คืนฝนพรำ... ที่บ้านเกิด
I. ร่มคันเดิม ในโลกที่ต่างกัน
สายฝนพรำในตัวเมือง ชะล้างฝุ่นดินแดงให้จางลง ธนาในวัยสิบห้า ยืนรอรถโรงเรียนมารับอยู่ที่ศาลาริมทาง เขาเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาดี ลูกชายคนโตของครอบครัวข้าราชการครู ฐานะปานกลาง ชีวิตเรียบง่าย สบายๆ ตามประสาคนชั้นกลาง
ในขณะที่ธนากำลังยืนอ่านหนังสือเตรียมสอบ รถเก๋งยุโรปสีดำมันปลาบติดฟิล์มมืดสนิทก็เคลื่อนมาจอดเทียบท่า คนขับรถในชุดสุภาพรีบลงมากางร่มคันใหญ่ เพื่อรับร่างบอบบางในชุดนักเรียนหญิงที่ขาวสะอาดราวกับไข่มุก
นั่นคือ
'พิม' ลูกสาวคนเดียวของท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้เปรียบเสมือนดอกฟ้าประจำโรงเรียน
"อ้าว ธนา... รอรถนานไหม?" พิมลดกระจกรถลงทักทาย รอยยิ้มของเธอสดใสและเป็นกันเอง ไม่ถือตัวแม้แต่น้อย
"ไม่นานหรอกพิม เดี๋ยวรถตู้ก็มาแล้ว" ธนาตอบกลับด้วยความเกรงใจ
"ขึ้นมาด้วยกันสิ เดี๋ยวให้ลุงสมหมายไปส่ง ฝนตกหนักออก"
แม้จะรู้สึกลำบากใจกับสายตาของคนขับรถที่มองผ่านกระจกหลัง แต่ธนาก็แพ้ความมีน้ำใจของพิม การนั่งรถเบาะหนังนุ่มแอร์เย็นฉ่ำ แตกต่างจากการเบียดเสียดบนรถตู้รับส่งนักเรียนอย่างสิ้นเชิง นั่นคือครั้งแรกที่ธนาได้สัมผัส "โลกของพิม"
ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก่อตัวขึ้นในห้องสมุดและชมรมดนตรี ธนาเก่งฟิสิกส์และคำนวณ มักจะช่วยติวหนังสือให้พิม ส่วนพิมก็คอยหาขนมอร่อยๆ จากร้านดังที่พ่อเธอพาไปกินมาฝากธนาเสมอ
แต่กำแพงที่มองไม่เห็นคือ "สังคม" วันหยุด ธนาอาจจะนั่งเล่นกีตาร์กับเพื่อน หรือเตะบอลในสนามหญ้าเทียม แต่พิมต้องไปเรียนเปียโน ไปงานเลี้ยงต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองกับคุณพ่อ หรือไปตีกอล์ฟกับครอบครัว
"ธนาก็ดูเป็นเด็กดีนะ... แต่อนาคตเขาจะดูแลลูกไหวเหรอ สังคมเรากับเขามันต่างกันนะลูก" เสียงเตือนจากคุณหญิงแม่ของพิม ดังแว่วมาให้ธนาได้ยินโดยบังเอิญในวันที่เขาไปส่งพิมที่หน้าบ้านหลังใหญ่โต
เมื่อจบมัธยมปลาย ธนาสอบติด
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยชื่อดังในกรุงเทพฯ ด้วยคะแนนระดับท็อป ส่วนพิม เลือกเรียน
คณะพยาบาลศาสตร์ ในวิทยาลัยพยาบาลชั้นนำตามความต้องการของครอบครัวที่อยากให้รับราชการสายสุขภาพ
II. วิศวกรหนุ่มกับคุณหนูพยาบาล (เส้นขนานของเวลา)
ชีวิตมหาวิทยาลัยและวัยทำงานช่วงแรก คือบททดสอบที่แท้จริง
ธนาเรียนจบวิศวะฯ และได้งานทันทีในบริษัทรับเหมาก่อสร้างยักษ์ใหญ่ที่ดูแลโปรเจกต์ใน
นิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออก (EEC) ชีวิตของ 'วิศวกรธนา' คือการสวมหมวกเซฟตี้ ใส่รองเท้าหัวเหล็ก เดินตากแดดคุมงานกลางแจ้ง อยู่กับฝุ่นปูน เสียงเครื่องจักร และลูกน้องคนงานนับร้อย
ส่วนพิม แม้จะเรียนพยาบาลที่ดูเหมือนงานหนัก แต่สังคมของเธอยังคงรายล้อมด้วยลูกหลานข้าราชการและแพทย์ เธอใช้ชีวิตในหอพักปรับอากาศ สะอาดสะอ้าน วันหยุดพักผ่อนคือการไปจิบน้ำชายามบ่าย หรือเดินห้างหรูในกรุงเทพฯ
"ฮัลโหลพิม... วันนี้พี่เลิกดึกนะ ต้องเทปูนฐานราก น่าจะโต้รุ่ง" ธนาโทรหาแฟนสาวด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้า แข่งกับเสียงรถเครน
"อ้าว... พิมกะว่าจะชวนไปทานข้าวกับคุณพ่อสักหน่อย ท่านลงมากรุงเทพฯ ท่านบ่นว่าไม่เจอธนานานแล้วนะ" เสียงพิมเจือความผิดหวัง
"พี่ขอโทษจริงๆ พิม ทิ้งหน้างานไม่ได้จริงๆ"
เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ใช่ธนาไม่มีเงิน เขาเงินเดือนสูง สวัสดิการดี แต่เขา
"ไม่มีเวลา" และ
"เข้าไม่ถึงสังคมของพิม" เวลาเขาไปงานเลี้ยงกับครอบครัวพิม เขาต้องใส่สูทที่รู้สึกอึดอัด นั่งฟังบทสนทนาเรื่องการเมืองระดับประเทศ การโยกย้ายตำแหน่ง หรือการลงทุนที่เขาไม่อิน
ในขณะที่พิมเอง เมื่อมาหาธนาที่ไซต์งาน เธอก็ทนกลิ่นฝุ่นและเสียงดังไม่ได้ รองเท้าส้นสูงของเธอไม่เหมาะกับพื้นลูกรัง
ช่องว่างไม่ใช่เรื่องเงินทอง แต่เป็น
"ไลฟ์สไตล์" ธนาเริ่มรู้สึกว่า ตัวเองเป็นเพียง "ส่วนเกิน" ในภาพวาดครอบครัวที่สมบูรณ์แบบของพิม เขาเหนื่อยที่ต้องพยายามปีนกำแพงสังคมที่สูงลิ่ว
ในที่สุด ธนาตัดสินใจถอยออกมา "พิมควรได้เจอคนที่พร้อมจะไปงานกาล่าดินเนอร์กับพิมได้ทุกเมื่อ... ไม่ใช่วิศวกรที่ตัวเหม็นเหงื่ออย่างพี่"
III. ความรักบนพื้นฐานความเป็นจริง (ชีวิตวิศวกร)
ธนาทุ่มเทให้กับงานวิศวกรรม จนก้าวหน้าขึ้นเป็น
Project Manager (ผู้จัดการโครงการ) เขาดูแลโปรเจกต์มูลค่าร้อยล้าน เป็นหนุ่มวิศวกรมาดเข้ม ขับรถ SUV คันใหญ่ มีบ้านเดี่ยวในโครงการหรูระดับกลางที่ระยอง
ที่ไซต์งานนั่นเอง เขาได้พบกับ
'แพร' แพรไม่ใช่สาวโรงงาน แต่เป็น
วิศวกรความปลอดภัย (Safety Engineer) หญิงสาวทะมัดทะแมง ใส่กางเกงยีนส์ เสื้อช็อป และหมวกนิรภัย เธอคือคนที่กล้าสั่งเบรกงานธนา ถ้าเห็นว่าไม่ปลอดภัย
"คุณธนาคะ ตรงนี้นั่งร้านไม่ผ่านตรรกะวิศวกรรมนะ สั่งรื้อค่ะ!" นั่นคือประโยคแรกที่แพรคุยกับเขา
ความประทับใจเริ่มจากความนับถือในฝีมือการทำงาน กลายเป็นความใกล้ชิด แพรเข้าใจว่าทำไมธนาต้องกลับดึก เข้าใจว่าทำไมวันหยุดถึงอาจโดนตามตัว เพราะเธออยู่ใน "โลกใบเดียวกัน"
