JJNY : 5in1 นักกม.อธิบายฟ้องหน่วยงานรัฐ│ชูวิทย์ซัดภราดร│สุดารัตน์ลุยหาดใหญ่│ร้านค้าสตูลขาดทุนยับ│ฝรั่งเศสหวนเกณฑ์ทหาร

นักกฎหมายอธิบาย น้ำท่วมภาคใต้-น้ำท่วมหาดใหญ่ ฟ้องหน่วยงานรัฐได้แค่ไหน?
.
.
.
นักกฎหมายและทนายความ ไขข้อสงสัย “น้ำท่วมภาคใต้-น้ำท่วมหาดใหญ่ ผู้ประสบภัยฟ้องหน่วยงานรัฐได้แค่ไหน”
.
เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากนั้น มีประชาชนจำนวนมากออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงความบกพร่องของรัฐบาลทั้งระดับท้องถิ่นและระดับรัฐบาลกลาง ในการบริหารจัดการสถานการณ์วิกฤต
.
นอกจากนี้ยังมีคำถามว่า ประชาชนสามารถฟ้องร้องเอาผิดภาครัฐที่ทำงานบกพร่องได้หรือไม่ ซึ่ง “กัปตันคนเนิร์ด” นักกฎหมายและทนายความ ได้ออกมาโพสต์คลิปไขคำตอบ “น้ำท่วมหาดใหญ่ ผู้ประสบภัยฟ้องหน่วยงานรัฐได้แค่ไหน
.
การฟ้องหน่วยงานรัฐ ขั้นแรกเราต้องพิสูจน์ให้ได้ก่อนว่าหน่วยงานรัฐมีหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ถ้าเราตั้งฐานฟ้องเป็นเรื่องน้ำท่วม หน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ป้องกันน้ำท่วมโดยตรง คือ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และนายกรัฐมนตรี และมีหน่วยงานอื่น ๆ อีก
.
ขั้นที่สอง เราต้องพิสูจน์ว่าหน่วยงานนั้นละเลยหน้าที่หรือทำหน้าที่ช้าเกินสมควรจนเกิดความเสียหาย ซึ่งถ้าเราตั้งฐานฟ้องเป็นเรื่องน้ำท่วม ส่วนตัวมองว่าชนะในขั้นที่สองนี้ยากมาก เพราะศาลก็จะมองว่าหน่วยงานรัฐก็ไม่ได้ทำหน้าที่ผิดพลาดอะไร ฝนตกรอบนี้เกินความคาดหมายจริง ๆ หน่วยงานรัฐดีแค่ไหนน้ำก็ท่วมอยู่ดี
.
แล้วตอนน้ำท่วมปี 54 ก็เคยมีคนตั้งฐานฟ้องเรื่องน้ำท่วม แล้วสุดท้ายก็แพ้คดี
.
ตนเลยมองว่า การฟ้องคดีโดยตั้งฐานจากเรื่องน้ำท่วมไม่ใช่ไอเดียที่ดี เสนอให้ตั้งฐานคดีเป็นเรื่องการเตือนภัยที่ไร้ประสิทธิภาพ น่าจะมีโอกาสชนะคดีมากกว่า
.
หลายคนอาจแย้งว่า ไปฟ้องว่าเขาไม่เตือนภัย แต่กรมอุตุนิยมวิทยาก็ออกประกาศเตือนแล้ว ปภ.ก็ส่ง Cell Broadcast แล้ว แล้วจะไม่แพ้คดีหรือ
.
กัปตันคนเนิร์ดบอกว่า ฟ้องกรมอุตุฯ น่าจะยาก แต่ ปภ. น่าจะ 50-50 เพราะ ปภ. ส่ง Cell Broadcast แล้วก็จริง แต่เหมือนจะส่งช้าไป
.
ข้อมูลบอกว่า 22 พ.ย. 68 ปภ.ยังแจ้งเตือนแค่ระดับ 2 จากทั้งหมด 5 ระดับอยู่เลย ซึ่งระดับ 2 เป็นระดับที่ค่อนข้างเบา แค่ระดับเฝ้าระวัง ไม่ใช่อพยพ
.
การจะชนะคดี ปภ. จึงต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่า แม้จะแจ้งเตือนระดับที่ 2 แต่ก็ยังถือว่าละเลยหน้าที่อยู่ จึงประเมินว่า 50-50 ขึ้นอยู่กับการสู้คดีและมุมมองของศาล
.
