ผมนาย เอ นามสมมุติ อายุ33ปี เรื่องนี้จะเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับตัวของผมเอง ย้อนกลับไปประมาณ 15 ปีที่แล้ว
เนื่องจากตัวของผมเองเกิดที่กรุงเทพ จึงเป็นคนไม่ค่อยเชื่อเรื่องผี หรือ เรื่องลี้ลับอะไรเลย แต่ส่วนตัวก็ไม่ได้ลบหลู่อะไร จนผมได้มีโอกาศเข้าโรงเรียนทหารแห่งนึ่ง ย่านสะพานใหม่ มันจึงเปลี่ยนความคิดของตัวผมไปตลอดกาล
ผมได้เข้าศึกษาโรงเรียนแห่งนี้ ปี พศ 53 ภายในตัวโรงเรียนมีความกว้างพอสมควรด้านหน้ามีลานเสาธงเอาไว้ฝึก นร เป็นลานปูนกว้างขนาดใหญ่ด้านหลังคือสนามฟุตบอลบรรยากาศเหมือนมีลมพัดตลอดเวลา(ตอนกลางวันสวยมาก แต่ตอนกลางคืนก็แอบน่ากลัวเช่นกัน) ด้านข้าง ก็จะแยกเป็นกองร้อยต่างๆให้นร ได้พัก และจะมีหอพระที่พวกเรานับถือสักการะอยู่ด้วย โรงเรียนดูมีความเก่าและโมเดินสมัยใหม่รวมกัน เพราะส่วนมาก กองร้อยต่างๆยังเป็นไม้อยู่
จะมีแค่ 2กองร้อยจะเป็นปูน (ยุคนั้นเรียกว่าตอนโด) ใครได้อยู่ถือว่าโชคดีมาก เริ่มแรกคือวันที่ทุกๆคนต้องเปลี่ยนจากบุคคลพลเรือนมาเป็นทหาร ครูฝึกและรุ่นพี่จะให้เดินขึ้นกองร้อยตามรายชื่อ และเดินไปหยุดอยู่ที่เตียงของตนเองที่มีอยู่ด้านท้านเตียง และมีอุปกรณ์ต่างๆ จำเป็นในการฝึกต่างๆ เช่นหมวกเหล็ก ชุดขา สั้น กางเกง รองเท้าวิ่ง ต่างๆนาๆ และอุปการณ์ใช้ชีวิตประจำวันเช่น สบู่ แปรง ยาสีฟัน ขาดไม่ได้ก็คือ แว็กซี่เป็นกระป๋องเกิดมาไม่เคยใช้ ใครนึกภาพไม่ออกให้นึกถึงกล่องกลมขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือมีเนื้อครีมสีขาวเอาไว้ขัดพื้นไม้ให้เงานั่นเอง บริเวณเตียงหรือใครเตียงใครไม่เงา โดน!!โทษ ใครเคยผ่าน รร นี้มาจะรู้ดี พอทำความรู้จักกับเตียงตนเองแล้ว ถึงเวลา พาไปกินข้าว จ่าเวร(นายทหารยศประทวนที่คุมความเรียบร้อยของวันนั้นๆ) จึงเรียกทุกๆคนลงไปรวมแล้วเดินแถวไปกินข้าว โดยการทานข้าวในครั้งนี้ ผู้ปกครองที่มาส่งสามารถ เดินตามแถวพวกผมที่มีจำนวนประมาณ 200 กว่าคน( ซึ่งจะต้องอยู่ด้วยกัน 3ปีเต็มๆจนจบหลักสูตร) ระยะทางจากกองร้อยไป โรงอาหาร ประมาณเกือบ กิโลได้ ผมเดินไปคิดในใจไป ไหนใครบอกโรงเรียนทหารโหด โรงเรียนข้างนอกผมยังดูโหดร้ายกว่าเลย ซึ่งคือความคิดเด็กอายุ 17 ณ ตอนนั้น พอรับประทานอาหารร่วมกับครอบครัวเสร็จ ครูฝึก จึงให้ล่ำลากับครอบครัว บางคนร้องไห้ บางคนอยากจะตาม พ่อแม่กลับไปเลยก็มีเข้าใจนะ เราไม่รู้จักใครเลย200กว่าคนร้อยพ่อพันแม่ บางคนอาจจะรับไม่ไหวยิ่งต้องมากินนอนอยู่โรงเรียนบางคนอยู่บ้านเป็นลูกคุณหนู ส่วนตัวผมเองเฉยๆร่ำลาพ่อกับแม่ตามปกติอาจเป็นเพราะตอนอยู่ข้างนอก ผมก็ไม่ชอบกลับบ้าน ชอบแต่อยู่บ้านเพื่อน (ผมเป็นคนติดเพื่อนมากตอนเด็ก) เพื่อนคนแรกของผมคือคนที่กินข้าวร่วมโต้ะกับผมในวันนั้น ชื่อ นาย อาม นามสมมุติ ตัวมันจะขาวๆ อ้วนๆหน้ากวนตีนๆ รู้เลยครั้งแรกที่ได้คุยกัน มันต้องเป็นคนฮาๆตลกๆแน่นอน ทุกวันนี้มันก็ชอบทำตัวตลกๆตลอด ถ้าได้เจอก้น พอผู้ปกครองกลับไปบุ๊บ ทุกคนก็ได้ตระหนักรู้ว่า
นรกของจริงมาเยือนแล้ว!!!
จ่าเวร และ พี่ๆนปค(นักเรียนปกครอง คือนักเรียนชั้นปีที่ 3 ซึ่งได้รับคำสั่งมาให้ปกครองชั้นปีที่ 1 แบบผม ) 10 กว่าคน จากเมื่อเช้าหน้ายังยิ้ม แย้มหัวเราะ
กลับเปลี่ยน สีหน้าทันที หน้าเหมือนยักษ์มารเข้าสิง คำแรกที่ได้ยินคือ ไปเปลี่ยนเสื้อขาวกางเกงขาสั้นลงมาให้เวลา 2 นาที ส่วนใหญ่รีบเดินขึ้นไปเปลี่ยนแต่ บางคนยังงง ๆ ค่อยๆเดินไปขึ้นกองร้อยแบบสบายใจ นึกว่าอยู่บ้านมั้ง ส่วนตัวผมเอง คำนวณเวลาให้มันทัน 2 นาที ซึ่งตัวผมลงมาทัน พี่ นคป 1 ใน 10 กว่าคนนั้น นับ ถอยหลัง จาก 30 ไป ถึง 1 เพื่อจับคนช้า คิดในใจดีนะกุมาทันเวลา แต่มันก็ไม่น่ามีไรหรอกมั้ง ไอคนที่มาไม่ทัน พอรุ่นพี่คนนั้น นับจนถึง 0
ผมยัง ติดในใจโห ไอพวกที่ยังไม่เสร็จเต็มไปหมด เกิน 50 คนแน่นอน รุ่นพี่จึงบอกให้ พวกนั้นหมอบลงกับพื้น หลายคนยังขำอยู่เลย รุ่นพี่ คนนึงจึงตะโกนขำกันมากหรอสนุกกันมากหรอ คราวนี้เริ่มขำกันไม่ออก ซักพัก มีคำสั่งที่เราไม่คุ้นหูได้หลุดออกมาคำแรก ดันพื้นเตรียม 50 ครั้ง !!! หลายคนในนั้นงงคืออะไร แต่ส่วนมากก็จะรู้อยู่แล้ว ว่าคือวิดพื้น โหครั้งแรกก็ 50 ครั้งเลยหรอผมคิดในใจ ดีนะกูไม่โดน แถวพวกผม100 กว่าคนนั้งดูเพื่อนๆโดนซ่อม(ทำโทษ)จนเสร็จ พี่นปค จึงสั่งให้ จัดแถว ซึ่ง มันใหม่สำหรับ พวกเรา 200 กว่าคนมาก มันเป็นอะไรที่มัน มั่ว ซั่วไปหมด เดินกันให้พล่าน (แถวทหารต้องเรียงตามลำดับความสูงไปเตี้ย ซึ่ง จะเป็นแถวหน้ากระดานละ 