ทอง VS บิตคอยน์ : โลกในมุมมองของ Value Investor โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร






ช่วง 2-3 ปีนี้ นักลงทุนไทยโดยเฉพาะที่ยังหนุ่มสาวหันมาลงทุนในทองคำและบิตคอยน์เพิ่มขึ้นมาก เหตุผลเพราะทองคำในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนประมาณ 59% 5 ปีที่ผ่านมาให้ผลตอบแทน 134% หรือเท่ากับ 18.5% ต่อปีแบบทบต้น และ 20 ปีที่ผ่านมา 739% หรือเท่ากับผลตอบแทนทบต้น 11.2% ต่อปี ในช่วงเวลาที่ยาวนานมาก ซึ่งถือว่าดีเยี่ยมและไม่เคยเป็นมาในประวัติศาสตร์ของทองคำ และก็ดีกว่าหุ้นส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นโลก

ในส่วนของบิตคอยน์นั้น ผลตอบแทน 1 ปีที่ผ่านมาติดลบ 5-6% แต่ผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปีนั้นอยู่ที่ 406% หรือให้ผลตอบแทนทบต้นถึงปีละ 38.3% ซึ่งก็เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสุดยอดที่ไม่สามารถหาได้จากการลงทุนอื่นรวมถึงตลาดหุ้น Nasdaq ที่ว่าเป็นสุดยอดของการลงทุนในช่วงเวลานี้ที่ให้ผลตอบแทน 5 ปี ที่ประมาณ 13.6% ต่อปีแบบทบต้น และผลตอบแทน 20 ปีที่ปีละประมาณ 9.7% แบบทบต้น

สรุปก็คือ ในระยะ “กลาง” คือ 5 ปี บิตคอยน์เป็นสุดยอดของการลงทุน ในระยะยาว 20 ปี ทองเป็นสุดยอดของการลงทุน ในขณะที่บิตคอยน์นั้น เป็นการลงทุนรูปแบบใหม่ที่เพิ่งจะ Active หรือเกิดขึ้นและคนเข้ามาเล่นกันประมาณ 8-9 ปีนี้เอง และก็เริ่มจะบูมเมื่อประมาณ 5 ปีที่ผ่านมาพร้อม ๆ กับการลงทุนแบบอื่น ๆ รวมถึงหุ้นที่วิ่งกันระเบิด

ผมคงไม่พูดถึงหุ้นที่มีการพูดถึงกันมากแล้วและเราก็ลงทุนกันมานาน ส่วนตัวผมเองก็ลงทุนมายาวนานถึง 30 ปีแล้วโดยที่ไม่เคยสนใจการลงทุนอื่นเลยรวมถึงทองคำที่ผมมีความเชื่อมาตลอดว่าเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนต่ำแค่พอ ๆ กับเงินเฟ้อคือประมาณ 3% ต่อปี และบิตคอยน์ที่ผมคิดว่าเป็น “สินทรัพย์ในจินตนาการ” ที่ไม่มีพื้นฐานและประเมินมูลค่าไม่ได้

ใช่แล้ว ผมกำลังจะเปรียบเทียบระหว่างทองคำกับบิตคอยน์ว่าคุณสมบัติมันเป็นอย่างไร และถ้าผมจะลงทุน จะเลือกตัวไหน แต่ก็ต้องบอกก่อนว่าผมอาจจะเลือกไม่ลงทุนเลยก็ได้ถ้าผมไม่เชื่อว่าผลการลงทุนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานั้น จะดำเนินต่อไปในอนาคตอีก 5 ปีหรือยาวกว่านั้น



ผมคิดว่าช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมานั้น ผลตอบแทนของสินทรัพย์ต่าง ๆ อาจจะ “ไม่ปกติ” เพราะมีการเก็งกำไรในตลาดการลงทุนสูงมากจนทำให้ราคาทรัพย์สินเกือบทุกชนิดปรับตัวขึ้นไปสูง “เกินพื้นฐาน” ทางเศรษฐกิจไปมาก และถ้าการเก็งกำไรลดลงหรือหมดไป ราคาก็อาจจะตกลงไปมาก บางทีอาจจะกลายเป็น “หายนะ” ได้

