายได้ โดยบริษัทในเครือมีผลประกอบการที่สร้างสถิติใหม่ ดังนี้:

บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง คอมโมดิทัซ จำกัด

รายได้รวม: 2,657,573 ล้านบาท (เติบโต 97.43%)
กำไรสุทธิ: 547.78 ล้านบาท (เติบโต 89.38%)

บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด

รายได้รวม: 12.78 ล้านบาท (ลดลง 3.87%)
กำไรสุทธิ: -16.61 ล้านบาท (ขาดทุนเพิ่มขึ้น 42.18%)

ทั้ง 2 บริษัทมีรายได้รวมทั้งสิ้น: 2,657,586,317,560.71 บาท (2.66 ล้านล้านบาท) และมีกำไรสุทธิทั้งสิ้น 531,168,203.79 บาท (531.17 ล้านบาท)

สถานะปัจจุบัน : นายธนรัชต์ พสวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คาดการณ์ว่าในปี 2568 รายได้อาจพุ่งแตะ 5 ล้านล้านบาท จากอานิสงส์ราคาทองคำโลกที่ทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่องและการเปลี่ยนผ่านสู่การเทรดออนไลน์เกือบ 100%

จุดแข็ง : การเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาด Gold Futures (TFEX) และการเชื่อมต่อระบบเทรดทองคำ 99.99% กับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ

2. กลุ่มวายแอลจี (YLG Bullion)

ยักษ์ใหญ่ที่รุกตลาดรายย่อยด้วยนวัตกรรมดิจิทัลและแอปพลิเคชัน Get Gold โดยบริษัทในเครือมีผลประกอบการดังนี้:

บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

รายได้รวม: 927,971.29 ล้านบาท (เติบโต -13.00%)
กำไรสุทธิ: 24.97 ล้านบาท (เติบโต 0.50%)

บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด

รายได้รวม: 101.88 ล้านบาท (เติบโต -13.29%)
กำไรสุทธิ: 12.86 ล้านบาท (เติบโต -47.53%)

ทั้ง 2 บริษัทมีรายได้รวมทั้งสิ้น: 928,073,172,237.94 บาท (9.28 แสนล้านบาท) และมีกำไรสุทธิทั้งสิ้น 37,822,255.78 บาท (37.82 ล้านบาท)

ความเคลื่อนไหวล่าสุด: นางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ระบุว่าดีมานด์ทองคำในไทยโตเร็วที่สุดในโลก (อันดับ 1 ในปี 2567) โดยมีการทำ DCA ทองคำผ่านแอปพลิเคชันเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

โมเดลรายได้: เน้นส่วนต่างราคา (Spread) และค่าธรรมเนียมจากแพลตฟอร์มออมทองเริ่มต้น 100 บาท

3. กลุ่มเอ็มทีเอส กรีน โกลด์ (MTS Gold / แม่ทองสุก)

ผู้นำด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานการเทรดทองคำออนไลน์ของไทย โดยบริษัทในเครือมีผลประกอบการดังนี้:

บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด

รายได้รวม: 1,432,282.10 ล้านบาท (เติบโต 109.55%)
กำไรสุทธิ: 87.29 ล้านบาท (เติบโต 61.03%)

บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก (2498) จำกัด

รายได้รวม: 4,339.46 ล้านบาท (เติบโต 40.00%)
กำไรสุทธิ: 26.25 ล้านบาท (เติบโต 109.26%)

ทั้ง 2 บริษัทมีรายได้รวมทั้งสิ้น: 1,436,621,559,838.99 บาท (1.44 ล้านล้านบาท) และมีกำไรสุทธิทั้งสิ้น 113,541,780.74 บาท (113.54 ล้านบาท)

ความโดดเด่น: เป็นผู้บุกเบิกการเทรดทองคำ Gold Spot ผ่านระบบตลาดโลกและเชื่อมโยงกับธนาคารพาณิชย์ใหญ่ในแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ ทำให้ปริมาณการหมุนเวียนเงิน (Volume) สูงในระดับล้านล้านบาทเช่นเดียวกับคู่แข่งรายอื่น

รายได้รายเดือน: ในช่วง Golden Period (ต.ค. – ธ.ค. 2568) ปริมาณการเทรดรายวันเฉลี่ยพุ่งสูงขึ้นกว่า 3-5 เท่าตัวเทียบกับช่วงต้นปี