7หรือ8 คน ความยาวจำไม่ได้ซึ่งมันยาวมากๆ ซักพัก พี่นปค บอก ช้านัก หมอบ ดันพื้น เล่นพวกผมจนแทบอ้วก อาจจะเพราะพวกเราใหม่ๆร่างกายยังไม่ฟิตด้วย ใครทำไม่ได้ก็จะโดยแยกออกไป เป็นกลุ่มๆ พวกนี้ไม่มีใครอยากโดนเพราะสุดท้ายแล้วจะโดนหนักว่าพวกที่ทำได้ วันนี้คือวันแนะนำสถานที่ !! พี่ นปค คนนึงกล่าวมันคือทางที่ไปกินข้าวเหมือนที่เล่าไปตอนต้น แต่ที่แตกต่างไปคือไม่ใช่ให้พวกเราเดินหน้าลอยชมเหมือนไปกินข้าว คราวนี้ให้พวกเดินเป็นกันไป เดินเป็ดคือ การที่เรานั้งยองๆลงไปเอามือจับข้อเข้าทั้ง2 ข้าง โอโห้ พระเจ้า เดินธรรมดายังไม่ไหวเลยตอนนี้ แต่ก็ต้องทำเพราะไม่อยากโดนจับแยกไป อีกกลุ่ม พวกเราเดินมาตามทาง จากตอนแรกที่เดินไปอย่างสงบสุข คราวนี้ มีรุ่นพี่ชั้นปีที่ 2 และ 3 ออกมาจากหน้าต่างกองร้อยตลอดทางจำนวนคน พอๆกับพวกเรา พูดสารพัด คือตอนนั้น ไม่ค่อยมีใครจับใจความได้เพราะ เสียง 200 300 คนที่ตะโกนแข่งกัน คิดง่ายๆ เหมือนหนังในคุกที่ต้อนรับนักโทษใหม่ แต่นี้มันหนักกว่าหลายเท่าตัว พวกเราโดนให้หยุดและแนะนำสถานที่ไปทีละกองร้อย ๆ แต่ละก้องร้อยก็จะมีรุ่นพี่ ออกมาขู่แบบที่บอกไว้ข้างต้น (พวกเราก็เพิ่งเข้าใจตอนเป็นรุ่นพี่ ปี 2 และ ปี3 เหมือนกันว่าทำไปทำไม มันคือบททดสอบจิตใจให้แข็งแกร่งนั่นเอง)
พวกเราเดินเป็ดมาด้วยความเหนื่อยล้าบางคนไม่ไหว ก็จะโดนจับแยกออกไป ผมหันไปมองด้านหลัง คือกลุ่มที่โดนแยกออกไป โดนพี่ นปค ไม่ต่ำกว่า 5 6 คน กำลังสั่งให้ทำท่าแปลกๆอยู่ แต่ดูแล้วผมเหนื่อยแทน ผมจึงตั้งใจทำให้มันผ่านตรงนี้ไปให้ได้ ด้วยความหวังว่า ใกล้แล้วเดี๋ยวมันก็จบ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป
เชื่อเลยตอนนี้ทุกคนคถ บ้าน คิดถึง พ่อแม่ ขนาดตัวผมเป็นคนติดเพื่อนไม่ชอบกลับบ้าน ผมยัง คิดถึงที่บ้านเลย ตอนนี้พวกเราเดินต่อไป อีก 50 เมตรจะถึงโรงอาการหารแล้ว เพราะช่วงนั้นน่าจะประมาณ 6 โมง ครึ่งได้ ใช้เวลาแนะนำสถานที่ประมาณ ชม ครึ่วได้ ทุกคนหยุดที่หน้า โรงอาหาร อาการสีหน้าแต่ละคนเหมือนจะตายให้ได้ ตอนที่นั้งพิมอยู่นี่ยังคงนึงถึงตวามเหนื่อยตอนนั้นได้ขึ้นใจเลย เด่วมาต่อ ep2 นะครับ ใครอยากฟังต่อคอมเม้นมาทีนะครับ
คนไม่เจอกับตัวคงไม่เชื่อ?