แต่นั่นก็อาจจะเป็นความเห็นที่ผิดได้ โดยเฉพาะกับทองและบิตคอยน์ซึ่งนักลงทุนโดยเฉพาะแนว VI บอกว่าเป็นสินทรัพย์ที่ “ไม่มีพื้นฐาน” เพราะมันไม่ได้สร้างอะไรหรือผลิตอะไรที่เป็นประโยชน์ในการใช้สอยและทำกำไรจ่ายปันผลให้เราได้ ถือเอาไว้มันก็ไม่เคยโต เหตุผลที่ราคาจะเพิ่มขึ้นก็เพราะ “มีคนมาซื้อต่อ” ถ้าคนไม่ซื้อ มันก็ไม่มีค่า

แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้คงต้องมาวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งและละเอียดขึ้น ทั้งทองและบิตคอยน์ ประการแรกก็คือ ทอง ที่ผมคิดว่ามีค่าแน่นอน เพราะมันถูกทำเป็นเครื่องประดับที่มีคุณค่าสูงในแง่ที่ว่า คนที่ใช้มันประดับร่างกายจะกลายเป็นคนที่ดูดีและที่สำคัญ “ดูรวย” ว่าที่จริงผมยังไม่เคยเจอใครที่บอกว่าทองนั้น “ไม่มีค่า” หรือมีค่าน้อย ทุกคนบอกว่าทองนั้น “เลอค่า” คล้าย ๆ เพชรที่ช่วงหนึ่งเมื่อซักหลาย ๆ ปีก่อนมีการโฆษณาว่า “เลอค่า” และผู้หญิงทุกคนต่างก็อยากใช้เป็นเครื่องประดับในวันแต่งงาน ว่าที่จริงทองนั้นมีค่าตั้งแต่สมัยอียิปต์รุ่งเรืองเมื่อหลายพันปีมาแล้ว ไม่มีใครเปลี่ยนความคิดนี้ได้จนถึงปัจจุบัน

บิตคอยน์นั้น มีน้อยคนมากในโลกที่คิดว่ามันมีค่า ว่าที่จริงคนส่วนใหญ่ไม่รู้จักมันด้วยซ้ำไป คนที่คิดว่าบิตคอยน์มีค่าส่วนใหญ่ก็คือคนที่เล่นบิตคอยน์หรือลงทุนบิตคอยน์เพราะเขาคิดว่าราคามันจะปรับตัวขึ้นไปอีกมากในเวลาอันสั้น พวกเขาเป็น “นักเก็งกำไร” ที่จ้องดูราคาของบิตคอยน์วันต่อวัน

ส่วนคนอีกกลุ่มหนึ่งที่อาจจะฉลาดมาก ซึ่งรวมถึงคนที่สร้างบิตคอยน์ขึ้นจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ มองดูว่าบิตคอยน์นั้นมีคุณสมบัติที่สามารถแทน “เงินเฟียต” หรือเงินที่แบ้งค์ชาติของแต่ละประเทศพิมพ์ออกมาเป็น “กระดาษ” ที่เราใช้อยู่ และวันหนึ่ง บิตคอยน์ก็จะถูกใช้แทนเงินเฟียตทั่วโลก “ก็คงจะคล้าย ๆ กับอะไรหลาย ๆ อย่างในโลกที่เอกสารที่เป็นกระดาษถูกแทนด้วยข้อมูลดิจิทัล” พวกเขาอาจจะคิดแบบนั้น และถ้าเงินกระดาษ “มีค่า” เงินที่เป็นดิจิทัลแบบบิตคอยน์ก็ต้อง “มีค่า” คนที่ “ทำมาหากิน” ทุกวันก็จะต้องอยากได้และยินดีขายของและรับบิตคอยน์แทนเงินเฟียตที่ใช้อยู่

แต่ข้อเท็จจริงก็คือ ผมยังไม่เห็นคนค้าขายที่ไหนรับบิตคอยน์เลยทั้ง ๆ ที่มันเกิดขึ้นมาและโด่งดังมาเกือบ 10 ปีแล้ว ในขณะที่ข้อมูลคอมพิวเตอร์แบบอื่นนั้น ได้เข้ามาแทนที่ข้อมูลบนกระดาษอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็ว ๆ นี้ เริ่มมีคนที่รับ “เงินบิตคอยน์” มากขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนกัน ซึ่งคนที่รับหรือคนที่ใช้ก็คือ คนที่ทำผิดกฎหมายและไม่ต้องการให้ผู้รักษากฎหมายตามเส้นทางการเงินได้ เช่น เจ้าหน้าที่ที่รับเงินสินบน คนโกงและมิจฉาชีพทั้งหลาย หรือโจรสลัดที่จี้เรือและเรียกเงินค่าไถ่ เป็นต้น ดังนั้น สำหรับผมแล้ว บิตคอยน์ในขณะนี้เป็น “เงินเทา” ของโลกที่ใช้ในหมู่อาชญากร ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ทำให้มัน “มีค่า”