ทั้งคู่แต่งงานกัน สร้างครอบครัวชนชั้นกลางที่อบอุ่นและมั่นคง วันหยุดคือการพาลูกสาว
'น้องพลอย' ไปแคมป์ปิ้ง หรือขับรถเที่ยวต่างจังหวัด แบบไม่ต้องมีพิธีรีตอง ไม่ต้องมีคนขับรถ ไม่ต้องรักษาหน้าตาทางสังคม
ธนามีความสุขกับชีวิตที่ "พอดีตัว" ไม่ต้องเขย่งเท้าให้ใครยอมรับ
IV. งานเลี้ยงรุ่นและพายุฝน (การเผชิญหน้า)
ช่วงปีใหม่ ธนาขับรถพาครอบครัวกลับเยี่ยมพ่อแม่ที่เกษียณอายุแล้วที่ภาคอีสาน งานเลี้ยงรุ่นปีนี้จัดที่โรงแรมหรูประจำจังหวัด ธนาในวัยเกือบสี่สิบ ดูภูมิฐานสมเป็นผู้บริหารงานก่อสร้าง เพื่อนฝูงต่างชื่นชมในความสำเร็จ
แต่แล้ว สายตาทุกคู่ก็จับจ้องไปที่ประตูทางเข้า เมื่อ
'พิม' เดินเข้ามาพร้อมกับสามี พิมยังคงสวยสง่า สมกับเป็นลูกผู้ดีเก่า เธอเป็น
พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ (ระดับซี 8) ส่วนสามีของเธอคือ
นายแพทย์เฉพาะทาง ลูกชายเจ้าของโรงพยาบาลเอกชน ทั้งคู่ดูเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก ทั้งฐานะ ชาติตระกูล และหน้าตาทางสังคม
"ธนา... สบายดีไหม?" พิมทักทายด้วยรอยยิ้มจริงใจ แววตาของเธอไม่มีความถือตัว แต่ธนาก็ยังสัมผัสได้ถึง "รัศมี" บางอย่างที่กั้นกลางระหว่างพวกเขากับคนทั่วไป
บทสนทนาในโต๊ะเพื่อนร่วมรุ่น ทำให้ธนารู้ว่าพิมเพิ่งได้รับรางวัลข้าราชการดีเด่น และสามีเธอก็กำลังจะลงเล่นการเมืองท้องถิ่น... มันคือโลกที่ธนาเคยเดินจากมา และคิดถูกแล้วที่เดินออกมา
แต่คืนนั้น บททดสอบที่แท้จริงก็เริ่มขึ้นพร้อมสายฝน พายุฤดูร้อนพัดถล่มภาคอีสาน น้องพลอย ลูกสาวของธนาที่วิ่งเล่นตากฝนเมื่อตอนเย็น เริ่มมีไข้สูงจัดและหายใจติดขัด อาการดูรุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดา
V. นาทีชีวิต ในมือของผู้เชี่ยวชาญ
ธนาขับรถฝ่าพายุมาถึงห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัด (ซึ่งสามีพิมเป็นหุ้นส่วน) ด้วยความเป็นห่วงลูก ธนาโวยวายด้วยความร้อนใจตามประสาคนเป็นพ่อ จนพยาบาลเวรเอาไม่อยู่
"ขอทางหน่อยค่ะ! ญาตินอกห้องรบกวนรอข้างนอก!" เสียงหวานแต่ทรงอำนาจดังขึ้น พิมในชุดพยาบาลสีขาวสะอาด (ชุดฟอร์มระดับหัวหน้า) เดินเข้ามาคุมสถานการณ์ แม้จะเป็นเวลานอกราชการ แต่เธอมาเข้าเวรพิเศษช่วยสามีดูแลระบบ
พิมจำธนาได้ทันที แต่เธอไม่ใช้ความสนิทส่วนตัว เธอกลับใช้
"ความเป็นมืออาชีพ" "คุณธนาคะ! ตอนนี้ลูกสาวคุณน่าจะมีภาวะปอดอักเสบเฉียบพลัน ต้องใส่ท่อช่วยหายใจด่วน เชิญรอข้างนอกค่ะ หมอกำลังจะมา!"
