สวัสดีค่ะ เพื่อน พี่ น้อง ชาว Pantip ทุกท่าน
ฉันในฐานะแม่ที่ใจแตกสลาย ที่ได้รับรู้ว่าลูกชายของตัวเองถูกทำร้ายจิตใจอย่างต่อเนื่องมาตลอด 10 เดือนกว่าที่ทำงานกับรีสอร์ทแห่งหนึ่ง จนตอนนี้เขาป่วยเป็นโรคซึมเศร้า (MDD) ขั้นวิกฤต และไม่รู้ว่าลูกชายจะกลับมาเป็นปกติได้หรือไม่ฉันไม่รู้จะไปต่ออย่างไรดี ไปแจ้งความตำรวจก็ไม่รับแจ้ง บอกว่า "ให้ลูกหายป่วยก่อน เดี๋ยวค่อยมา" ฉันจึงขอคำแนะนำจากชาวพันทิปและทนายความ ได้โปรดช่วยแนะนำด้วยค่ะ 🙏
ก่อนอื่นขอเล่าเรื่องเกี่ยวกับลูกชายของฉันสักนิดนะคะ ลูกชายของฉันเป็นหัวหน้าครอบครัวและนักดนตรีที่สู้ชีวิต เขาทั้งหาเงินจ่ายค่าเทอมและดูแลครอบครัวได้ตัวคนเดียวมาตั้งแต่อายุ 16 ปี เรื่องราวชีวิตของเขายังเคยเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนในโซเชียลเมื่อสิบกว่าปีก่อน เป้าหมายของเขาไม่ใช่แค่การเป็นนักดนตรี แต่คือการเป็นแรงบันดาลใจให้คนที่สู้ชีวิตอย่างเขาได้มีกำลังใจสู้ต่อไป
ลูกชายของฉันเริ่มต้นทำงานที่รีสอร์ทแห่งนี้ในวันที่ 6 ม.ค. 68 ด้วยข้อเสนอสัญญาจ้าง 1 ปี และต่อเนื่องไปถึงปีหน้าจากทายาทเจ้าของรีสอร์ท พร้อมคำยืนยันว่า "เดี๋ยวมาทำสัญญากันที่รีสอร์ทนะ" แต่!!! ตั้งแต่วันแรกที่ไปถึง ก็ไม่เคยได้เซ็นสัญญาจ้างเลย มีเพียงการเซ็นรับทราบกฎรีสอร์ทและสวัสดิการเบื้องต้นเท่านั้น
ตั้งแต่วันแรกที่เดินทางไปถึง เขากลับถูกบังคับให้ทำงานทันทีทั้งที่เขากำลังป่วย เขาพยายามแจ้งแล้วแต่ทางรีสอร์ทกลับไม่สนใจและยังคงขอให้เขาเเสดง พอลูกชายขอน้ำอุ่นหรือข้าวต้ม ทางรีสอร์ทก็ตอบว่าไม่มีให้ เขาจึงต้องออกไปหายาและข้าวต้มกินเองที่ 7-11 เพื่อให้รอดพ้นคืนนั้นไปในระหว่างทำงาน นอกจากเล่นดนตรีแล้ว เวลาว่างลูกชายของฉันก็จะชอบช่วยเหลืองานอื่นๆ เช่น เสิร์ฟอาหาร เก็บจาน ซึ่งทำให้เพื่อนพนักงานรู้สึกดีกับเขา แต่ Manager กลับคอยจับผิด พูดจาบั่นทอนจิตใจ และกลั่นแกล้งเรื่องอาหารของลูกชายอยู่ตลอด มีครั้งหนึ่งที่เสิร์ฟ "ไข่ดิบ" ให้ลูกชาย พอเขาคอมเพลน Manager กลับเถียงว่า "นี่ไม่ใช่ไข่ดิบ แต่มันคือไข่แดงที่ไหลลงมา" สุดท้ายลูกชายกลับต้องเป็นฝ่ายเอ่ยขอโทษ และหลังจากนั้นการกลั่นแกล้งก็หนักขึ้นขึ้นจนถึงขั้นอาหารเป็นพิษเกือบตาย!
