ย้อยรอยการเมือง อภิสิทธิ์ฟีเวอร์กวาดคะแนนชนขั้นกลาง สู้ศึกมหาจำลอง

อภิสิทธิ์ เริ่มเข้าสู่แวดวงการเมืองด้วยการเป็นอาสาสมัครช่วยหาเสียงให้กับพิชัย รัตตกุล ในเขตคลองเตย ช่วงปิดภาคเรียนที่กลับมาเมืองไทย ต่อมาได้เข้าช่วยงานด้านวิชาการในเรื่องแผนพัฒนาเศรษฐกิจให้กับชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ขณะนั้น ก่อนจะลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคประชาธิปัตย์ ได้เป็น ส.ส. กรุงเทพ เมื่อปี 2535 ซึ่งตอนนั้มีอายุได้เพียง 27 ปี นับว่าเป็น ส.ส. ที่มีอายุน้อยที่สุดในขณะนั้นและเป็น ส.ส.เพียงคนเดียวของประชาธิปัตย์ในเขตกรุงเทพมหานครและพื้นที่ภาคกลาง ท่ามกลางกระแส “มหาจำลองฟีเวอร์” กับการเป็นนักการเมือง “หน้าใหม่” ที่เพิ่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นครั้งแรก













22 กันยายน พ.ศ.2535 นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมัยที่ 2 และพรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนเสียงมากที่สุด ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลจนทำให้นายชวน หลีกภัยได้เป็นนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แต่เมื่อถึงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2537 ระหว่างการพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2535 ในวาระที่ 2 พลเอกชวลิต_ยงใจยุทธ หัวหน้าพรรคความหวังใหม่และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ขอให้กลับไปใช้มาตรา 198 และ 199 ที่รัฐสภาได้รับหลักการในวาระแรกแทนที่จะใช้ร่างที่ผ่านการพิจารณาของกรรมาธิการวิสามัญฯที่กำหนดให้เลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นในทุกระดับ พรรคประชาธิปัตย์ได้เห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการฯเนื่องจากสอดคล้องกับนโยบายพรรคฯในเรื่องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ทำให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านออกมาชุมนุมเพื่อกดดันรัฐบาล พรรคความหวังใหม่ได้ลงคะแนนเสียงไม่เป็นไปตามมติของคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล นายชวน หลีกภัยได้ขอให้พลเอกชวลิต ยงใจยุทธถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ได้แสดงจุดยืนทางการเมือง โดยการลาออกจากตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยเห็นว่าควรยุบสภาคืนอำนาจให้กับประชาชนเป็นผู้ตัดสิน “ท่านหัวหน้าชวนควรจะยุบสภาแล้วให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่สุดท้ายจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ไม่ได้ยุบสภา ก็ได้มีการดึงเอาพรรคชาติพัฒนาเข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งผมไม่เห็นด้วยเพราะผมว่าการแบ่งขั้วทางการเมืองได้เกิดขึ้น หลังเหตุการณ์พฤษภา และถ้าเมื่อรัฐบาลมีปัญหาอย่างนี้ ควรคืนอำนาจให้กับประชาชน” เมื่อเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าควรให้พรรคชาติพัฒนาเข้าร่วมรัฐบาลแทนพรรคความหวังใหม่ นายอภิสิทธิ์จึงแสดงสปิริตด้วยการลาออกจากตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแต่ได้รับการแต่งตั้งให้กลับมาเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง 
        กระทั่งได้รับบทบาทเป็นโฆษกพรรค และหัวหน้า ก่อนจะถูกกลุ่มเพื่อนเนวินได้รับวางใจให้เป็นนายกในปี 2551
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่