ซูเราะฮฺอัลกะฮฺฟฺสำคัญอย่างไร ทำไมควรอ่านทุกวันศุกร์
มีในหะดีษ ดังนี้
1. อ่านทุกวันศุกร์
ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “ใครที่อ่านซูเราะฮฺอัลกะฮฺฟฺในวันศุกร์ จะมีแสงสว่าง(รัศมี)ปรากฏแก่เขาระหว่างสองศุกร์ (1) “เกิดแก่เขาตั้งแต่เท้าของเขาถึงท้องฟ้า (2) และจะได้รับความอภัยโทษระหว่างสองญุมุอะฮฺ” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยนะซาอียฺและบัยหะกียฺ)
2. ความสงบสันติเพราะการอ่านอัลกุรอาน
จากอัลบะรออ์ เล่าว่า : ขณะที่ชายคนหนึ่งกำลังอ่านซูเราะฮฺอัลกะฮฺฟฺอยู่ โดยที่ม้าของเขาถูกผูกไว้ด้วยเชือกสองเส้นข้างตัวเขา เมฆก้อนหนึ่งได้ลอยลงมาแผ่กว้างอยู่เหนือชายคนนั้น และลอยลงมาใกล้เขาเรื่อยๆ จนกระทั่งม้าของเขาเริ่มกระโดด (เหมือนกับกลัวอะไรบางอย่าง) ในตอนรุ่งเช้า ชายคนนั้นได้มาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และบอกถึงประสบการณ์ของเขา ท่านนบีได้กล่าวว่า “นั่นคือความสงบหรือความสันติพร้อมกับมลาอิกะฮฺที่ลงมา เพราะการอ่านอัลกุรอาน” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยบุคอรี 5011 และมุสลิม เลขที่ 795)
3. ใช้อ่านเมื่อเจอดัจญาล
ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “มัน (ดัจญาล) เป็นคนหนุ่มรูปร่างไม่สูง ตาถลนออกมานอกเบ้า และเขาเหมือนกับอับดุล อุซซา บินเกาะฏ็อน ใครก็ตามที่พบมันต้องอ่านอายะฮฺตอนต้นของซูเราะฮฺอัลกะฮฺฟี่ (ซูเราะฮฺที่ 18) ใส่มัน มันจะปรากฏตัวขึ้นมาระหว่างอิรักและซีเรีย และจะแพร่ความเสียหายทั้งทางซ้ายและขวา โอ้บ่าวของอัลลอฮฺ จงยึดความศรัทธาของพวกท่านไว้ให้มั่น” (ส่วนหนึ่งจากหะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 2137)
4. เตรียมตัวก่อนถึงวันกิยามะฮฺ ซึ่งจะเกิดวันศุกร์
ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “อัลลอฮฺได้ทรงสร้างโลกในวันเสาร์ สร้างภูเขาในวันอาทิตย์ สร้างต้นในวันจันทร์ สร้างสิ่งน่ารังเกียจในวันอังคาร สร้างแสงสว่างในวันพุธ สร้างสัตว์ทั้งหลายในวันพฤหัส และอาดัมถูกสร้างในตอนเย็นของวันศุกร์ ในฐานะเป็นหนึ่งของการสร้างสุดท้าย สร้างวันอวสานของวันศุกร์ระหว่างตอนเย็นและตอนค่ำ” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 2789)
- - -
อายะห์เตือนใจ (ตัฟซีรโดย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับประเทศไทย)