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้และนี้คือรูปถ่ายของเมนูที่มีไข่ดิบค่ะ
วันที่ 2 พ.ย. 68 เกิดเหตุการณ์ที่เลวร้ายมาก Manager มาด่าลูกชายด้วยคำหยาบคายและท่าทีคุกคามและสั่งไม่ให้ลูกชายขึ้นเวทีทั้งที่เป็นรอบการแสดงของเขา แถมยังด่าทอลูกชายต่อหน้าลูกค้าซึ่งเป็นนักดนตรีคลาสสิกเเละรอฟังเขาอยู่ คำพูดด่าทอของ Manager รุนเเรงจนถึงขั้นลูกค้าต้องออกมาปกป้องลูกชายของฉัน ลูกชายโทรหาฉันพร้อมเสียงสะอื้น ถามตลอดว่า "ผมผิดอะไร ทำไมผมต้องโดนด่าขนาดนี้" ในวันที่ 3 พ.ย. 68 ฉันในฐานะแม่และผู้จัดการ จึงโทรไปปรึกษาผู้ว่าจ้างที่โทรมาหาลูกชาย แต่เขาปฏิเสธที่จะช่วยเหลือและโยนเรื่องให้ GM พอติดต่อไปหา GM เขาก็รับปากว่าจะพูดคุยและให้ความยุติธรรมกับน้อง แต่คำพูดระหว่างสนทนาก็ได้มีคำพูดที่แสดงถึงการจาถากถางและเหยียดหยามจนฉันรู้สึกไม่สบายใจ แต่ฉันก็พยายามไม่คิดอะไร
วันที่ 8 พ.ย. 68 HR เรียกลูกชายไปแจ้งเลิกจ้างกลางคันในที่สาธารณะ โดยให้ทำงานถึงวันที่ 15 พ.ย. 68 พร้อมคำพูดดูถูกและข่มขู่ว่า "สัญญาปากเปล่าเรียกร้องอะไรไม่ได้" และกล่าวหาว่าความผิดที้ต้องไล่ออกของลูกคือ "การโทรไปเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้แม่ฟัง" ทั้งที่ลูกชายตั้งใจทำงานมาตลอดแถมชวนเพื่อนที่เป็นชาวต่างชาติมาพักทีรีสอร์ทด้วย หลังจากที่เขาถูกไล่ออกเขาก็โทรหาฉันและบอกกับฉันว่าไม่เป็นไร แต่พอวันรุ่นขึ้นเหตุกาณ์ก็เลวร้ายก็เกิดขึ้น คือ
วันที่ 9 พ.ย. 68 ลูกชายดิ่งมากจนฉันไม่สามารถทำให้เขารู้สึกดีขึ้นได้ ฉันจึงตัดสินใจให้เขาโทรหา 1323 ระหว่างนั้นฉันก็ได้แต่เฝ้ารอด้วยความเป็นห่วง และสายที่โทรกลับมาก็คือ สายของ 1323 และทางเจ้าหน้าที่ได้แจ้งกลับมาว่า "ลูกชายปลอดภัยดีนะคะ ตอนนี้เขารู้สึกดีขึ้นแล้ว แต่ยังไงก็ควรให้ออกจากรีสอร์ททันทีนะ เพราะเขายังดูสภาพจิตใจยังไม่ค่อยดี และทางที่ดีพอกลับถึงบ้านแล้วควรพาน้องไปพบจิตเเพทย์นะคะ เพราะอาการของน้องน่าเป็นห่วง " ฉันจึงโทรกลับไปหาเขาหลังจากที่คุยกับสายด่วนเสร็จ แต่ลูกชายของฉันก็ตอบกลับว่า "ไม่เป็นไรเเม่ผมไหว อีกอย่างผมก็ห่วงเรื่องเงินด้วยว่าจะไม่ได้รับ เพราะออกมาก่อนและในใจลึกๆของผมก็ยังหวังว่า GM และพี่เต้(นามสมมุติผู้เป็นผู้ว่าจ้างและทายาทรีสอร์ท)จะเปลี่ยนใจก่อนวันที่ 15 ครับ" ซึ่งฉันก็ยอมรับในการตัดสินใจของเขาแต่ก็ยังคงเป็นห่วงเเละพยายามพูดคุยกับเขาตลอดเท่าที่เป็นไปได้ แต่สิ่งที่ลูกชายของฉันเจออยู่ตลอดจนถึงวันที่ 15 พ.ย. คือ การเหยียดหยามและเยาะเย้ยด้วยสายตาจาก Manager และผู้ว่าจ้างก็ไม่ได้สนใจทั้งยังได้พยายามเดินหลบหน้าเขาตลอดเวลา ในวันสุดท้ายGMก็ได้ตั้งใจเดินให้ลูกชายของฉันเห็นและไม่มีการพูดคุยใดๆกับลูกชายฉันเลย ทั้งที่ตลอดทั้งอาทิตย์เขาหลบหน้าลูกชายของฉันตลอด