ธนาเห็นพิมทำงานประสานกับทีมแพทย์อย่างคล่องแคล่ว สั่งการลูกน้องด้วยความเด็ดขาด ศัพท์ทางการแพทย์ที่พิมพูดคุยกับหมอ (สามีของเธอ) เป็นภาษาที่ธนาไม่เข้าใจ... แต่มันคือภาษาที่ช่วยชีวิตลูกเขา
ธนามองภาพนั้นผ่านกระจกประตู... เขาเห็นความเหมาะสมที่แท้จริง พิมไม่ได้เกิดมาเพื่อเดินตรวจไซต์งานเปื้อนโคลนกับเขา แต่เธอเกิดมาเพื่อเป็นนางฟ้าชุดขาว ยืนเคียงข้างหมอ เพื่อช่วยเหลือชีวิตผู้คนในระดับการจัดการที่ซับซ้อน
VI. ท้องฟ้าหลังฝน และความลงตัวของชีวิต
เช้าวันต่อมา อาการน้องพลอยปลอดภัยแล้ว พิมเดินออกมาเยี่ยมที่ห้องพักฟื้นพิเศษ
"ลูกสาวปลอดภัยแล้วนะธนา ปอดติดเชื้อนิดหน่อยแต่ให้ยาฆ่าเชื้อแล้ว" พิมพูดด้วยรอยยิ้ม
"ขอบคุณมากนะพิม... ขอบคุณคุณหมอด้วย" ธนายกมือไหว้จากใจจริง "ถ้าไม่ได้พิมกับแฟนพิมเมื่อคืน พี่คงแย่"
"ไม่เป็นไรเลย มันเป็นหน้าที่... อีกอย่าง แฟนธนาก็เก่งมากนะ เมื่อคืนตอนธนาสติแตก เขาเป็นคนบอกประวัติแพ้ยาของลูกให้พิมฟังอย่างละเอียดเลย มีสติดีมาก" พิมชมแพรให้ธนาฟัง
วินาทีนั้น ธนาหันไปมองแพร ภรรยาคู่ชีวิตที่นั่งปอกผลไม้อยู่ข้างเตียงลูก แพรอาจจะไม่มีรัศมีคุณนายผู้ว่าฯ แต่แพรคือคนที่รู้ใจเขาที่สุด คือคนที่คอยดึงสติวิศวกรขี้โมโหอย่างเขาให้เย็นลง
เมื่อถึงเวลาเดินทางกลับ ธนาขับรถออกจากโรงพยาบาลด้วยความรู้สึกเบาสบาย เขาไม่ได้รู้สึกต่ำต้อยกว่าพิมอีกแล้ว แต่เขารู้สึก "เคารพ" ในวิถีชีวิตที่แตกต่าง
"คุณยิ้มอะไรคะ?" แพรหันมาถาม
"ยิ้มที่รู้ว่า... ผมโชคดีแค่ไหนที่มีคุณ" ธนาตอบ พร้อมเอื้อมมือไปกุมมือภรรยาวิศวกรความปลอดภัยของเขา
รถ SUV ขับมุ่งหน้าสู่ถนนมิตรภาพ กลับสู่โลกแห่งความจริง... โลกที่ธนาเป็นวิศวกรผู้สร้างตึก ส่วนพิมเป็นพยาบาลผู้รักษาชีวิต ต่างคนต่างทำหน้าที่ในสังคมของตนเองอย่างภาคภูมิใจ
และนั่นคือตอนจบที่สวยงามที่สุด สำหรับเส้นขนานสองเส้นที่ไม่จำเป็นต้องมาบรรจบกัน แต่สามารถวิ่งคู่ขนานกันไปได้อย่างงดงาม.