แต่ถ้าตั้งฐานคดีเป็นเรื่องระบบเตือนภัย จะมีอีกคนที่สามารถฟ้องได้ คือ “เทศบาล” ซึ่งโอกาสชนะคดียังสูงกว่า ปภ. เพราะ ปภ. ยังพอมีแจ้งเตือนบ้าง แต่เทศบาลยกธงเขียวเลย บอกว่าเอาอยู่ น้ำไม่ท่วม
.
แล้วเทศบาลดันเป็นคนที่ชาวบ้านเชื่อที่สุด พอเทศบาลยกธงเขียว ชาวบ้านก็ไม่อพยพ ทุกอย่างจึงเป็นแบบที่เห็น
.
ซึ่งถ้าจะฟ้องเทศบาล อย่าลืมพิสูจน์ในขั้นทที่ 1 ว่าเทศบาลก็เป็นผู้มีหน้าที่บรรเทาและป้องกันสาธารณภัย โดยสามารถอ้างกฎหมาย พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ได้
.
ทั้งนี้ การฟ้องอาจไม่จำเป็นต้องฟ้องหน่วยงานเดียว ฟ้องทั้ง ปภ. ทั้งเทศบาลเลยก็ได้
.
.

.
ชูวิทย์ ซัด ภราดร ปิดไมค์ลุกหนีความจริง สะท้อนความจนตรอกของรัฐบาล
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10038986
.
ชูวิทย์ ซัด ภราดร ปิดไมค์ลุกหนีความจริง สะท้อนความจนตรอกของรัฐบาล เป็นรัฐบาล 4 เดือนแค่ทุกขลาภ ปฏิบัติการดูด สส. เป็นรัฐบาลต่อสมัยหน้าต้องล้มครืน
.
วันที่ 28 พ.ย.68 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองและนักธุรกิจ โพสต์ข้อความในเพจ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ว่า “ปิดไมค์ ลุกหนีความจริง”
.
ชูวิทย์ ซัด ภราดร ปิดไมค์ลุกหนีความจริง สะท้อนความจนตรอกของรัฐบาล เป็นรัฐบาล 4 เดือนแค่ทุกขลาภ ปฏิบัติการดูด สส. เป็นรัฐบาลต่อสมัยหน้าต้องล้มครืน

วันที่ 28 พ.ย.68 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองและนักธุรกิจ โพสต์ข้อความในเพจ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ว่า
.
“ปิดไมค์ ลุกหนีความจริง”
.
การเผชิญ “วิกฤตศรัทธา” ของนักการเมือง คือ การยอมรับความจริง ไม่ใช่ลุกหนี ทีเรื่องการเมืองตอบโต้ได้เป็นฉากๆ ไม่ยอมถอย วุฒิภาวะของ “นักการเมือง“ ต้องมีในระดับสูงกว่าทุกอาชีพ เพราะอาสาตัวรวบรวมกันเป็น “พรรคการเมือง” บริหารงานแผ่นดิน
.
ที่สำคัญเป็นเรื่องภัยธรรมชาติที่มีผลกระทบต่อชีวิตคนจำนวนมาก นายภราดร เป็นถึงรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กลับปิดไมค์ลุกหนีในการแถลงข่าว “น้ำท่วมหาดใหญ่” ที่ผู้สื่อข่าวถามถึงการยอมรับในความผิดพลาดของรัฐบาล กับการรับมือสถานการณ์วิกฤต
.
แทนที่นายภราดรจะถือโอกาสชี้แจงข้อผิดพลาด ยอมรับความจริงถึงการสูญเสีย นำเสนอแนวทางแก้ไข กลับปิดไมค์ลุกหนีแสดงให้เห็นความ “จนตรอก” ของรัฐบาล
.
ท่าทีที่นิ่งเฉย ทำเหมือนยังนั่งอยู่บนบัลลังก์ในตำแหน่ง “รองประธานสภา” แสดงให้เห็นว่านายภราดรไม่รู้สถานะหน้าที่รับผิดชอบปัจจุบันของตัวเอง
.
ไม่ต่างกันกับนายอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ทุกครั้งที่ไม่สามารถชี้แจงอะไรได้ มักจะเดินหนีคำถามของผู้สื่อข่าว
.
นายภราดรเป็นนักการเมืองที่ยังไม่เคยเผชิญกับเรื่องหนักหนาสาหัส เติบโตมาด้วยการเมืองในสภา ไม่มีประสบการณ์ทำงานราชการ ความผิดพลาดใหญ่หลวง ที่หาดใหญ่ต้องรับชะตากรรม จึงสรุปให้เห็นได้ชัด แต่รัฐบาลกลับมองไม่เห็น ดังนี้
.