และในวันที่ 15 พ.ย. 68 เราทั้งคู่ไม่นอนเลย จนกระกระทั้งลูกชายของฉันกลับถึงบ้าน เขาก็คงยังมีอาการนอนไม่หลับและเครียดมาก ฉันจึงตัดสินใจพาเขาไปโรงพยาบาลตามที่สายด่วนแนะนำและผลวินิจฉัยที่คุณหมอบอก คือ ลูกชายของคุณป่วยเป็น "โรคซึมเศร้าขั้นรุนแรง (MDD)" และกำชับกับฉันอีกว่า "เก็บของมีคมและเชือกให้พ้นสายตาเขานะ เพราะเขามีเเนวโน้มสูงที่จะคิดสั้น " ซึ่งนั้นทำให้ฉันทั้ง ตกใจ เสียใจ และกลัวเป็นอย่างมากกับสิ่งที่หมอบอก แต่ฉันต้องพยายามเก็บมันไว้เพื่อให้เขาไม่ต้องเครียดมากขึ้นหรือรู้สึกไม่ดีไปมากกว่านี้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้และนี้คือใบรับรองแพทย์ค่ะ
และนี้เป็นเรื่องราวนี้เพียงบางส่วนของความไม่เป็นธรรม การใช้คำพูดและอำนาจกดขี่เข้าข่ายการคุกคาม ข่มขู่ และบิดเบือนข้อเท็จจริงของกลุ่มคนเหล่านี้ซึ่งนั้นนำมาสู่การทำร้ายร่างกาย(ลูกชายของฉันตอนนี้มีอาการไอและมีเสมหะปนเลือดนิดหน่อยด้วยค่ะ)และจิตใจของเขาอย่างรุนแรง
ตอนนี้ลูกชายต้องอยู่ในความดูแลอย่างใกล้ชิด ฉันจึงตัดสินใจเล่าเรื่องนี้เพื่อเป็นอุทาหรณ์ว่า "การใช้อำนาจกลั่นแกล้งกัน " มันสามารถทำลายชีวิตคนคนหนึ่งได้ขนาดไหน และอยากขอคำแนะนำจากผู้รู้กฎหมายว่าเราสามารถเรียกร้องความเป็นธรรมได้อย่างไรบ้างคะ?
สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณสายด่วน 1323 ที่ช่วยยื้อชีวิตลูกชายไว้ ขอบคุณที่ทำให้ฉันได้กอดลูกอีกครั้ง และขอบคุณทุกกำลังใจจากสังคมโซเชียลที่เป็นสิ่งยืนยันว่า "เขามีค่าพอที่จะมีชีวิตอยู่" และนี้คือ ลิงค์ที่ลูกชายชอบอ่านตอนเวลาเขาท้อ
https://www.facebook.com/share/1DQHaEakXd/ และ
https://pantip.com/topic/31833047?sc=VsRFbKc ค่ะ
ขอบคุณชาวพันทิปทุกท่านที่สละเวลาอ่านจนจบค่ะ
สุดท้ายนี้ ตอนนี้ลูกชายยังต้องทานยาประคองอาการอย่างหนัก แต่ในฐานะแม่ ฉันอยากหาพื้นที่ปลอดภัยทางใจให้เขาได้กลับมาเล่นดนตรีอีกครั้ง หากท่านใดมีงานดนตรี ไม่ต้องใช้พลังในการเอนเตอร์เทนสูง ฉันไม่ได้โฟกัสเรื่องเงินเลยค่ะ แต่อยากให้เขาได้ใช้ดนตรีเยียวยาตัวเอง และได้เจอผู้คนที่พร้อมจะเข้าใจและให้เกียรติศิลปิน เพื่อให้เขาค่อยๆ กลับมามีความมั่นใจอีกครั้งค่ะ