คืนฝนพรำ... ที่บ้านเกิด
คืนฝนพรำ... ที่บ้านเกิด
I. ร่มคันเดิม ในโลกที่ต่างกัน
สายฝนพรำในตัวเมือง ชะล้างฝุ่นดินแดงให้จางลง ธนาในวัยสิบห้า ยืนรอรถโรงเรียนมารับอยู่ที่ศาลาริมทาง เขาเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาดี ลูกชายคนโตของครอบครัวข้าราชการครู ฐานะปานกลาง ชีวิตเรียบง่าย สบายๆ ตามประสาคนชั้นกลาง
ในขณะที่ธนากำลังยืนอ่านหนังสือเตรียมสอบ รถเก๋งยุโรปสีดำมันปลาบติดฟิล์มมืดสนิทก็เคลื่อนมาจอดเทียบท่า คนขับรถในชุดสุภาพรีบลงมากางร่มคันใหญ่ เพื่อรับร่างบอบบางในชุดนักเรียนหญิงที่ขาวสะอาดราวกับไข่มุก
นั่นคือ 'พิม' ลูกสาวคนเดียวของท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้เปรียบเสมือนดอกฟ้าประจำโรงเรียน
"อ้าว ธนา... รอรถนานไหม?" พิมลดกระจกรถลงทักทาย รอยยิ้มของเธอสดใสและเป็นกันเอง ไม่ถือตัวแม้แต่น้อย
"ไม่นานหรอกพิม เดี๋ยวรถตู้ก็มาแล้ว" ธนาตอบกลับด้วยความเกรงใจ
"ขึ้นมาด้วยกันสิ เดี๋ยวให้ลุงสมหมายไปส่ง ฝนตกหนักออก"
แม้จะรู้สึกลำบากใจกับสายตาของคนขับรถที่มองผ่านกระจกหลัง แต่ธนาก็แพ้ความมีน้ำใจของพิม การนั่งรถเบาะหนังนุ่มแอร์เย็นฉ่ำ แตกต่างจากการเบียดเสียดบนรถตู้รับส่งนักเรียนอย่างสิ้นเชิง นั่นคือครั้งแรกที่ธนาได้สัมผัส "โลกของพิม"
ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก่อตัวขึ้นในห้องสมุดและชมรมดนตรี ธนาเก่งฟิสิกส์และคำนวณ มักจะช่วยติวหนังสือให้พิม ส่วนพิมก็คอยหาขนมอร่อยๆ จากร้านดังที่พ่อเธอพาไปกินมาฝากธนาเสมอ
แต่กำแพงที่มองไม่เห็นคือ "สังคม" วันหยุด ธนาอาจจะนั่งเล่นกีตาร์กับเพื่อน หรือเตะบอลในสนามหญ้าเทียม แต่พิมต้องไปเรียนเปียโน ไปงานเลี้ยงต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองกับคุณพ่อ หรือไปตีกอล์ฟกับครอบครัว
"ธนาก็ดูเป็นเด็กดีนะ... แต่อนาคตเขาจะดูแลลูกไหวเหรอ สังคมเรากับเขามันต่างกันนะลูก" เสียงเตือนจากคุณหญิงแม่ของพิม ดังแว่วมาให้ธนาได้ยินโดยบังเอิญในวันที่เขาไปส่งพิมที่หน้าบ้านหลังใหญ่โต
เมื่อจบมัธยมปลาย ธนาสอบติด คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยชื่อดังในกรุงเทพฯ ด้วยคะแนนระดับท็อป ส่วนพิม เลือกเรียน คณะพยาบาลศาสตร์ ในวิทยาลัยพยาบาลชั้นนำตามความต้องการของครอบครัวที่อยากให้รับราชการสายสุขภาพ
II. วิศวกรหนุ่มกับคุณหนูพยาบาล (เส้นขนานของเวลา)
ชีวิตมหาวิทยาลัยและวัยทำงานช่วงแรก คือบททดสอบที่แท้จริง