แม้ตัวเลขรายได้จะอยู่ในระดับล้านล้านบาท แต่ “อัตรากำไรสุทธิ” (Net Profit Margin) ของกลุ่มค้าทองคำกลับค่อนข้างต่ำ (เฉลี่ยไม่ถึง 0.1% ของรายได้) เนื่องจากรายได้ส่วนใหญ่คือมูลค่าของตัวสินทรัพย์ (ทองคำ) ไม่ใช่กำไรจากการดำเนินงานโดยตรง

ตัวเลขที่รายได้มหาศาลภายใต้ Margin ที่เบาบาง สะท้อนความย้อนแย้งของรายได้ระดับ ‘ล้านล้านบาท’ แต่กำไรสุทธิหลัก ‘ร้อยล้านบาท’ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ธุรกิจค้าทองคำมีลักษณะพิเศษคือ “High Volume, Low Margin” โดยรายได้ส่วนใหญ่เกิดจากการหมุนเวียนของมูลค่าสินทรัพย์ ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) อยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับรายได้รวม

อย่างไรก็ตาม ธปท. กำลังเตรียมยกระดับการตรวจสอบแหล่งที่มาของเงิน (Travel Rule) และคุมเข้มการทำ FX Forward เพื่อลดผลกระทบต่อเสถียรภาพค่าเงินบาทในอนาคต

สงครามแพลตฟอร์มดิจิทัล 2025 : งัดกลยุทธ์ ‘Fee Zero’ ปั้น Churn Rate ทะลุเพดาน

ความสะดวกของแอปพลิเคชันที่ “ไม่มีค่าธรรมเนียม” และ “เทรดเรียลไทม์” ทำให้เกิดการซื้อขายหมุนเวียน (Churn Rate) สูงมากในแต่ละวัน

เทรดทองคำ’ ชนวนเหตุเงินบาทแข็งค่า และความเสี่ยงเชิงระบบที่ ธปท. เฝ้าระวัง?

สาเหตุที่มูลค่าการเทรดทองคำส่งผลกระทบค่าเงินบาท ส่วนหนึ่งมาจากกลไกการชำระเงินในแอปพลิเคชั่นเทรดทองทำ

กลไกการทุบค่าเงินโดยไม่ตั้งใจ: เมื่อราคาทองโลกพุ่งสูง คนไทยกด “ขาย” ในแอปฯ พร้อมกัน ร้านทองต้องจ่ายเงินบาทให้ลูกค้า และนำทองไปขายในตลาดโลกเพื่อรับ “ดอลลาร์” จากนั้นต้องรีบแลกดอลลาร์กลับเป็น “บาท” เพื่อรักษาสภาพคล่อง
ปริมาณธุรกรรมมหาศาล: เมื่อธุรกรรมนี้เกิดขึ้นในระดับ 50% ของ GDP การเทขายดอลลาร์เพื่อซื้อบาทในปริมาณมหาศาลจึงทำให้ “เงินบาทแข็งค่า” เร็วกว่าพื้นฐานเศรษฐกิจจริง
ความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk): ปริมาณเงินหมุนเวียนมหาศาลที่ถูกควบคุมโดยผู้เล่นเพียงไม่กี่ราย อาจสร้างความผันผวนให้ระบบการเงินไทยหากเกิดภาวะ Panic Sell หรือระบบขัดข้อง
‘Digital Onboarding’: ทางด่วนการลงทุนที่มาพร้อมความท้าทายด้านการกำกับดูแล

การที่มูลค่าธุรกรรมทองคำออนไลน์พุ่งสูงขึ้น มีปัจจัยขับเคลื่อนหลักคือกิจกรรม “Onboarding” หรือการเปิดบัญชีที่รวดเร็วผ่านเทคโนโลยี e-KYC และระบบการถอนสินทรัพย์ที่ยืดหยุ่น

การเปรียบเทียบขั้นตอนการเปิดบัญชีและระบบการยืนยันตัวตน (Onboarding)

โครงสร้างการบริหารสินทรัพย์จริง เงื่อนไข ‘Redemption’ จากตัวเลขสู่ทองคำแท่ง

หัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนจาก “ตัวเลขในหน้าจอ” เป็น “ทองคำแท่ง” ซึ่งมีรายละเอียดต้นทุนและเงื่อนไขดังนี้:

ฮั่วเซ่งเฮง (GOLD NOW)