ใจแม่แตกสลาย 💔 ลูกชายถูก GM และพวก บ้าอำนาจ กลั่นแกล้ง ทำลูกป่วย MDD ขั้นวิกฤต หลังทวงถามความยุติธรรม
ฉันในฐานะแม่ที่ใจแตกสลาย ที่ได้รับรู้ว่าลูกชายของตัวเองถูกทำร้ายจิตใจอย่างต่อเนื่องมาตลอด 10 เดือนกว่าที่ทำงานกับรีสอร์ทแห่งหนึ่ง จนตอนนี้เขาป่วยเป็นโรคซึมเศร้า (MDD) ขั้นวิกฤต และไม่รู้ว่าลูกชายจะกลับมาเป็นปกติได้หรือไม่ฉันไม่รู้จะไปต่ออย่างไรดี ไปแจ้งความตำรวจก็ไม่รับแจ้ง บอกว่า "ให้ลูกหายป่วยก่อน เดี๋ยวค่อยมา" ฉันจึงขอคำแนะนำจากชาวพันทิปและทนายความ ได้โปรดช่วยแนะนำด้วยค่ะ 🙏
ก่อนอื่นขอเล่าเรื่องเกี่ยวกับลูกชายของฉันสักนิดนะคะ ลูกชายของฉันเป็นหัวหน้าครอบครัวและนักดนตรีที่สู้ชีวิต เขาทั้งหาเงินจ่ายค่าเทอมและดูแลครอบครัวได้ตัวคนเดียวมาตั้งแต่อายุ 16 ปี เรื่องราวชีวิตของเขายังเคยเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนในโซเชียลเมื่อสิบกว่าปีก่อน เป้าหมายของเขาไม่ใช่แค่การเป็นนักดนตรี แต่คือการเป็นแรงบันดาลใจให้คนที่สู้ชีวิตอย่างเขาได้มีกำลังใจสู้ต่อไป
ลูกชายของฉันเริ่มต้นทำงานที่รีสอร์ทแห่งนี้ในวันที่ 6 ม.ค. 68 ด้วยข้อเสนอสัญญาจ้าง 1 ปี และต่อเนื่องไปถึงปีหน้าจากทายาทเจ้าของรีสอร์ท พร้อมคำยืนยันว่า "เดี๋ยวมาทำสัญญากันที่รีสอร์ทนะ" แต่!!! ตั้งแต่วันแรกที่ไปถึง ก็ไม่เคยได้เซ็นสัญญาจ้างเลย มีเพียงการเซ็นรับทราบกฎรีสอร์ทและสวัสดิการเบื้องต้นเท่านั้น
ตั้งแต่วันแรกที่เดินทางไปถึง เขากลับถูกบังคับให้ทำงานทันทีทั้งที่เขากำลังป่วย เขาพยายามแจ้งแล้วแต่ทางรีสอร์ทกลับไม่สนใจและยังคงขอให้เขาเเสดง พอลูกชายขอน้ำอุ่นหรือข้าวต้ม ทางรีสอร์ทก็ตอบว่าไม่มีให้ เขาจึงต้องออกไปหายาและข้าวต้มกินเองที่ 7-11 เพื่อให้รอดพ้นคืนนั้นไปในระหว่างทำงาน นอกจากเล่นดนตรีแล้ว เวลาว่างลูกชายของฉันก็จะชอบช่วยเหลืองานอื่นๆ เช่น เสิร์ฟอาหาร เก็บจาน ซึ่งทำให้เพื่อนพนักงานรู้สึกดีกับเขา แต่ Manager กลับคอยจับผิด พูดจาบั่นทอนจิตใจ และกลั่นแกล้งเรื่องอาหารของลูกชายอยู่ตลอด มีครั้งหนึ่งที่เสิร์ฟ "ไข่ดิบ" ให้ลูกชาย พอเขาคอมเพลน Manager กลับเถียงว่า "นี่ไม่ใช่ไข่ดิบ แต่มันคือไข่แดงที่ไหลลงมา" สุดท้ายลูกชายกลับต้องเป็นฝ่ายเอ่ยขอโทษ และหลังจากนั้นการกลั่นแกล้งก็หนักขึ้นขึ้นจนถึงขั้นอาหารเป็นพิษเกือบตาย!
