ภัยพิบัติ หนึ่งในบทยืนยันประเทศไทยขาดแคลนนักวิทยาศาสตร์

ถ้าเด็กไอคิวสูงแต่ยากจนคนหนึ่ง อยากเป็นนักพยากรณ์อากาศ ที่ทำงานได้เที่ยงตรงระดับโลก
บริบทประเทศเรา จะนำพาเด็กหัวกะทิ แต่ฐานะยากจน ให้เป็นคนคนได้ไหม

อาจจะถึงเวลาแล้ว ที่ประเทศไทย จะแยกสถาบันตามความสามารถ เน้นการเรียนตามความถนัด
ในยุคก่อน เราพยายามจัดลำดับ ว่า ใครเก่งเรียนแพทย์ ใครเก่งน้อย ไปเรียนกีฬา
แต่ยุคใหม่ ไม่ว่าความสามารถประเภทไหน ก็สำคัญต่อชาติ หากมุ่งมั่นให้เก่งในสาขานั้น
เยาวชนควรจะได้เดินในเส้นทางสู่ระดับโลกได้อย่างราบรื่น หากเขาตั้งใจจริง

ในระดับมัธยม ที่ปลูกฝังเขาให้เก่งทั้งวิชาหลัก และภาษาอังกฤษ ควบคู่กัน
ชนิดที่ไปต่อโท เอก ต่างประเทศได้ และมีจำนวนทุน ที่มากพอสมควร

หากปล่อยให้ชะตาของเด็กอยู่ในมือครอบครัว ผู้ที่ส่งลูกไปเรียนต่างประเทศได้
ก็คือ ผู้ประกอบอาชีพธุรกิจ และอยากให้ลูกเรียนด้านธุรกิจ เพื่อกลับมาดูแลกิจการ
หรือ ทำธุรกิจที่ชอบ

กรณีเด็กที่จะสอบชิงทุนระดับชาติ ส่วนใหญ่จะเป็นลูกข้าราชการ อาจารย์มหาวิทยาลัย
ซึ่งได้รับการศึกษาที่ดีในขั้นพื้นฐาน แต่ไม่ได้มาจากกลุ่มคนรายได้น้อย

ประเทศไทย น่าจะมีระบบดูแลเด็กหัวกะทิกลุ่มนี้ หากเรียนเก่ง ตั้งใจจริงด้านวิทยาศาสตร์
ควรมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ได้เรียนในโรงเรียนที่หลักสูตรเข้มข้น
ทั้งเนื้อหาวิทยาการ และภาษาอังกฤษ
ไม่ใช่เก่ง แต่ต้องมาเรียนหลักสูตรที่ออกแบบมาสำหรับเด็กเรียนปานกลาง

แต่ละโรงเรียน หรือ วิทยาลัย ควรจะมีเป้าหมายว่า ต้องการปั้นเด็กกลุ่มใด กลุ่มจีเนียส หรือ กลุ่มที่ยังค้นหาตนเอง
รวมถึงงบประมาณด้านการพัฒนาศูนย์วิจัยทางวิทยาศาสตร์ น่าจะพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค
อย่างน้อย เรื่องของดินฟ้าอากาศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใครอยากทำวิจัยด้านนี้ ควรมาที่ไทย

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่