เป็นเรื่องยากที่จะบอกว่า คุณค่าหรือมูลค่าที่เหมาะสมของทองและบิตคอยน์ควรเป็นเท่าไร? มีใครตอบได้ไหม? ในทางเศรษฐศาสตร์นั้น ในระยะยาว ราคาของสินทรัพย์ทุกชนิดก็จะวิ่งเข้าหามูลค่าที่แท้จริงเป็นส่วนใหญ่ของเวลา

ทองคำนั้น เนื่องจากมีประวัติของราคายาวนานเป็นร้อย ๆ ปี คุณค่าหรือมูลค่าที่แท้จริงของมันที่เกิดจากการเป็นเครื่องประดับและต่อมาเป็น “ทุนสำรอง” ของความมั่งคั่งทั้งของบุคคลธรรมดาและรัฐชาติทั่วโลกจึงน่าจะเท่า ๆ กับราคาของทองในท้องตลาดเป็นส่วนใหญ่ของเวลา เหตุที่มูลค่ากับราคาไม่เท่ากันตลอดเวลาก็เพราะว่าในบางช่วงมีการ “เก็งกำไร” น้อย ราคาก็จะต่ำกว่ามูลค่า และในช่วงที่มีการเก็งกำไรมากอย่างช่วงเร็ว ๆ นี้ ราคาก็อาจจะสูงกว่าคุณค่ามาก

วิธีที่จะดูว่าราคาสูงเวอร์เกินไปหรือเปล่า ทางหนึ่งก็คือ ดูว่าเส้นกราฟราคาทองคำในระยะยาวนั้น ควรที่จะค่อย ๆ ปรับตัวขึ้นประมาณปีละ 3-4% ตามอัตราเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในระยะยาว แล้วเปรียบเทียบกับราคาทองคำในปัจจุบัน ถ้าราคาสูงเกินเส้นนี้ไปมากก็ต้องระวังว่าทองอาจจะร้อนเกินไป อย่าเข้าไปแตะ

ในกรณีของบิตคอยน์นั้น การดูประวัติของราคาแค่ 8-9 ปี คงบอกไม่ได้ว่าคุณค่าของมันคือเท่าไร? นับถึงวันนี้ที่ชัดเจนก็คือ มันมีค่าเพราะมันเป็นที่ต้องการของคนที่ต้องการปกปิดความมั่งคั่งของตนเองเป็นหลัก แต่หลายคน รวมถึงคนระดับผู้นำโลกอย่างอเมริกาหรือผู้นำทางด้านเทคโนโลยีอย่างอีลอน มัสก์ ก็เชื่อว่าอนาคตคนจะยอมรับบิตคอยน์มากขึ้น เช่น อาจจะนำเอาบิตคอยน์มาเป็น “ทุนสำรอง” ของความมั่งคั่งแบบเดียวกับทองคำหรือเงินดอลลาร์หรือเงินของประเทศชั้นนำอื่น ๆ ซึ่งนั่นก็จะทำให้ราคาบิตคอยน์เพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็วและมากขนาดเป็นหลายสิบหรือร้อยเท่าจากปัจจุบัน

แต่อะไรก็ตามที่เป็นเรื่อง “คาดเดา” และ “ยังไม่เกิดขึ้นเลย” หรือเกิดและเจ๊งไปแล้วอย่างประเทศ เอลซันวาดอร์ ที่ประกาศรับบิตคอยน์เป็นเงินในปี 2022 ก็ไม่น่าจะมีผลต่อมูลค่าที่ควรจะเป็นของบิตคอยน์ในแง่ที่ว่ามันจะมาแทนที่เงินตราที่ประเทศทั้งโลกใช้อยู่ และดังนั้น ราคาบิตคอยน์ที่ขึ้นลงหวือหวาก็คือเรื่องของการ “เก็งกำไร” อย่างสูง และคนที่เข้าไปเล่นก็น่าจะมีโอกาสทั้งกำไร 10 เด้งและขาดทุน 90% ได้พอ ๆ กัน