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
วันที่ 2 พ.ย. 68 เกิดเหตุการณ์ที่เลวร้ายมาก Manager มาด่าลูกชายด้วยคำหยาบคายและท่าทีคุกคามและสั่งไม่ให้ลูกชายขึ้นเวทีทั้งที่เป็นรอบการแสดงของเขา แถมยังด่าทอลูกชายต่อหน้าลูกค้าซึ่งเป็นนักดนตรีคลาสสิกเเละรอฟังเขาอยู่ คำพูดด่าทอของ Manager รุนเเรงจนถึงขั้นลูกค้าต้องออกมาปกป้องลูกชายของฉัน ลูกชายโทรหาฉันพร้อมเสียงสะอื้น ถามตลอดว่า "ผมผิดอะไร ทำไมผมต้องโดนด่าขนาดนี้" ในวันที่ 3 พ.ย. 68 ฉันในฐานะแม่และผู้จัดการ จึงโทรไปปรึกษาผู้ว่าจ้างที่โทรมาหาลูกชาย แต่เขาปฏิเสธที่จะช่วยเหลือและโยนเรื่องให้ GM พอติดต่อไปหา GM เขาก็รับปากว่าจะพูดคุยและให้ความยุติธรรมกับน้อง แต่คำพูดระหว่างสนทนาก็ได้มีคำพูดที่แสดงถึงการจาถากถางและเหยียดหยามจนฉันรู้สึกไม่สบายใจ แต่ฉันก็พยายามไม่คิดอะไร
วันที่ 8 พ.ย. 68 HR เรียกลูกชายไปแจ้งเลิกจ้างกลางคันในที่สาธารณะ โดยให้ทำงานถึงวันที่ 15 พ.ย. 68 พร้อมคำพูดดูถูกและข่มขู่ว่า "สัญญาปากเปล่าเรียกร้องอะไรไม่ได้" และกล่าวหาว่าความผิดที้ต้องไล่ออกของลูกคือ "การโทรไปเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้แม่ฟัง" ทั้งที่ลูกชายตั้งใจทำงานมาตลอดแถมชวนเพื่อนที่เป็นชาวต่างชาติมาพักทีรีสอร์ทด้วย หลังจากที่เขาถูกไล่ออกเขาก็โทรหาฉันและบอกกับฉันว่าไม่เป็นไร แต่พอวันรุ่นขึ้นเหตุกาณ์ก็เลวร้ายก็เกิดขึ้น คือ
วันที่ 9 พ.ย. 68 ลูกชายดิ่งมากจนฉันไม่สามารถทำให้เขารู้สึกดีขึ้นได้ ฉันจึงตัดสินใจให้เขาโทรหา 1323 ระหว่างนั้นฉันก็ได้แต่เฝ้ารอด้วยความเป็นห่วง และสายที่โทรกลับมาก็คือ สายของ 1323 และทางเจ้าหน้าที่ได้แจ้งกลับมาว่า "ลูกชายปลอดภัยดีนะคะ ตอนนี้เขารู้สึกดีขึ้นแล้ว แต่ยังไงก็ควรให้ออกจากรีสอร์ททันทีนะ เพราะเขายังดูสภาพจิตใจยังไม่ค่อยดี และทางที่ดีพอกลับถึงบ้านแล้วควรพาน้องไปพบจิตเเพทย์นะคะ เพราะอาการของน้องน่าเป็นห่วง " ฉันจึงโทรกลับไปหาเขาหลังจากที่คุยกับสายด่วนเสร็จ แต่ลูกชายของฉันก็ตอบกลับว่า "ไม่เป็นไรเเม่ผมไหว อีกอย่างผมก็ห่วงเรื่องเงินด้วยว่าจะไม่ได้รับ เพราะออกมาก่อนและในใจลึกๆของผมก็ยังหวังว่า GM และพี่เต้(นามสมมุติผู้เป็นผู้ว่าจ้างและทายาทรีสอร์ท)จะเปลี่ยนใจก่อนวันที่ 15 ครับ" ซึ่งฉันก็ยอมรับในการตัดสินใจของเขาแต่ก็ยังคงเป็นห่วงเเละพยายามพูดคุยกับเขาตลอดเท่าที่เป็นไปได้ แต่สิ่งที่ลูกชายของฉันเจออยู่ตลอดจนถึงวันที่ 15 พ.ย. คือ การเหยียดหยามและเยาะเย้ยด้วยสายตาจาก Manager และผู้ว่าจ้างก็ไม่ได้สนใจทั้งยังได้พยายามเดินหลบหน้าเขาตลอดเวลา ในวันสุดท้ายGMก็ได้ตั้งใจเดินให้ลูกชายของฉันเห็นและไม่มีการพูดคุยใดๆกับลูกชายฉันเลย ทั้งที่ตลอดทั้งอาทิตย์เขาหลบหน้าลูกชายของฉันตลอด
และในวันที่ 15 พ.ย. 68 เราทั้งคู่ไม่นอนเลย จนกระกระทั้งลูกชายของฉันกลับถึงบ้าน เขาก็คงยังมีอาการนอนไม่หลับและเครียดมาก ฉันจึงตัดสินใจพาเขาไปโรงพยาบาลตามที่สายด่วนแนะนำและผลวินิจฉัยที่คุณหมอบอก คือ ลูกชายของคุณป่วยเป็น "โรคซึมเศร้าขั้นรุนแรง (MDD)" และกำชับกับฉันอีกว่า "เก็บของมีคมและเชือกให้พ้นสายตาเขานะ เพราะเขามีเเนวโน้มสูงที่จะคิดสั้น " ซึ่งนั้นทำให้ฉันทั้ง ตกใจ เสียใจ และกลัวเป็นอย่างมากกับสิ่งที่หมอบอก แต่ฉันต้องพยายามเก็บมันไว้เพื่อให้เขาไม่ต้องเครียดมากขึ้นหรือรู้สึกไม่ดีไปมากกว่านี้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
และนี้เป็นเรื่องราวนี้เพียงบางส่วนของความไม่เป็นธรรม การใช้คำพูดและอำนาจกดขี่เข้าข่ายการคุกคาม ข่มขู่ และบิดเบือนข้อเท็จจริงของกลุ่มคนเหล่านี้ซึ่งนั้นนำมาสู่การทำร้ายร่างกาย(ลูกชายของฉันตอนนี้มีอาการไอและมีเสมหะปนเลือดนิดหน่อยด้วยค่ะ)และจิตใจของเขาอย่างรุนแรง
ตอนนี้ลูกชายต้องอยู่ในความดูแลอย่างใกล้ชิด ฉันจึงตัดสินใจเล่าเรื่องนี้เพื่อเป็นอุทาหรณ์ว่า "การใช้อำนาจกลั่นแกล้งกัน " มันสามารถทำลายชีวิตคนคนหนึ่งได้ขนาดไหน และอยากขอคำแนะนำจากผู้รู้กฎหมายว่าเราสามารถเรียกร้องความเป็นธรรมได้อย่างไรบ้างคะ?
สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณสายด่วน 1323 ที่ช่วยยื้อชีวิตลูกชายไว้ ขอบคุณที่ทำให้ฉันได้กอดลูกอีกครั้ง และขอบคุณทุกกำลังใจจากสังคมโซเชียลที่เป็นสิ่งยืนยันว่า "เขามีค่าพอที่จะมีชีวิตอยู่" และนี้คือ ลิงค์ที่ลูกชายชอบอ่านตอนเวลาเขาท้อ https://www.facebook.com/share/1DQHaEakXd/ และ https://pantip.com/topic/31833047?sc=VsRFbKc ค่ะ
ขอบคุณชาวพันทิปทุกท่านที่สละเวลาอ่านจนจบค่ะ
สุดท้ายนี้ ตอนนี้ลูกชายยังต้องทานยาประคองอาการอย่างหนัก แต่ในฐานะแม่ ฉันอยากหาพื้นที่ปลอดภัยทางใจให้เขาได้กลับมาเล่นดนตรีอีกครั้ง หากท่านใดมีงานดนตรี ไม่ต้องใช้พลังในการเอนเตอร์เทนสูง ฉันไม่ได้โฟกัสเรื่องเงินเลยค่ะ แต่อยากให้เขาได้ใช้ดนตรีเยียวยาตัวเอง และได้เจอผู้คนที่พร้อมจะเข้าใจและให้เกียรติศิลปิน เพื่อให้เขาค่อยๆ กลับมามีความมั่นใจอีกครั้งค่ะ