ขันธ์๕เป็นอนัตตา เราไม่สามารถควบคุม/สั่งการ/กำหนดขันธ์๕ ขอขันธ์๕ของเราจงเป็นอย่างนี้ๆ ขอขันธ์๕ของเราอย่าได้เป็นอย่างนี้ๆ

ขันธ์๕เป็นอนัตตา เราไม่สามารถควบคุม/สั่งการ/กำหนดขันธ์๕ ขอขันธ์๕ของเราจงเป็นอย่างนี้ๆ ขอขันธ์๕ของเราอย่าได้เป็นอย่างนี้ๆ เพราะเราไม่มีอำนาจควบคุมบังคับบัญชาขันธ์๕ให้เป็นไปตามใจปรารถนาของเราได้ ดังนั้นขันธ์๕ไม่อยู่ในอำนาจของเรา ขันธ์๕จึงมิใช่ตัวตน(สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมา,เป็นไปตามเหตุ-ปัจจัย) ไม่ใช่ของเรา แต่เราสามารถควบคุมขันธ์๕ให้ปฏิบัติธรรมให้จิตหลุดพ้นได้,เราสามารถรับรู้อารมณ์เสมือนจริงที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมา ไม่ใช่ของจริง เวทนาขันธ์(ความรู้สึกกาย-ใจ) เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมา-มิใช่ตัวตนที่เกิดขึ้นในขันธ์๕ได้,เราสามารถรับชมโลกผ่านอายตนะ๖ที่ติดอยู่กับขันธ์๕ได้ ผมนิยามขันธ์๕แบบนี้ถูกมั๊ยครับ

เราคิดได้โดยไม่มีสิทธิ์,มีอำนาจเปลี่ยนแปลงขันธ์๕ เพราะการทำงานของจิต กับ ขันธ์๕ ไม่ได้ทำงานร่วมกัน แต่แยกกันทำงานคนละส่วน เราวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการทำงานภายในขันธ์๕ได้กับรับรู้รับชมรูป,รส,กลิ่น,เสียง,โผฏฐัพพะ(สัมผัส)และธรรมารมณ์ที่มีในโลกได้ผ่านอายตนะ๖(ตา,หู,จมูก,ลิ้น,กายและใจ)ที่ติดอยู่กับขันธ์๕(มากสุดเป็นได้แค่ผู้ชมในโรงภาพยนตร์๖มิติ รู้สึกสนุก,รับรู้อารมณ์,อิน-เอนจอยกับจอภาพยนตร์ เนื้อหา-เรื่องราวที่รับชมได้ แต่ไม่ได้เข้าไปเป็นผู้เล่นเอง เพราะโลกเป็นสิ่งที่สร้างขึ้น เกิดจากเหตุ-ปัจจัยจึงไม่สามารถมีตัวตนที่ควบคุมได้อย่างแท้จริงในโรงละคร(หรือโลก)แห่งนี้ เพราะไม่มีอัตตาตัวตนที่แท้จริงในโลกปัจจัยปรุงแต่งมิติจำลองเสมือนจริง จึงไม่สามารถกำหนด/ควบคุม/เปลี่ยนแปลงอะไรเองได้เพราะโลกและทุกสิ่งในโลกแม้กระทั่งขันธ์๕ของเราเองล้วนเป็นสังขตธรรม/สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมา/มิใช่ตัวตน(เป็นอนัตตา))
แก้ไขข้อความเมื่อ
คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 2
เรื่องนี้ก็เหมือนจะเคยตอบไปแล้ว ว่าขันธฺ์ 5 คืออะไร
ถ้าเข้าใจ คุณย่อมรู้ว่า ขันธ์ 5 คืออะไร มันจะไม่สับสนเลย
อันนี้อ่านดูแล้ว ยังสับสน ไม่แน่ใจว่า ขันห้า นี่คือเราหรือไม่ใช่กันแน่ หรือว่า ขันธ์5 ใช้งานได้ไหม หรือว่า ขันธ์ 5 ใช่เราหรือไม่ใช่เรา
มีส่วนเกี่ยวกับเรา หรือไม่เกี่ยวกับเรา สังเกตว่า จขกท สับสนมาก เมื่อได้คำตอบแล้ว ต้องไปพิจารณาใช้ปัญญาให้เข้าใจด้วยเหตุผลจนสิ้นสงสัย
วิจิกิจฉาเรื่องนี้ก็จะสิ้นไป ไม่งั้นได้คำตอบแล้ว ไม่นำไปพิจารณาตามหลักเหตุผลแล้ว ให้สิ้นสงสัย ก็จะลังเล ติดขัดต่อไปไม่รู้จบ