ธนาเรียนจบวิศวะฯ และได้งานทันทีในบริษัทรับเหมาก่อสร้างยักษ์ใหญ่ที่ดูแลโปรเจกต์ใน นิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออก (EEC) ชีวิตของ 'วิศวกรธนา' คือการสวมหมวกเซฟตี้ ใส่รองเท้าหัวเหล็ก เดินตากแดดคุมงานกลางแจ้ง อยู่กับฝุ่นปูน เสียงเครื่องจักร และลูกน้องคนงานนับร้อย
ส่วนพิม แม้จะเรียนพยาบาลที่ดูเหมือนงานหนัก แต่สังคมของเธอยังคงรายล้อมด้วยลูกหลานข้าราชการและแพทย์ เธอใช้ชีวิตในหอพักปรับอากาศ สะอาดสะอ้าน วันหยุดพักผ่อนคือการไปจิบน้ำชายามบ่าย หรือเดินห้างหรูในกรุงเทพฯ
"ฮัลโหลพิม... วันนี้พี่เลิกดึกนะ ต้องเทปูนฐานราก น่าจะโต้รุ่ง" ธนาโทรหาแฟนสาวด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้า แข่งกับเสียงรถเครน
"อ้าว... พิมกะว่าจะชวนไปทานข้าวกับคุณพ่อสักหน่อย ท่านลงมากรุงเทพฯ ท่านบ่นว่าไม่เจอธนานานแล้วนะ" เสียงพิมเจือความผิดหวัง
"พี่ขอโทษจริงๆ พิม ทิ้งหน้างานไม่ได้จริงๆ"
เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ใช่ธนาไม่มีเงิน เขาเงินเดือนสูง สวัสดิการดี แต่เขา "ไม่มีเวลา" และ "เข้าไม่ถึงสังคมของพิม" เวลาเขาไปงานเลี้ยงกับครอบครัวพิม เขาต้องใส่สูทที่รู้สึกอึดอัด นั่งฟังบทสนทนาเรื่องการเมืองระดับประเทศ การโยกย้ายตำแหน่ง หรือการลงทุนที่เขาไม่อิน
ในขณะที่พิมเอง เมื่อมาหาธนาที่ไซต์งาน เธอก็ทนกลิ่นฝุ่นและเสียงดังไม่ได้ รองเท้าส้นสูงของเธอไม่เหมาะกับพื้นลูกรัง
ช่องว่างไม่ใช่เรื่องเงินทอง แต่เป็น "ไลฟ์สไตล์" ธนาเริ่มรู้สึกว่า ตัวเองเป็นเพียง "ส่วนเกิน" ในภาพวาดครอบครัวที่สมบูรณ์แบบของพิม เขาเหนื่อยที่ต้องพยายามปีนกำแพงสังคมที่สูงลิ่ว
ในที่สุด ธนาตัดสินใจถอยออกมา "พิมควรได้เจอคนที่พร้อมจะไปงานกาล่าดินเนอร์กับพิมได้ทุกเมื่อ... ไม่ใช่วิศวกรที่ตัวเหม็นเหงื่ออย่างพี่"
III. ความรักบนพื้นฐานความเป็นจริง (ชีวิตวิศวกร)
ธนาทุ่มเทให้กับงานวิศวกรรม จนก้าวหน้าขึ้นเป็น Project Manager (ผู้จัดการโครงการ) เขาดูแลโปรเจกต์มูลค่าร้อยล้าน เป็นหนุ่มวิศวกรมาดเข้ม ขับรถ SUV คันใหญ่ มีบ้านเดี่ยวในโครงการหรูระดับกลางที่ระยอง
ที่ไซต์งานนั่นเอง เขาได้พบกับ 'แพร' แพรไม่ใช่สาวโรงงาน แต่เป็น วิศวกรความปลอดภัย (Safety Engineer) หญิงสาวทะมัดทะแมง ใส่กางเกงยีนส์ เสื้อช็อป และหมวกนิรภัย เธอคือคนที่กล้าสั่งเบรกงานธนา ถ้าเห็นว่าไม่ปลอดภัย
"คุณธนาคะ ตรงนี้นั่งร้านไม่ผ่านตรรกะวิศวกรรมนะ สั่งรื้อค่ะ!" นั่นคือประโยคแรกที่แพรคุยกับเขา
ความประทับใจเริ่มจากความนับถือในฝีมือการทำงาน กลายเป็นความใกล้ชิด แพรเข้าใจว่าทำไมธนาต้องกลับดึก เข้าใจว่าทำไมวันหยุดถึงอาจโดนตามตัว เพราะเธออยู่ใน "โลกใบเดียวกัน"
