สวัสดีครับทุกคน ผมทำงานอยู่บริษัทหนึ่งแถวอโศก เป็นงานออฟฟิศแบบนั่งจ้องหน้าจอทั้งวัน งานไม่ได้หนักแบบแบกเหล็ก แต่บางที “ความเครียด” มันหนักกว่าอะไรทั้งหมด
ช่วงปลายไตรมาสที่ผ่านมา เป็นช่วงประเมินผล บรรยากาศในออฟฟิศคือ
ทุกคนหน้าเครียด หัวร้อน ใส่หูฟังเพื่อตัดโลกกันทั้งแผนก
ผมนั่งโต๊ะตรงมุมที่แอร์เป่าตลอดวัน จะบอกว่าดีก็ไม่ดีกว่า เพราะมันหนาวจนไหล่เกร็งแบบไม่รู้ตัว จนเย็นวันหนึ่ง หลังประชุมทีมตอนห้าโมงกว่า ผมลุกจากเก้าอี้แล้วรู้สึกว่า “คอหลังมันตึงจนชา” เหมือนนั่งผิดท่าไปเป็นสัปดาห์
ตอนนั้นหัวหน้าก็เดินผ่านมาพอดี
แกหันมามองแล้วพูดแบบกึ่งล้อกึ่งห่วง
“ถ้าแกทำงานจนคอเอียงแบบนี้อีก เดี๋ยวบริษัทต้องตั้งงบกายภาพให้แผนกเราแล้วนะ”
ผมหัวเราะ แต่ในใจนี่แบบ… เออ มันก็จริง
ทำงานหนักจนบางทีกลัวว่าร่างกายจะพังมาก่อนโบนัสจะออก
วันนั้นผมเลยลองหาที่ดูแลตัวเองแถวออฟฟิศแบบไม่ต้องจองยาก เพราะไม่ค่อยมีเวลา ตอนเดินกลับรถไฟฟ้าเลยแวะร้านหนึ่งที่เคยเห็นผ่าน ๆ เป็นคลินิกกายภาพบำบัดเล็ก ๆ ดูสงบ ๆ คนไม่เยอะมาก เหมือนเน้นพวกออฟฟิศซินโดรม ผมไม่ได้รู้จักมาก่อน แค่แวะเพราะเดินผ่านบ่อย
พอเข้าไปปรากฏว่า…
หมอจับตรงไหนก็รู้เลยว่าผมใช้ร่างกายแบบผิด ๆ มานาน
โดยเฉพาะคอ ช่วงสะบัก และไหล่ที่แข็งเหมือนท่อนไม้
หลังออกมาคือเบาแบบแปลก… เหมือนคืนร่างกายที่ผมลืมห่วงกลับมาให้ตัวเองอีกครั้ง วันต่อมานี่นั่งงานได้ชิลขึ้นเยอะ จนหัวหน้ายังทักว่า “วันนี้หน้าไม่มอมเหมือนเมื่อวานนะ”
ผมเลยเริ่มจัดตารางเป็นว่า ถ้าอาทิตย์ไหนงานพีคมาก ๆ จะหาเวลาสัก 30–40 นาทีให้ตัวเองบ้าง ไม่ต้องเยอะแต่ให้สม่ำเสมอ เพราะสุดท้ายทำงานเก่งแค่ไหน ถ้าร่างพังหมดก็ไม่มีประโยชน์
ทุกวันนี้เวลาเพื่อนในออฟฟิศบ่นว่า “หลังตึง คอปวด มือชา”
ผมก็จะตอบว่า:
“ลองไปดูตัวเองบ้าง เดี๋ยวรู้เลยว่าที่ปวดนี่ไม่ใช่เพราะอายุ แต่เพราะเราใช้งานร่างกายแบบผิด ๆ มานานเกินไป”
ชีวิตมนุษย์เงินเดือนมันก็แบบนี้แหละครับ
ไม่ต้องหรู ไม่ต้องเวอร์ แต่ขอให้ร่างกายยังไหว
