ฮ่องกงจับแล้ว 3 เหตุไฟไหม้ตึกสูง ดับพุ่ง 44 ศพ สูญหาย 279 ราย


เจ้าหน้าที่ฮ่องกงกำลังยังคงพยายามดับเพลิงที่ลุกไหม้อาคารสูงหลายแห่งตั้งแต่เมื่อช่วงบ่ายวันพุธ โดยล่าสุดมีผู้เสียชีวิตแล้ว 44 ศพ ขณะที่ตำรวจจับกุมผู้ต้องสงสัยแล้ว 3 คน
ตำรวจฮ่องกงเปิดเผยในวันพฤหัสบดีที่ 27 พ.ย. 2568 ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้ตึกอพาร์ตเมนต์สูงหลายแห่งในโครงการที่พักอาศัย “หว่อง ฟุก คอร์ต” (Wang Fuk Court) ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อช่วงบ่ายวันพุธ เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 44 ศพ แล้ว ในขณะที่มีผู้บาดเจ็บอีก 45 รายที่อาการอยู่ในขั้นวิกฤติ
ทางการระบุว่า มีผู้สูญหายอย่างน้อย 279 ราย เมื่อวันพุธ หลังจากที่เกิดเพลิงไหม้ครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบสามทศวรรษของฮ่องกง โดยไฟลุกลามไปทั่วอาคารสูงที่ถูกหุ้มด้วยนั่งร้านไม้ไผ่ที่ติดไฟได้ง่าย และสะเก็ดไฟถูกลมพัดไปติดอาคารใกล้เคียงอีกหลายแห่งซึ่งมีนั่งร้านห่อหุ้มอยู่ในสภาพเดียวกัน
หลายชั่วโมงหลังจากที่เพลิงเริ่มไหม้ในเขตไท่โปทางตอนเหนือของเมือง เปลวไฟและกลุ่มควันหนาทึบยังคงปกคลุมอาคารสูง 32 ชั้น ซึ่งเชื่อว่ามีผู้คนจำนวนมากติดอยู่ข้างใน ในขณะที่ทีมกู้ภัยระดมพลเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ
จนถึงตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ โดยฮ่องกงเป็นหนึ่งในสถานที่สุดท้ายในโลกที่ยังคงใช้ไม้ไผ่เป็นวัสดุก่อสร้างนั่งร้าน โดยทางการฮ่องกงทยอยเลิกใช้งานนั่งร้านไม้ไผ่เหล่านี้ตั้งแต่เดือนมีนาคมด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย
สถานีโทรทัศน์สาธารณะ RTHK ของฮ่องกงรายงานว่า ตำรวจจับกุมชาย 3 คน ในฐานะผู้ต้องสงสัยทำให้มีผู้เสียชีวิตโดยไม่เจตนาจากเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ โดยที่ไม่เปิดเผยรายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติมนาย จอห์น ลี ผู้บริหารสูงสุดของเขตบริหารพิเศษฮ่องกงบอกกับผู้สื่อข่าวว่า มีเจ้าหน้าที่ดับเพลิง 1 นายเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ด้วย ในขณะที่มีประชาชนประมาณ 900 คน ต้องอพยพไปอาศัยอยู่ในที่พักพิงชั่วคราวซึ่งจัดเอาไว้แล้ว 8 แห่ง
“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการดับเพลิงและช่วยเหลือผู้อยู่อาศัยที่ติดอยู่ภายใน ประการที่สองคือการสนับสนุนผู้บาดเจ็บ ประการที่สามคือการสนับสนุนและฟื้นฟู จากนั้น เราจะทำการสอบสวนอย่างละเอียด” นายลีกล่าว
ส่วนนายเดเร็ก อาร์มสตรอง ชาน รองผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของหน่วยดับเพลิง กล่าวว่า “อุณหภูมิในที่เกิดเหตุสูงมาก และมีบางชั้นที่เราไม่สามารถเข้าถึงผู้คนที่ร้องขอความช่วยเหลือได้ แต่เราจะพยายามต่อไป”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่