ทั้งคู่แต่งงานกัน สร้างครอบครัวชนชั้นกลางที่อบอุ่นและมั่นคง วันหยุดคือการพาลูกสาว 'น้องพลอย' ไปแคมป์ปิ้ง หรือขับรถเที่ยวต่างจังหวัด แบบไม่ต้องมีพิธีรีตอง ไม่ต้องมีคนขับรถ ไม่ต้องรักษาหน้าตาทางสังคม
ธนามีความสุขกับชีวิตที่ "พอดีตัว" ไม่ต้องเขย่งเท้าให้ใครยอมรับ
IV. งานเลี้ยงรุ่นและพายุฝน (การเผชิญหน้า)
ช่วงปีใหม่ ธนาขับรถพาครอบครัวกลับเยี่ยมพ่อแม่ที่เกษียณอายุแล้วที่ภาคอีสาน งานเลี้ยงรุ่นปีนี้จัดที่โรงแรมหรูประจำจังหวัด ธนาในวัยเกือบสี่สิบ ดูภูมิฐานสมเป็นผู้บริหารงานก่อสร้าง เพื่อนฝูงต่างชื่นชมในความสำเร็จ
แต่แล้ว สายตาทุกคู่ก็จับจ้องไปที่ประตูทางเข้า เมื่อ 'พิม' เดินเข้ามาพร้อมกับสามี พิมยังคงสวยสง่า สมกับเป็นลูกผู้ดีเก่า เธอเป็น พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ (ระดับซี 8) ส่วนสามีของเธอคือ นายแพทย์เฉพาะทาง ลูกชายเจ้าของโรงพยาบาลเอกชน ทั้งคู่ดูเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก ทั้งฐานะ ชาติตระกูล และหน้าตาทางสังคม
"ธนา... สบายดีไหม?" พิมทักทายด้วยรอยยิ้มจริงใจ แววตาของเธอไม่มีความถือตัว แต่ธนาก็ยังสัมผัสได้ถึง "รัศมี" บางอย่างที่กั้นกลางระหว่างพวกเขากับคนทั่วไป
บทสนทนาในโต๊ะเพื่อนร่วมรุ่น ทำให้ธนารู้ว่าพิมเพิ่งได้รับรางวัลข้าราชการดีเด่น และสามีเธอก็กำลังจะลงเล่นการเมืองท้องถิ่น... มันคือโลกที่ธนาเคยเดินจากมา และคิดถูกแล้วที่เดินออกมา
แต่คืนนั้น บททดสอบที่แท้จริงก็เริ่มขึ้นพร้อมสายฝน พายุฤดูร้อนพัดถล่มภาคอีสาน น้องพลอย ลูกสาวของธนาที่วิ่งเล่นตากฝนเมื่อตอนเย็น เริ่มมีไข้สูงจัดและหายใจติดขัด อาการดูรุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดา
V. นาทีชีวิต ในมือของผู้เชี่ยวชาญ
ธนาขับรถฝ่าพายุมาถึงห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัด (ซึ่งสามีพิมเป็นหุ้นส่วน) ด้วยความเป็นห่วงลูก ธนาโวยวายด้วยความร้อนใจตามประสาคนเป็นพ่อ จนพยาบาลเวรเอาไม่อยู่
"ขอทางหน่อยค่ะ! ญาตินอกห้องรบกวนรอข้างนอก!" เสียงหวานแต่ทรงอำนาจดังขึ้น พิมในชุดพยาบาลสีขาวสะอาด (ชุดฟอร์มระดับหัวหน้า) เดินเข้ามาคุมสถานการณ์ แม้จะเป็นเวลานอกราชการ แต่เธอมาเข้าเวรพิเศษช่วยสามีดูแลระบบ
พิมจำธนาได้ทันที แต่เธอไม่ใช้ความสนิทส่วนตัว เธอกลับใช้ "ความเป็นมืออาชีพ" "คุณธนาคะ! ตอนนี้ลูกสาวคุณน่าจะมีภาวะปอดอักเสบเฉียบพลัน ต้องใส่ท่อช่วยหายใจด่วน เชิญรอข้างนอกค่ะ หมอกำลังจะมา!"