เกณฑ์การถอน: ต้องมียอดทองสะสมครบตามน้ำหนักมาตรฐาน (เช่น 1 สลึง, 5 บาท, 10 บาท)
ขั้นตอน: กดคำสั่ง “ถอนทอง” ในแอปพลิเคชัน และเลือกสาขาที่จะเข้ารับ (สีลม, เยาวราช, หรือห้างสรรพสินค้าที่ร่วมรายการ)
ค่าธรรมเนียม: เสียค่าธรรมเนียมการถอนทอง (Premium/ค่ากำเหน็จ) ตามน้ำหนักและประเภททองที่เลือก
เวลาดำเนินการ: รับทองได้ที่สาขาตามวันและเวลาที่นัดหมายในแอปฯ
YLG (Get Gold)

เกณฑ์การถอน: เริ่มต้นถอนทองจริงได้ตั้งแต่น้ำหนัก 1 กรัม ขึ้นไป (เหมาะสำหรับผู้ออมรายย่อย)
ขั้นตอน: ทำรายการผ่านแอปฯ เลือกประเภททอง (96.5% หรือ 99.99%)
การจัดส่ง: มีบริการส่งทองถึงบ้านผ่านไปรษณีย์ไทย/ขนส่งเอกชน พร้อมประกันภัยสินค้า หรือรับที่สำนักงานใหญ่
ค่าธรรมเนียม: มีค่าธรรมเนียมการถอนและค่าจัดส่งตามระยะทาง
MTS Gold (แม่ทองสุก)

เกณฑ์การถอน: ถอนได้ตามมาตรฐานน้ำหนักทองคำแท่ง (เริ่มต้น 0.1 กรัม ในบางโปรแกรมออม)
ขั้นตอน: แจ้งถอนผ่านระบบออนไลน์หรือ LINE OA
จุดเด่น: สามารถเลือกรับทองได้ที่สาขาของแม่ทองสุกที่มีเครือข่ายครอบคลุม และมีระบบ Gold Blockchain ตรวจสอบความถูกต้องของทองคำได้
ค่าธรรมเนียม: ค่าธรรมเนียมตามน้ำหนัก (บล็อก) และค่าบริการจัดการสินทรัพย์
‘AML’ และ ‘Capital Flow’ กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของร้านทองไทย

ความรวดเร็วในการเปิดบัญชีแบบ Real-time ของผู้ประกอบการ ในมุมมองของหน่วยงานกำกับดูแล :

ด้านการฟอกเงิน (AML): การเทรดทองคำในปริมาณมหาศาลอาจถูกใช้เป็นช่องทางในการฟอกเงิน หากระบบ e-KYC และการตรวจสอบแหล่งที่มาของเงิน (Source of Funds) ไม่เข้มงวดพอ
ด้านเสถียรภาพการเงิน: ระบบ “ถอนทองจริง” ที่มีประสิทธิภาพช่วยลดความร้อนแรงของ Paper Trade ได้ระดับหนึ่ง แต่หากเกิดวิกฤตความเชื่อมั่นและมีการแห่ถอนทองจริง (Bank Run on Gold) ร้านทองต้องมีความสามารถในการสำรองทองคำจริง (Physical Reserve) ที่เพียงพอต่อธุรกรรมออนไลน์

การตรวจสอบจาก ธปท. : ปัจจุบัน ธปท. ขอความร่วมมือร้านทองรายใหญ่รายงานข้อมูลธุรกรรมแบบรายวัน เพื่อติดตามทิศทางกระแสเงินทุนที่ไหลเข้า-ออกผ่านตลาดทองคำ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อทุนสำรองระหว่างประเทศ
ตารางสรุปต้นทุนแฝงในการไถ่ถอน

ธุรกิจค้าทองคำไทยในปี 2568 ได้เปลี่ยนสภาพจาก “ร้านขายเครื่องประดับ” กลายเป็น “สถาบันการเงินดิจิทัล” อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งในอนาคตอันใกล้อาจจะเห็นการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น เช่น การบังคับให้เทรดด้วยสกุลเงินดอลลาร์ (USD) โดยตรงเพื่อลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท

Source: การเงินธนาคาร

https://moneyandbanking.co.th/2025/215887/


กลไกการทุบค่าเงินโดยไม่ตั้งใจ: เมื่อราคาทองโลกพุ่งสูง คนไทยกด “ขาย” ในแอปฯ พร้อมกัน ร้านทองต้องจ่ายเงินบาทให้ลูกค้า และนำทองไปขายในตลาดโลกเพื่อรับ “ดอลลาร์” จากนั้นต้องรีบแลกดอลลาร์กลับเป็น “บาท” เพื่อรักษาสภาพคล่อง

คนที่ซื้อทองเก็บไว้เยอะๆก่อนหน้าแล้วเทขายตอนนี้
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่