เคยเล่าไปแล้วว่า เพราะ อวิชชา เป็นเหตุ
เมื่อจิต ต้องการสุขเป็นธรรมชาติ เมื่อได้สุขมา ย่อมพอใจ  เมื่อพอใจ ความสุขนั้นย่อมสิ้นไป เมื่อสิ้น ย่อมอยากได้มาอีก เมื่ออยากได้มาอีก ย่อมยึดติด  ทั้งหมด เกิดขึ้นโดยธรรมชาติเพราะอวิชชาคลุมจิตนั้นอยู่
ก็จิตนั้นประกอบด้วยอะไร ประกอบด้วย รูป/2 อารมณ์ ความจำ ความคิด การรับรู้
5 อย่างนี้ เป็นธรรมชาติ เป้นอาการของจิต เป็นลักษณะของจิต โดยปกติ
ก็เมื่อใดอวิชชาเข้าปกคลุมจิต จิตจึงแปลงสภาพไปดังนี้
รูป + อวิชชา -> รูปขันธ์
อารมณ์ + อวิชชา  -> เวทนาขันธ์
...
...
การรับรู้  + อวิชชา -> วิญญาณขัน

เมื่อผู้มีปัญญา พิจารณา แม้สุขเป็นสิ่งที่ต้องการโดยธรรมชาติ แต่เมื่อได้สุขนั้นมา พิจารณาเข้าว่า สุขนั้น แท้จริงมีโทษภัยอะไรบ้าง อวิชชาเลยโดนดักทุบทำลาย เมื่อรู้ด้วยปัญญา จิตก็ไม่เกิดความพอใจ เมื่อไม่พอใจ ความอยากก็เกิดไม่ได้ ความยึดจึงไม่มี การมาเกิดแล้วทุกข์ เสียใจ พรัดพรากจึงสิ้นไป

การใช้ปัญญาจึงทำลายอวิชชาโดยตรง ทำให้ จิต ไม่อาลัยอาวรสุขของโลก เบื่อหน่ายคลายจาก ใจก็เป็นอิสระ
เมื่อ อวิชชาถูกทำลาย เกิดอะไรขึ้น?

ดังนั้น ขันธ์ 5 เมื่อ โดนทำลายอวิชชาไปแล้ว สูญหรือเหลือ ให้นำไปคิดต่อ รอบที่แล้วไม่ได้คิด รอบนี้นำไปคิดดูจะเข้าใจ
ไม่อยากอธิบายให้ เพราะ คิดเอง มันจะเข้าใจเอง ไม่ต้องมาเชื่อใคร เมื่อเข้าใจตามเหตุผลแล้ว ก็จบ ไม่มีอะไรเหลือให้สงสัยอีก

สิ่งที่คุณต้องไปคิดให้ออก
เรามีหรือไม่มี
ถ้ามี อะไรเป็นเรา
จิตเป็นเรา หรือจิตไม่ใช่เรา
เราใช่จิตหรือไม่ใช่จิต
เราเกี่ยวข้องกับจิตอย่างไร
ขันธ์ 5 คือเรา หรือเราคือขันธ์ 5
จิตคือขันธ์ 5 หรือขันธ์ 5 คือจิต
ผู้พ้นทุกข์ เมื่อพ้นทุกข์ ผู้พ้นสูญ หรือทุกข์สูญ
ความสงสัยมีให้ตีอีกมากแล้วแต่ว่า จิตสงสัยอะไร ก็ใช้ปัญญาเจาะไปตรงนั้น

เมื่อใดสิ่งใดเป็นคำตอบหามาได้แล้ว อย่าเชื่อ
ให้ย้อนแทงกลับคำตอบนั้นด้วยปัญญาอีกรอบว่า คำตอบนั้นอะไรถูกอะไรผิด อะไรเป็นจุดอ่อน อะไรขัดแย้ง
loop พิจารณาไปแบบนี้เรื่อยๆ ได้คำตอบมา ทวนย้อนกลับหาจุดอ่อน ได้คำตอบมาทวนย้อนกลับหาจุดอ่อน
สุดท้ายจะมีคำตอบสูงสุดที่เป็นที่สุด ที่ไม่มีจุดอ่อน ไม่ขัดแย้ง ลงรอยเรียบสนิทกับความจริง เมื่อนั้นความสิ้นสงสัยจะเกิด
แล้วขาดจากความสงสัย ไม่มีอีก จึงเรียกว่าแยบคาย สิ้นสงสัย วิจิกิจฉาขาดออก สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นเอง  กับผู้พิจารณาด้วยใจเป็นกลางทางเหตุผลเท่านั้น เมื่อสิ้นสงสัยแล้ว ท่านจขกท จะมองออกหมดเลยว่า สิ่งนั้นสิ่งนี้ คำนั้นคำนี้จริงหรือไม่จริง เข้าใจถูกหรือผิด เพราะจะเห็นจุดบอดทางความเห็นได้ชัดเจน เหตุเพราะเข้าใจสิ้นสงสัยแล้วว่า อะไรเป็นอะไร
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่