1. พรรคภูมิใจไทยแกนนำรัฐบาล ห่วงภาพลักษณ์ทางการเมือง คะแนนเสียง มากกว่าการแก้ไขปัญหา สังเกตชัดจากลีลานักการเมือง โชว์ภาพแจกอาหาร ทำกับข้าว หรือกินข้าวกล่อง ข้าวเหนียวหมูย่าง เป็นภาพการเมืองมากกว่าการแก้ไขด้วยศักยภาพของผู้กุมอำนาจรัฐ
.
2. การแต่งตั้งธรรมนัส ที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทั้งพื้นที่ และงานประสบภัยธรรมชาติ แค่มีลักษณะบู๊ ออกแนวโวยวาย เร่งรัด ด่าว่าข้าราชการ นี่ก็คือวิถีการเมืองที่สร้างภาพว่าตัวเองทำงานหนัก ซึ่งไม่ใช่ “การบริหารงานแบบมืออาชีพ”
.
3. การตั้ง ผบ.สส. ปลัด รัฐมนตรี ผู้ว่า รุมทำงานข้ามหัวกันไปมา ไม่ใช่การช่วยกันแก้ปัญหา กลับซ้ำเติมให้สับสน ไม่มีคนรับผิดชอบสั่งการที่แท้จริง ต่างคนต่างทำจนไม่รู้ว่าอะไรต้องทำก่อนทำหลัง ยิ่งเพิ่มคนมีอำนาจ ก็ยิ่งเพิ่มความวุ่นวายในการสั่งงานให้ผู้ปฏิบัติ แทนที่จะเร็วกลับช้ามากขึ้น ตามขั้นตอนข้าราชการไทย
.
4. การไม่ยอมรับความจริง แม้ว่าเป็นภัยธรรมชาติ แต่การพูดสไตล์นักการเมืองว่า ไม่มีปัญหา ไม่ติดขัด ปกปิดไม่ยอมรับแม้แต่จำนวนชีวิตที่สูญเสีย
.
นี่เป็นเรื่องที่ประชาชนรับไม่ได้ กับลีลานักการเมืองที่พูดเรื่องการเมืองลื่นไหล แต่เมื่อต้องบริหารสถานการณ์วิกฤต มีการสูญเสียที่เห็นชัด กลับยังปกปิดโยกโย้ พูดกลับไปกลับมา
.
นายกฯ บอกจะอยู่จนน้ำลด สถานการณ์คลี่คลาย แต่สักพักบอกจะไปๆ มาๆ แสดงถึงความไม่จริงใจ ไม่รับผิดชอบคำพูดของคนระดับนายกรัฐมนตรี นี่คือภัยธรรมชาติ ที่ไม่มีใครคาดหวังว่ารัฐบาลจะทำได้ดีร้อยเปอร์เซ็นต์
.
แต่ประชาชนอยากเห็นภาพรัฐบาลที่มีการประสานงานอย่างเป็นระบบ การสั่งอพยพล่วงหน้า การช่วยเหลือเยียวยา การยอมรับความผิดพลาด การนำเสนอแนวทางแก้ปัญหา ไม่ใช่การปัดความรับผิดชอบแบบที่ทำอยู่
.
5. รัฐบาลนี้มากันด้วยผลประโยชน์ชั่วคราวระยะสั้น ไม่คาดคิดถึงการทำงานระยะยาว เมื่อเกิดปัญหาภัยพิบัติ จึงใช้วิถีการเมืองอย่างสั้นๆ เพื่อเอาตัวรอด ทุกคนใช้บทบาทนี้ เพราะกลัวว่าการยอมรับจะส่งผลกระทบต่อคะแนนเสียง
.
จึงยืนกรานด้วยนโยบาย “ไม่ให้ความจริง ไม่ยอมรับ ไม่ขอโทษ“ อย่างที่นายภราดรกระทำ ซึ่งผิดวิสัยนักการเมืองที่ต้องตอบคำถามสื่อ ถึงวิกฤตสำคัญที่มีความสูญเสียทั้งชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนมากมาย
.
การปิดไมค์ลุกหนีแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “รัฐบาลมาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เตรียมฐานเสียงในระยะ 4 เดือน ไปเลือกตั้งใหม่ เพื่อให้ได้อำนาจกลับมาเท่านั้น“
.
ปัญหาวิกฤตแบบนี้ ใครจะไปรู้ว่าจะเกิดนี่เป็น “วิกฤตของพรรคภูมิใจไทย“ อย่างแท้จริง พรรคที่พร้อมทุกอย่างทั้งโอกาส จำนวน สส.ที่มาสังกัด อีกทั้งกระสุนไม่จำกัด แสดงลีลาทางการเมืองที่ก้าวกระโดดพร้อมเป็นพรรคใหญ่ เป็นแกนนำในการเลือกตั้งสมัยหน้า
.