เพราะถ้าวันหนึ่งมันไม่ไหวขึ้นมา…
เดดไลน์ก็ไม่เคยรอเราเลยจริง ๆ
วันที่ร่างกายบอกว่าเหนื่อย แต่เดดไลน์ไม่เคยฟัง
ช่วงปลายไตรมาสที่ผ่านมา เป็นช่วงประเมินผล บรรยากาศในออฟฟิศคือ
ทุกคนหน้าเครียด หัวร้อน ใส่หูฟังเพื่อตัดโลกกันทั้งแผนก
ผมนั่งโต๊ะตรงมุมที่แอร์เป่าตลอดวัน จะบอกว่าดีก็ไม่ดีกว่า เพราะมันหนาวจนไหล่เกร็งแบบไม่รู้ตัว จนเย็นวันหนึ่ง หลังประชุมทีมตอนห้าโมงกว่า ผมลุกจากเก้าอี้แล้วรู้สึกว่า “คอหลังมันตึงจนชา” เหมือนนั่งผิดท่าไปเป็นสัปดาห์
ตอนนั้นหัวหน้าก็เดินผ่านมาพอดี
แกหันมามองแล้วพูดแบบกึ่งล้อกึ่งห่วง
“ถ้าแกทำงานจนคอเอียงแบบนี้อีก เดี๋ยวบริษัทต้องตั้งงบกายภาพให้แผนกเราแล้วนะ”
ผมหัวเราะ แต่ในใจนี่แบบ… เออ มันก็จริง
ทำงานหนักจนบางทีกลัวว่าร่างกายจะพังมาก่อนโบนัสจะออก
วันนั้นผมเลยลองหาที่ดูแลตัวเองแถวออฟฟิศแบบไม่ต้องจองยาก เพราะไม่ค่อยมีเวลา ตอนเดินกลับรถไฟฟ้าเลยแวะร้านหนึ่งที่เคยเห็นผ่าน ๆ เป็นคลินิกกายภาพบำบัดเล็ก ๆ ดูสงบ ๆ คนไม่เยอะมาก เหมือนเน้นพวกออฟฟิศซินโดรม ผมไม่ได้รู้จักมาก่อน แค่แวะเพราะเดินผ่านบ่อย
พอเข้าไปปรากฏว่า…
หมอจับตรงไหนก็รู้เลยว่าผมใช้ร่างกายแบบผิด ๆ มานาน
โดยเฉพาะคอ ช่วงสะบัก และไหล่ที่แข็งเหมือนท่อนไม้
หลังออกมาคือเบาแบบแปลก… เหมือนคืนร่างกายที่ผมลืมห่วงกลับมาให้ตัวเองอีกครั้ง วันต่อมานี่นั่งงานได้ชิลขึ้นเยอะ จนหัวหน้ายังทักว่า “วันนี้หน้าไม่มอมเหมือนเมื่อวานนะ”
ผมเลยเริ่มจัดตารางเป็นว่า ถ้าอาทิตย์ไหนงานพีคมาก ๆ จะหาเวลาสัก 30–40 นาทีให้ตัวเองบ้าง ไม่ต้องเยอะแต่ให้สม่ำเสมอ เพราะสุดท้ายทำงานเก่งแค่ไหน ถ้าร่างพังหมดก็ไม่มีประโยชน์
ทุกวันนี้เวลาเพื่อนในออฟฟิศบ่นว่า “หลังตึง คอปวด มือชา”
ผมก็จะตอบว่า:
“ลองไปดูตัวเองบ้าง เดี๋ยวรู้เลยว่าที่ปวดนี่ไม่ใช่เพราะอายุ แต่เพราะเราใช้งานร่างกายแบบผิด ๆ มานานเกินไป”
ชีวิตมนุษย์เงินเดือนมันก็แบบนี้แหละครับ
ไม่ต้องหรู ไม่ต้องเวอร์ แต่ขอให้ร่างกายยังไหว
เพราะถ้าวันหนึ่งมันไม่ไหวขึ้นมา…
เดดไลน์ก็ไม่เคยรอเราเลยจริง ๆ