1. ชาวถ้ำ หลับนาน 309 ปี
เรื่องชาวถ้ำคงมั่นในอีมาน อัลลอฮฺให้หลับในถ้ำนาน 309 ปี (อายะฮฺที่ 10-11, 13-14, 16, 25)
– "จงรำลึกขณะที่พวกชายหนุ่มหลบเข้าไปในถ้ำแล้วพวกเขากล่าวว่า “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าของเรา ขอพระองค์ทรงโปรดประทานความเมตตาจากพระองค์แก่เรา และทรงทำให้การงานของเราอยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง”
– แล้วเราได้อุดหูพวกเขา (ให้นอนหลับ) ในถ้ำ เป็นเวลาหลายปี
– เราจะเล่าเรื่องราวของพวกเขาแก่เจ้าตามความเป็นจริง แท้จริงพวกเขาเป็นชายหนุ่มที่ศรัทธาต่อพระเจ้าของพวกเขา และเราได้เพิ่มแนวทางที่ถูกต้องให้แก่พวกเขา
– และเราได้ให้ความเข้มแข็งแก่หัวใจของพวกเขา ขณะที่พวกเขายืนขึ้นประกาศว่า “พระเจ้าของเราคือพระเจ้าแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินเราจะไม่วิงวอนพระเจ้าอื่น จากพระองค์ มิเช่นนั้นเราก็กล่าวเกินความจริงอย่างแน่นอน
– และเมื่อพวกเจ้าปลีกตัวออกห่างจากพวกเขา และสิ่งที่พวกเขาเคารพบูชาอื่นจากอัลลอฮฺแล้ว ดังนั้นพวกเจ้าก็จงหลบเข้าไปในถ้ำ พระผู้เป็นเจ้าของพวกเจ้าจะทรงแผ่ความเมตตาของพระองค์แก่พวกเจ้า และจะทรงทำให้กิจการของพวกเจ้าดำเนินไปอย่างสะดวกสบาย
– และพวกเขาพำนักอยู่ในถ้ำของพวกเขาสามร้อยปี และเพิ่มอีกเก้าปี"
2. อย่ากล่าวว่าจะทำพรุ่งนี้ โดยไม่มี “อินชาอัลลอฮฺ” (อายะฮฺที่ 23-24)
– "และเจ้าอย่ากล่าวเกี่ยวกับสิ่งใดว่า “แท้จริงฉันจะเป็นผู้ทำสิ่งนั้นในวันพรุ่งนี้”
– เว้นแต่อัลลอฮฺทรงประสงค์"
3. ชาวสวนกับเพื่อน
เรื่องชาวสวนหลงดุนยา และคำเตือนของเพื่อน (อายะฮฺที่ 32, 35, 37, 42)
– "และจงเปรียบเทียบอุทาหรณ์หนึ่งแก่พวกเขา คือชายสองคน เราได้ให้สวนองุ่นสองแห่งแก่คนหนึ่งในสองคน และเราได้ล้อมสวนทั้งสองไว้ด้วยต้นอินทผลัม และเราได้ทำให้มีพืชพันธุ์ระหว่างสวนทั้งสองด้วย
– เขาได้เข้าไปในสวนของเขาโดยที่เขาเป็นผู้อธรรมแก่ตัวเขาเอง เขากล่าวว่า “ฉันไม่คิดว่าสวนนี้จะพินาศไปได้เลย”
– “และฉันไม่คิดว่าวันอวสานของโลกจะมีขึ้น และหากว่าฉันจะถูกกลับไปยังพระผู้เป็นเจ้าของฉัน แน่นอน ฉันจะพบที่กลับที่ดียิ่งขึ้นกว่านี้”
– เพื่อนของเขากล่าวแก่เขาขณะที่กำลังโต้เถียงกันอยู่ว่า “ท่านเนรคุณต่อพระผู้สร้างท่านจากดิน แล้วจากเชื้ออสุจิ แล้วพระองค์ทรงทำให้ท่านเป็นคนโดยสมบูรณ์ กระนั้นหรือ?”