และนั่นนำมาถึงประเด็นเรื่อง “ความเสี่ยง” ซึ่งสำคัญพอ ๆ กับ “ผลตอบแทน” ของทองและบิตคอยน์ มาดูประวัติการ “ขาดทุนมากที่สุด” หรือ “Maximum Drawdown” ของทองคำกับบิตคอยน์ในช่วงเวลาหนึ่งกันว่าเป็นอย่างไร



ทองคำในช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมานั้นต้องถือว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำเมื่อเทียบกับหุ้นหรือหลักทรัพย์ยอดนิยมอื่น ๆ เพราะมีเพียง 3 ช่วงเวลาที่ทองคำตกลงมาหนักเกิน 20% ขึ้นไป

ช่วงที่ 1 ในปี 2008 ที่เป็นช่วงซับไพร์มตกลงมา 7-8 เดือนและลดลงสูงสุดประมาณ 30%

ช่วงที่ 2 เกิดในปี 2011 ตกลงไปยาวประมาณ 4 ปี 3 เดือน และลดลงมากที่สุดถึง 45.5% และนี่ก็คือช่วงที่ทองคำเหงาหงอยยาวนานแต่ก็ไม่ใช่ตกแรงทีเดียวจบ

และช่วงที่ 3 คือปี 2020 ในช่วงโควิด 19 ที่ตกลงมา 2 ปี 3 เดือน และตกลงมามากที่สุด 21%

บิตคอยน์นั้นตรงกันข้ามกับทอง เพราะในช่วงเวลา 9 ปีที่ผ่านมานั้น แทบจะเกือบทุกปี บิตคอยน์จะตกลงมาแรงมากขนาดที่ 20% นั้น กลายเป็นการ “ตกเล็กน้อย”

เริ่มตั้งแต่ปลายปี 2017 บิตคอยน์ตกลงมาแบบ “วิกฤติ” จนถึงปลายปี 2018 ที่ตกลงมาต่ำสุดถึง 83-84% ในเวลา 12 เดือน ก่อนที่จะฟื้นในปี 2019 ได้เพียงปีเดียว

“วิกฤติ” ครั้งที่ 2 ก็เริ่มขึ้นอีกในช่วงต้นปี 2020 ที่บิตคอยน์ตกลงมาถึง 60-65% ในเวลาเพียง 1 เดือนและปรับตัวขึ้นได้แต่ก็อยู่ได้เพียงปีเดียวก่อนที่จะเกิด

“วิกฤติ” ครั้งที่ 3 ในช่วงต้นปี 2021 ที่ราคาบิตคอยน์ตกลงมา 50-55% ในเวลา 2-3 เดือน ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นจนถึงปลายปีหรือเป็น “ช่วงที่ดี” ของการลงทุนเพียงประมาณ 5-6 เดือนก่อนที่จะเกิดการถล่มครั้งใหม่ที่เป็น

“วิกฤติ” ครั้งที่ 4 ในช่วงปลายปี 2021 ต่อเนื่องถึงปลายปี 2022 เป็นเวลา 12 เดือน ที่บิตคอยน์ตกลงไปเรื่อย ๆ จนขาดทุนถึง 75-78% ก่อนที่จะปรับตัวขึ้นมาเรื่อย ๆ ค่อนข้าง “ยาวนาน” ถึงเกือบ 3 ปี จนทำให้ 1 บิตคอยน์มีราคากว่า120,000 ดอลลาร์ หรือเกือบ 4 ล้านบาท ในเดือนตุลคม 2025 ที่ผ่านมาก่อนที่จะปรับตัวลงแรงประมาณ 25-28% อีกครั้งในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ที่ถือเป็นครั้งที่ 5 ที่ยังไม่รู้ว่าจะกลายเป็น “วิกฤติ” อีกหรือเปล่า

และทั้งหมดนั้นก็คือข้อมูลเกี่ยวกับโปรไฟล์ของทองกับบิตคอยน์ที่คนคิดลงทุนจะต้องตระหนักและควรจะท่องจำไว้ว่า “ราคาทองนั้น 20 ปี อาจจะวิกฤติครั้งหนึ่ง หุ้นเกิดวิกฤตทุก 10 ปี แต่บิตคอยน์นั้น เกิดวิกฤติทุกปี” เพื่อที่จะเตือนตัวเองเสมอไม่ให้กล้าหรือโลภเกินไป และแน่นอนว่า ไม่ว่าจะเล่นอะไรก็ตาม อย่าจำนองบ้านมาลงทุน



29 พ.ย 2568
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่