โดยมี นายกฯ อนุทิน สานตำแหน่งกุมอำนาจต่ออีกสมัย แต่กลับต้องเผชิญ ”วิกฤตศรัทธา“ ที่ถาโถมมาอย่างไม่ตั้งตัว ด้วยการบริหารจัดการ “น้ำท่วมหาดใหญ่” ที่ล้มเหลว
.
แต่ถือเป็นสิ่งดีที่ประชาชนได้เห็นเสียก่อนว่า พรรคภูมิใจไทยไม่พร้อมจะเป็นแกนนำรัฐบาล วุฒิภาวะของบรรดาเหล่าสมาชิกพรรค รวมถึงรัฐมนตรีเมื่อเจอกับวิกฤต
.
กลายเป็น ”ก้อนหิน“ ไม่สามารถทำอะไรได้ ความซวยมันมาเยือนพรรคภูมิใจไทย และนายกฯ อนุทิน ด้วยภาพความจริงที่เปิดเผย อย่างกับน้ำที่ไหลบ่าท่วมหาดใหญ่โดยไม่รู้ตัว
.
รัฐบาล 4 เดือน จึงเป็น “ทุกขลาภ” ที่ปฏิบัติการดูด สส. เพื่อเป็นรัฐบาลต่อในสมัยหน้าต้องล้มครืน เซ่นวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ด้วยประการฉะนี้
.
https://www.facebook.com/ChuvitKamolvisit/posts/pfbid02tAh7rd1ttbcqJia7KGLWj1LYqiifR1RapB1cWY62sQ2BbjtVeKmzcqr5BLZVzxGZl
.

.
สุดารัตน์ ลุยหาดใหญ่ ส่งต่อน้ำใจถึงมือพี่น้อง เผยประชาชนบอบช้ำหนัก หลังน้ำลดความเสียหายมหาศาล
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10039029
.
“สุดารัตน์” ลุยหาดใหญ่ ส่งต่อน้ำใจถึงมือพี่น้อง ระบุประชาชนบอบช้ำหนัก หลังน้ำลดแต่ความเสียหายมหาศาล ระดมช่วยส่งอาหาร เครื่องนอน และจับมือกับวิทยาลัยเทคโนโลยีสงขลา ออกลุยช่วยซ่อมพาหนะและเครื่องใช้ไฟฟ้า ย้ำห่วงเรื่องสาธารณสุข รวมทั้งภาระหนี้สินของผู้ประสบภัย ให้หยุดหนี้ทั้งต้นและดอกเบี้ย พร้อมเติมสินเชื่อดอกเบี้ย 0% เป็นเวลา 1 ปี เพื่อให้ฟื้นกิจการ ลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง ลดความทุกข์ยากของประชาชนให้มากที่สุ
.
วันที่ 28 พ.ย. 2568 ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย พร้อมด้วยทีมงานพรรคไทยสร้างไทย ลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อให้กำลังใจประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งใหญ่
.
คุณหญิงสุดารัตน์แสดงความห่วงใยอย่างลึกซึ้งต่อผู้สูญเสียและผู้ได้รับผลกระทบ กล่าวว่า “เหตุการณ์ครั้งนี้รุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตเกินหลักร้อย ความสูญเสียครั้งนี้ใหญ่หลวงเกินกว่าจะนิ่งเฉยได้ พรรคไทยสร้างไทยขอส่งกำลังใจให้ทุกครอบครัว และจะลงพื้นที่ช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องจนกว่าทุกคนจะกลับมายืนได้อีกครั้ง
.
แม้หลายพื้นที่ระดับน้ำเริ่มลดลงแล้ว แต่ยังไม่มีน้ำใช้ ไฟฟ้ามีบางจุด สำหรับความเสียหายที่เหลืออยู่นั้นถือว่าสาหัสมาก ทั้งบ้านเรือน ระบบสาธารณูปโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานพาหนะ รวมถึงสุขภาพกายใจของประชาชนที่ยังต้องการการเยียวยาอย่างเร่งด่วน
.
หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยระบุว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องทำ “ทันทีหลังจากนี้” คือการเร่งกอบกู้และช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นระบบ อย่าให้เหมือนที่ผ่านมา เพราะประชาชนต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่าต้องติดอยู่ในน้ำ หรือบนหลังคา อดข้าวอดน้ำนานถึง 3–4 วัน การบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐบาลชุดนี้จึงถือว่า “สอบตก” ประชาชนต้องพึ่งพาอาสาสมัครกู้ภัย จิตอาสา และกำลังทหารเป็นหลักในการช่วย
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่