ธนาเห็นพิมทำงานประสานกับทีมแพทย์อย่างคล่องแคล่ว สั่งการลูกน้องด้วยความเด็ดขาด ศัพท์ทางการแพทย์ที่พิมพูดคุยกับหมอ (สามีของเธอ) เป็นภาษาที่ธนาไม่เข้าใจ... แต่มันคือภาษาที่ช่วยชีวิตลูกเขา
ธนามองภาพนั้นผ่านกระจกประตู... เขาเห็นความเหมาะสมที่แท้จริง พิมไม่ได้เกิดมาเพื่อเดินตรวจไซต์งานเปื้อนโคลนกับเขา แต่เธอเกิดมาเพื่อเป็นนางฟ้าชุดขาว ยืนเคียงข้างหมอ เพื่อช่วยเหลือชีวิตผู้คนในระดับการจัดการที่ซับซ้อน
VI. ท้องฟ้าหลังฝน และความลงตัวของชีวิต
เช้าวันต่อมา อาการน้องพลอยปลอดภัยแล้ว พิมเดินออกมาเยี่ยมที่ห้องพักฟื้นพิเศษ
"ลูกสาวปลอดภัยแล้วนะธนา ปอดติดเชื้อนิดหน่อยแต่ให้ยาฆ่าเชื้อแล้ว" พิมพูดด้วยรอยยิ้ม
"ขอบคุณมากนะพิม... ขอบคุณคุณหมอด้วย" ธนายกมือไหว้จากใจจริง "ถ้าไม่ได้พิมกับแฟนพิมเมื่อคืน พี่คงแย่"
"ไม่เป็นไรเลย มันเป็นหน้าที่... อีกอย่าง แฟนธนาก็เก่งมากนะ เมื่อคืนตอนธนาสติแตก เขาเป็นคนบอกประวัติแพ้ยาของลูกให้พิมฟังอย่างละเอียดเลย มีสติดีมาก" พิมชมแพรให้ธนาฟัง
วินาทีนั้น ธนาหันไปมองแพร ภรรยาคู่ชีวิตที่นั่งปอกผลไม้อยู่ข้างเตียงลูก แพรอาจจะไม่มีรัศมีคุณนายผู้ว่าฯ แต่แพรคือคนที่รู้ใจเขาที่สุด คือคนที่คอยดึงสติวิศวกรขี้โมโหอย่างเขาให้เย็นลง
เมื่อถึงเวลาเดินทางกลับ ธนาขับรถออกจากโรงพยาบาลด้วยความรู้สึกเบาสบาย เขาไม่ได้รู้สึกต่ำต้อยกว่าพิมอีกแล้ว แต่เขารู้สึก "เคารพ" ในวิถีชีวิตที่แตกต่าง
"คุณยิ้มอะไรคะ?" แพรหันมาถาม
"ยิ้มที่รู้ว่า... ผมโชคดีแค่ไหนที่มีคุณ" ธนาตอบ พร้อมเอื้อมมือไปกุมมือภรรยาวิศวกรความปลอดภัยของเขา
รถ SUV ขับมุ่งหน้าสู่ถนนมิตรภาพ กลับสู่โลกแห่งความจริง... โลกที่ธนาเป็นวิศวกรผู้สร้างตึก ส่วนพิมเป็นพยาบาลผู้รักษาชีวิต ต่างคนต่างทำหน้าที่ในสังคมของตนเองอย่างภาคภูมิใจ
และนั่นคือตอนจบที่สวยงามที่สุด สำหรับเส้นขนานสองเส้นที่ไม่จำเป็นต้องมาบรรจบกัน แต่สามารถวิ่งคู่ขนานกันไปได้อย่างงดงาม.