เนื่องจากตัวของผมเองเกิดที่กรุงเทพ จึงเป็นคนไม่ค่อยเชื่อเรื่องผี หรือ เรื่องลี้ลับอะไรเลย แต่ส่วนตัวก็ไม่ได้ลบหลู่อะไร จนผมได้มีโอกาศเข้าโรงเรียนทหารแห่งนึ่ง ย่านสะพานใหม่ มันจึงเปลี่ยนความคิดของตัวผมไปตลอดกาล
ผมได้เข้าศึกษาโรงเรียนแห่งนี้ ปี พศ 53 ภายในตัวโรงเรียนมีความกว้างพอสมควรด้านหน้ามีลานเสาธงเอาไว้ฝึก นร เป็นลานปูนกว้างขนาดใหญ่ด้านหลังคือสนามฟุตบอลบรรยากาศเหมือนมีลมพัดตลอดเวลา(ตอนกลางวันสวยมาก แต่ตอนกลางคืนก็แอบน่ากลัวเช่นกัน) ด้านข้าง ก็จะแยกเป็นกองร้อยต่างๆให้นร ได้พัก และจะมีหอพระที่พวกเรานับถือสักการะอยู่ด้วย โรงเรียนดูมีความเก่าและโมเดินสมัยใหม่รวมกัน เพราะส่วนมาก กองร้อยต่างๆยังเป็นไม้อยู่
จะมีแค่ 2กองร้อยจะเป็นปูน (ยุคนั้นเรียกว่าตอนโด) ใครได้อยู่ถือว่าโชคดีมาก เริ่มแรกคือวันที่ทุกๆคนต้องเปลี่ยนจากบุคคลพลเรือนมาเป็นทหาร ครูฝึกและรุ่นพี่จะให้เดินขึ้นกองร้อยตามรายชื่อ และเดินไปหยุดอยู่ที่เตียงของตนเองที่มีอยู่ด้านท้านเตียง และมีอุปกรณ์ต่างๆ จำเป็นในการฝึกต่างๆ เช่นหมวกเหล็ก ชุดขา สั้น กางเกง รองเท้าวิ่ง ต่างๆนาๆ และอุปการณ์ใช้ชีวิตประจำวันเช่น สบู่ แปรง ยาสีฟัน ขาดไม่ได้ก็คือ แว็กซี่เป็นกระป๋องเกิดมาไม่เคยใช้ ใครนึกภาพไม่ออกให้นึกถึงกล่องกลมขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือมีเนื้อครีมสีขาวเอาไว้ขัดพื้นไม้ให้เงานั่นเอง บริเวณเตียงหรือใครเตียงใครไม่เงา โดน!!โทษ ใครเคยผ่าน รร นี้มาจะรู้ดี พอทำความรู้จักกับเตียงตนเองแล้ว ถึงเวลา พาไปกินข้าว จ่าเวร(นายทหารยศประทวนที่คุมความเรียบร้อยของวันนั้นๆ) จึงเรียกทุกๆคนลงไปรวมแล้วเดินแถวไปกินข้าว โดยการทานข้าวในครั้งนี้ ผู้ปกครองที่มาส่งสามารถ เดินตามแถวพวกผมที่มีจำนวนประมาณ 200 กว่าคน( ซึ่งจะต้องอยู่ด้วยกัน 3ปีเต็มๆจนจบหลักสูตร) ระยะทางจากกองร้อยไป โรงอาหาร ประมาณเกือบ กิโลได้ ผมเดินไปคิดในใจไป ไหนใครบอกโรงเรียนทหารโหด โรงเรียนข้างนอกผมยังดูโหดร้ายกว่าเลย ซึ่งคือความคิดเด็กอายุ 17 ณ ตอนนั้น พอรับประทานอาหารร่วมกับครอบครัวเสร็จ ครูฝึก จึงให้ล่ำลากับครอบครัว บางคนร้องไห้ บางคนอยากจะตาม พ่อแม่กลับไปเลยก็มีเข้าใจนะ เราไม่รู้จักใครเลย200กว่าคนร้อยพ่อพันแม่ บางคนอาจจะรับไม่ไหวยิ่งต้องมากินนอนอยู่โรงเรียนบางคนอยู่บ้านเป็นลูกคุณหนู ส่วนตัวผมเองเฉยๆร่ำลาพ่อกับแม่ตามปกติอาจเป็นเพราะตอนอยู่ข้างนอก ผมก็ไม่ชอบกลับบ้าน ชอบแต่อยู่บ้านเพื่อน (ผมเป็นคนติดเพื่อนมากตอนเด็ก) เพื่อนคนแรกของผมคือคนที่กินข้าวร่วมโต้ะกับผมในวันนั้น ชื่อ นาย อาม นามสมมุติ ตัวมันจะขาวๆ อ้วนๆหน้ากวนตีนๆ รู้เลยครั้งแรกที่ได้คุยกัน มันต้องเป็นคนฮาๆตลกๆแน่นอน ทุกวันนี้มันก็ชอบทำตัวตลกๆตลอด ถ้าได้เจอก้น พอผู้ปกครองกลับไปบุ๊บ ทุกคนก็ได้ตระหนักรู้ว่า
นรกของจริงมาเยือนแล้ว!!!
จ่าเวร และ พี่ๆนปค(นักเรียนปกครอง คือนักเรียนชั้นปีที่ 3 ซึ่งได้รับคำสั่งมาให้ปกครองชั้นปีที่ 1 แบบผม ) 10 กว่าคน จากเมื่อเช้าหน้ายังยิ้ม แย้มหัวเราะ
กลับเปลี่ยน สีหน้าทันที หน้าเหมือนยักษ์มารเข้าสิง คำแรกที่ได้ยินคือ ไปเปลี่ยนเสื้อขาวกางเกงขาสั้นลงมาให้เวลา 2 นาที ส่วนใหญ่รีบเดินขึ้นไปเปลี่ยนแต่ บางคนยังงง ๆ ค่อยๆเดินไปขึ้นกองร้อยแบบสบายใจ นึกว่าอยู่บ้านมั้ง ส่วนตัวผมเอง คำนวณเวลาให้มันทัน 2 นาที ซึ่งตัวผมลงมาทัน พี่ นคป 1 ใน 10 กว่าคนนั้น นับ ถอยหลัง จาก 30 ไป ถึง 1 เพื่อจับคนช้า คิดในใจดีนะกุมาทันเวลา แต่มันก็ไม่น่ามีไรหรอกมั้ง ไอคนที่มาไม่ทัน พอรุ่นพี่คนนั้น นับจนถึง 0
ผมยัง ติดในใจโห ไอพวกที่ยังไม่เสร็จเต็มไปหมด เกิน 50 คนแน่นอน รุ่นพี่จึงบอกให้ พวกนั้นหมอบลงกับพื้น หลายคนยังขำอยู่เลย รุ่นพี่ คนนึงจึงตะโกนขำกันมากหรอสนุกกันมากหรอ คราวนี้เริ่มขำกันไม่ออก ซักพัก มีคำสั่งที่เราไม่คุ้นหูได้หลุดออกมาคำแรก ดันพื้นเตรียม 50 ครั้ง !!! หลายคนในนั้นงงคืออะไร แต่ส่วนมากก็จะรู้อยู่แล้ว ว่าคือวิดพื้น โหครั้งแรกก็ 50 ครั้งเลยหรอผมคิดในใจ ดีนะกูไม่โดน แถวพวกผม100 กว่าคนนั้งดูเพื่อนๆโดนซ่อม(ทำโทษ)จนเสร็จ พี่นปค จึงสั่งให้ จัดแถว ซึ่ง มันใหม่สำหรับ พวกเรา 200 กว่าคนมาก มันเป็นอะไรที่มัน มั่ว ซั่วไปหมด เดินกันให้พล่าน (แถวทหารต้องเรียงตามลำดับความสูงไปเตี้ย ซึ่ง จะเป็นแถวหน้ากระดานละ 7หรือ8 คน