จรวดหลายลำกล้อง PHL-03 อาวุธทันสมัยในมือคนป่า

บริบทและชนวนเหตุความขัดแย้ง สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาพุ่งสู่จุดวิกฤตในเดือนธันวาคม 2568 เมื่อกัมพูชาตัดสินใจเคลื่อนย้ายระบบจรวดหลายลำกล้อง PHL-03 เข้าใกล้พื้นที่พิพาท การเคลื่อนไหวนี้ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามระดับชาติมากกว่าการปะทะตามแนวชายแดนแบบปกติ เนื่องจากอาวุธชนิดนี้มีอานุภาพสูงและสามารถเปลี่ยนรูปแบบการสงครามจากเดิมไปอย่างสิ้นเชิง
ข้อมูลเชิงเทคนิคของระบบจรวด PHL-03 PHL-03 เป็นผลงานของบริษัท Norinco จากจีน ซึ่งพัฒนาต่อยอดมาจากระบบ BM-30 Smerch ของสหภาพโซเวียต ตัวรถติดตั้งบนแชสซี 8x8 น้ำหนัก 43 ตัน มีความสามารถในการยิงแล้วย้ายที่ตั้งอย่างรวดเร็ว (Shoot-and-scoot) เพื่อหลบเลี่ยงการยิงโต้ตอบ โดยมีท่อยิงขนาด 300 มิลลิเมตร จำนวน 12 ท่อ ระยะยิงมาตรฐานอยู่ที่ 70-130 กิโลเมตร และอาจไกลได้ถึง 160 กิโลเมตร ความน่ากลัวอยู่ที่อำนาจทำลายล้างจากการยิงเพียง 1 ชุด ซึ่งสามารถครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างถึง 420 ไร่ หรือเทียบเท่าสนามฟุตบอล 8 สนามพร้อมกัน
การยกระดับขีดความสามารถทางทหารของกัมพูชา การนำ PHL-03 เข้ามาแทนที่ระบบเดิมอย่าง BM-21 ถือเป็นการก้าวกระโดดทางยุทธศาสตร์ของกัมพูชา จากเดิมที่ยิงได้ไกลเพียง 40 กิโลเมตร กลายมาเป็นกว่า 100 กิโลเมตร ทำให้เป้าหมายสำคัญในภาคตะวันออกและภาคอีสานของไทย เช่น นครราชสีมา อุบลราชธานี และสระแก้ว ตกอยู่ในระยะยิงทันที การเสริมสมรรถนะนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากจีน ทั้งในด้านอาวุธและโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร เช่น การปรับปรุงฐานทัพเรือเรียม
ยุทธศาสตร์การตอบโต้ของไทยและดุลกำลังรบ ฝ่ายไทยตอบโต้ด้วยการใช้มาตรการเชิงรุก โดยการส่งเครื่องบินรบโจมตีคลังอาวุธเพื่อป้องกันก่อนเกิดเหตุ (Pre-emptive strike) แม้กัมพูชาจะมี PHL-03 แต่ไทยยังคงถือไพ่เหนือกว่าในด้านกำลังทางอากาศ (Gripen และ F-16) และระบบปืนใหญ่ที่มีความแม่นยำสูงอย่าง DTI-1G และปืนใหญ่ CAESAR โดยปรัชญาการรบของไทยจะเน้นการโจมตีเป้าหมายเฉพาะจุดที่มีคุณค่าสูง (Precision Strike) เพื่อตัดการบังคับบัญชา มากกว่าการยิงปูพรมเป็นวงกว้างแบบกัมพูชา
บทบาทที่ซับซ้อนของมหาอำนาจจีน จีนอยู่ในฐานะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เนื่องจากเป็นผู้ค้าอาวุธรายใหญ่ให้แก่ทั้งไทยและกัมพูชา จีนพยายามแสดงบทบาทผู้ควบคุมสถานการณ์โดยการจำกัดการใช้งานอาวุธหนัก (เช่น การไม่ออกใบอนุญาตใช้งาน PHL-03 ในบางช่วง) เพื่อรักษาอิทธิพลเหนือทั้งสองประเทศและป้องกันไม่ให้สงครามลุกลามจนกระทบผลประโยชน์ของตนในภูมิภาค
บทสรุปและแนวโน้มในอนาคต PHL-03 ไม่ใช่เพียงแค่อาวุธ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงอำนาจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ทำให้การรักษาความสงบตามชายแดนเปราะบางลง ความขัดแย้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันสะสมอาวุธที่ทวีความรุนแรงขึ้น และแสดงให้เห็นว่าเสถียรภาพในภูมิภาคปัจจุบันขึ้นอยู่กับการเดินเกมทางการทูตและการทหารที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง
จรวดหลายลำกล้อง PHL-03 อาวุธทันสมัยในมือคนป่า
บริบทและชนวนเหตุความขัดแย้ง สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาพุ่งสู่จุดวิกฤตในเดือนธันวาคม 2568 เมื่อกัมพูชาตัดสินใจเคลื่อนย้ายระบบจรวดหลายลำกล้อง PHL-03 เข้าใกล้พื้นที่พิพาท การเคลื่อนไหวนี้ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามระดับชาติมากกว่าการปะทะตามแนวชายแดนแบบปกติ เนื่องจากอาวุธชนิดนี้มีอานุภาพสูงและสามารถเปลี่ยนรูปแบบการสงครามจากเดิมไปอย่างสิ้นเชิง
ข้อมูลเชิงเทคนิคของระบบจรวด PHL-03 PHL-03 เป็นผลงานของบริษัท Norinco จากจีน ซึ่งพัฒนาต่อยอดมาจากระบบ BM-30 Smerch ของสหภาพโซเวียต ตัวรถติดตั้งบนแชสซี 8x8 น้ำหนัก 43 ตัน มีความสามารถในการยิงแล้วย้ายที่ตั้งอย่างรวดเร็ว (Shoot-and-scoot) เพื่อหลบเลี่ยงการยิงโต้ตอบ โดยมีท่อยิงขนาด 300 มิลลิเมตร จำนวน 12 ท่อ ระยะยิงมาตรฐานอยู่ที่ 70-130 กิโลเมตร และอาจไกลได้ถึง 160 กิโลเมตร ความน่ากลัวอยู่ที่อำนาจทำลายล้างจากการยิงเพียง 1 ชุด ซึ่งสามารถครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างถึง 420 ไร่ หรือเทียบเท่าสนามฟุตบอล 8 สนามพร้อมกัน
การยกระดับขีดความสามารถทางทหารของกัมพูชา การนำ PHL-03 เข้ามาแทนที่ระบบเดิมอย่าง BM-21 ถือเป็นการก้าวกระโดดทางยุทธศาสตร์ของกัมพูชา จากเดิมที่ยิงได้ไกลเพียง 40 กิโลเมตร กลายมาเป็นกว่า 100 กิโลเมตร ทำให้เป้าหมายสำคัญในภาคตะวันออกและภาคอีสานของไทย เช่น นครราชสีมา อุบลราชธานี และสระแก้ว ตกอยู่ในระยะยิงทันที การเสริมสมรรถนะนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากจีน ทั้งในด้านอาวุธและโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร เช่น การปรับปรุงฐานทัพเรือเรียม
ยุทธศาสตร์การตอบโต้ของไทยและดุลกำลังรบ ฝ่ายไทยตอบโต้ด้วยการใช้มาตรการเชิงรุก โดยการส่งเครื่องบินรบโจมตีคลังอาวุธเพื่อป้องกันก่อนเกิดเหตุ (Pre-emptive strike) แม้กัมพูชาจะมี PHL-03 แต่ไทยยังคงถือไพ่เหนือกว่าในด้านกำลังทางอากาศ (Gripen และ F-16) และระบบปืนใหญ่ที่มีความแม่นยำสูงอย่าง DTI-1G และปืนใหญ่ CAESAR โดยปรัชญาการรบของไทยจะเน้นการโจมตีเป้าหมายเฉพาะจุดที่มีคุณค่าสูง (Precision Strike) เพื่อตัดการบังคับบัญชา มากกว่าการยิงปูพรมเป็นวงกว้างแบบกัมพูชา
บทบาทที่ซับซ้อนของมหาอำนาจจีน จีนอยู่ในฐานะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เนื่องจากเป็นผู้ค้าอาวุธรายใหญ่ให้แก่ทั้งไทยและกัมพูชา จีนพยายามแสดงบทบาทผู้ควบคุมสถานการณ์โดยการจำกัดการใช้งานอาวุธหนัก (เช่น การไม่ออกใบอนุญาตใช้งาน PHL-03 ในบางช่วง) เพื่อรักษาอิทธิพลเหนือทั้งสองประเทศและป้องกันไม่ให้สงครามลุกลามจนกระทบผลประโยชน์ของตนในภูมิภาค
บทสรุปและแนวโน้มในอนาคต PHL-03 ไม่ใช่เพียงแค่อาวุธ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงอำนาจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ทำให้การรักษาความสงบตามชายแดนเปราะบางลง ความขัดแย้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันสะสมอาวุธที่ทวีความรุนแรงขึ้น และแสดงให้เห็นว่าเสถียรภาพในภูมิภาคปัจจุบันขึ้นอยู่กับการเดินเกมทางการทูตและการทหารที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง