วันนี้ขอกลับมาเล่าเรื่องเบาๆ แต่ดันติดอยู่ในหัวแปลกๆ ครับ คือเมื่อคืนเลิกงานดึกมาก เหนื่อยจนไม่มีแรงจะสั่งข้าวหรือเดินไปซื้ออะไรทั้งนั้น
สุดท้ายเลยหยิบ “มาม่า” รสต้มยำกุ้งที่กองอยู่บนชั้น ด้วยความคิดแบบขอแค่ให้อะไรอุ่นๆ ลงท้องก็พอแล้ว
ตอนน้ำเดือดนี่ผมนั่งเหม่อ มองหม้อน้ำเดือดปุดๆ เหมือนมันเดือดแทนสมองตัวเอง พอใส่เส้น ใส่เครื่อง ปิดไฟแล้วตักลงถ้วย จังหวะที่ยกช้อนแรกเข้าปาก มันมีรสชาติแบบ… ไม่รู้สิครับ เหมือนโดนปลอบโดยไม่ต้องมีคำพูด ทั้งที่มันก็แค่เส้นกึ่งสำเร็จรูปธรรมดาๆ นี่แหละ
แต่ตอนนั้นมันอร่อยเกินกว่าปกติไปเยอะมาก
ผมนั่งกินช้าๆ อยู่หน้าห้องเช่า ลมเย็นๆ พัดมาจากซอยข้างหลัง เสียงคนข้างห้องเปิดทีวีดังลอยมาแต่ไม่ได้รำคาญ
กลับรู้สึกเหมือนโลกมันหยุดหมุนให้พักหายใจสัก 5 นาที จนกินเสร็จก็ยังนั่งถือช้อนอยู่แบบนั้นอีกพักใหญ่
ไม่ใช่อะไรหรอกครับ แค่รู้สึกว่ามันเป็นชามมาม่าที่คงจำไปอีกนานแบบไม่มีเหตุผล
บางที “ความสบายใจ” มันก็มาในรูปของน้ำซุปขุ่นๆ กับเส้นนิ่มๆ นี่แหละครับ
มาม่าถ้วยหนึ่งที่ทำให้ผมนั่งนิ่งอยู่หน้าห้องเช่าเป็นครึ่งชั่วโมง… เพราะมันอร่อยหรือเหนื่อยก็ไม่รู้เหมือนกันครับ
สุดท้ายเลยหยิบ “มาม่า” รสต้มยำกุ้งที่กองอยู่บนชั้น ด้วยความคิดแบบขอแค่ให้อะไรอุ่นๆ ลงท้องก็พอแล้ว
ตอนน้ำเดือดนี่ผมนั่งเหม่อ มองหม้อน้ำเดือดปุดๆ เหมือนมันเดือดแทนสมองตัวเอง พอใส่เส้น ใส่เครื่อง ปิดไฟแล้วตักลงถ้วย จังหวะที่ยกช้อนแรกเข้าปาก มันมีรสชาติแบบ… ไม่รู้สิครับ เหมือนโดนปลอบโดยไม่ต้องมีคำพูด ทั้งที่มันก็แค่เส้นกึ่งสำเร็จรูปธรรมดาๆ นี่แหละ
แต่ตอนนั้นมันอร่อยเกินกว่าปกติไปเยอะมาก
ผมนั่งกินช้าๆ อยู่หน้าห้องเช่า ลมเย็นๆ พัดมาจากซอยข้างหลัง เสียงคนข้างห้องเปิดทีวีดังลอยมาแต่ไม่ได้รำคาญ
กลับรู้สึกเหมือนโลกมันหยุดหมุนให้พักหายใจสัก 5 นาที จนกินเสร็จก็ยังนั่งถือช้อนอยู่แบบนั้นอีกพักใหญ่
ไม่ใช่อะไรหรอกครับ แค่รู้สึกว่ามันเป็นชามมาม่าที่คงจำไปอีกนานแบบไม่มีเหตุผล
บางที “ความสบายใจ” มันก็มาในรูปของน้ำซุปขุ่นๆ กับเส้นนิ่มๆ นี่แหละครับ