ความยาวจำไม่ได้ซึ่งมันยาวมากๆ ซักพัก พี่นปค บอก ช้านัก หมอบ ดันพื้น เล่นพวกผมจนแทบอ้วก อาจจะเพราะพวกเราใหม่ๆร่างกายยังไม่ฟิตด้วย ใครทำไม่ได้ก็จะโดยแยกออกไป เป็นกลุ่มๆ พวกนี้ไม่มีใครอยากโดนเพราะสุดท้ายแล้วจะโดนหนักว่าพวกที่ทำได้ วันนี้คือวันแนะนำสถานที่ !! พี่ นปค คนนึงกล่าวมันคือทางที่ไปกินข้าวเหมือนที่เล่าไปตอนต้น แต่ที่แตกต่างไปคือไม่ใช่ให้พวกเราเดินหน้าลอยชมเหมือนไปกินข้าว คราวนี้ให้พวกเดินเป็นกันไป เดินเป็ดคือ การที่เรานั้งยองๆลงไปเอามือจับข้อเข้าทั้ง2 ข้าง โอโห้ พระเจ้า เดินธรรมดายังไม่ไหวเลยตอนนี้ แต่ก็ต้องทำเพราะไม่อยากโดนจับแยกไป อีกกลุ่ม พวกเราเดินมาตามทาง จากตอนแรกที่เดินไปอย่างสงบสุข คราวนี้ มีรุ่นพี่ชั้นปีที่ 2 และ 3 ออกมาจากหน้าต่างกองร้อยตลอดทางจำนวนคน พอๆกับพวกเรา พูดสารพัด คือตอนนั้น ไม่ค่อยมีใครจับใจความได้เพราะ เสียง 200 300 คนที่ตะโกนแข่งกัน คิดง่ายๆ เหมือนหนังในคุกที่ต้อนรับนักโทษใหม่ แต่นี้มันหนักกว่าหลายเท่าตัว พวกเราโดนให้หยุดและแนะนำสถานที่ไปทีละกองร้อย ๆ แต่ละก้องร้อยก็จะมีรุ่นพี่ ออกมาขู่แบบที่บอกไว้ข้างต้น (พวกเราก็เพิ่งเข้าใจตอนเป็นรุ่นพี่ ปี 2 และ ปี3 เหมือนกันว่าทำไปทำไม มันคือบททดสอบจิตใจให้แข็งแกร่งนั่นเอง)
พวกเราเดินเป็ดมาด้วยความเหนื่อยล้าบางคนไม่ไหว ก็จะโดนจับแยกออกไป ผมหันไปมองด้านหลัง คือกลุ่มที่โดนแยกออกไป โดนพี่ นปค ไม่ต่ำกว่า 5 6 คน กำลังสั่งให้ทำท่าแปลกๆอยู่ แต่ดูแล้วผมเหนื่อยแทน ผมจึงตั้งใจทำให้มันผ่านตรงนี้ไปให้ได้ ด้วยความหวังว่า ใกล้แล้วเดี๋ยวมันก็จบ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป
เชื่อเลยตอนนี้ทุกคนคถ บ้าน คิดถึง พ่อแม่ ขนาดตัวผมเป็นคนติดเพื่อนไม่ชอบกลับบ้าน ผมยัง คิดถึงที่บ้านเลย ตอนนี้พวกเราเดินต่อไป อีก 50 เมตรจะถึงโรงอาการหารแล้ว เพราะช่วงนั้นน่าจะประมาณ 6 โมง ครึ่งได้ ใช้เวลาแนะนำสถานที่ประมาณ ชม ครึ่วได้ ทุกคนหยุดที่หน้า โรงอาหาร อาการสีหน้าแต่ละคนเหมือนจะตายให้ได้ ตอนที่นั้งพิมอยู่นี่ยังคงนึงถึงตวามเหนื่อยตอนนั้นได้ขึ้นใจเลย เด่วมาต่อ ep2 นะครับ ใครอยากฟังต่อคอมเม้นมาทีนะครับ