– และผลิตผลของเขาถูกทำลายหมด แล้วเขาก็ประกบฝ่ามือทั้งสองด้วยความเสียใจต่อสิ่งที่เขาก็ประกบฝ่ามือทั้งสองด้วยความเสียใจต่อสิ่งที่เขาได้จับจ่ายไป และมันพังพาบลงมา และเขากล่าวว่า “โอ้ ! หากฉันไม่เอาผู้ใดมาตั้งภาคีกับพระผู้เป็นเจ้าของฉัน”
4. ห่างไกลจากการรำลึกถึงอัลลอฮฺ เสี่ยงถูกปิดใจ ไม่เข้าใจศาสนา (อายะฮฺที่ 57)
– "และผู้ใดจะอธรรมยิ่งไปกว่าผู้ที่ถูกตักเตือนให้รำลึก ด้วยโองการทั้งหลายของพระผู้เป็นเจ้าของเขา แล้วเขาก็หันหลังห่างออกไป แล้วลืมสิ่งที่มือทั้งสองของเขาประกอบไว้ แท้จริงเราได้ทำฝาปิดบนหัวใจของพวกเขา ในการที่พวกเขาจะเข้าใจมัน และในหูของพวกเขานั้นหนวก และถ้าเจ้าเรียกร้องพวกเขาไปสู่แนวทางที่ถูกต้อง พวกเขาจะก็ไม่อยู่ในแนวทางที่ถูกต้องนั้นเลย"
5. การเดินทางของนบีมูซา คนใช้ลืมเรื่องปลา การลืมมาจากชัยฏอน (อายะฮฺที่ 60-63)
– "และจงรำลึกเมื่อมูซาได้กล่าวแก่คนใช้หนุ่ม (ยูชะอฺ อิบนฺนูน) ของเขาว่า “ฉันจะยังคงเดินต่อไปจนกว่าจะบรรลุสู่ชุมทางแห่งสองทะเลหรือฉันจะคงเดินต่อไปอีกหลายปี”
– ดังนั้น เมื่อทั้งสองถึงชุมทางระหว่างสองทะเลแล้ว ทั้งสองลืมปลาของเขา ดังนั้นมันจึงหาวิธีของมันลงทะเลไปตามทาง
– ครั้นเมื่อทั้งสองเดินเลยต่อไปอีก เขาได้กล่าวแก่คนใช้หนุ่มของเขาว่า “จงนำอาหารกลางวันของเราออกมา โดยแน่นอน เราได้รับความลำบากจากการเดินทางของเรานี้”
– เขากล่าวว่า “ท่านมิเห็นดอกหรือ เมื่อเราพักอยู่ที่ก้อนหิน แท้จริงฉันลืมที่จะพูดถึงเรื่องปลาและไม่มีผู้ใดที่ทำให้ฉันลืมกล่าวถึงมันนอกจากชัยฏอน และมันก็หาทางลงทะเลไปอย่างน่าประหลาดแท้ๆ”
6. นบีมูซาพบเคาะฎิร
เคาะฎิรคือผู้ที่พระองค์ทรงให้ความรู้ เขาทำในสิ่งที่นบีมูซา ยากจะเข้าใจ หากไม่เข้าใจ ยากที่จะอดทน (อายะฮฺที่ 65-71, 74, 77-82)
– "แล้วทั้งสองได้พบบ่าวคนหนึ่งจากปวงบ่าวของเรา (ตัฟซีร: ทั้งสองได้พบกับเคาะฎิร อะลัยฮิสสลาม ที่โขดหินแห่งหนึ่ง ซึ่งปลาได้หายตัวไป ตามรายงานซึ่งมีหลักฐานจากอัลกุรอานและซุนนะฮฺยืนยันว่า เคาะฎิร อะลัยฮิสสลามเป็นนบีท่านหนึ่ง ซึ่งในอายะฮฺได้ใช้สำนวนว่าเป็นบ่าวคนหนึ่งในปวงบ่าวของพระองค์โดยสำนวนนี้อัลลอฮฺ ตะอาลา เคยใช้กับบรรดานบี) ที่เราได้ประทานความเมตตาจากเราให้แก่เขา และเราได้สอนความรู้จากเราให้แก่เขา
– มูซาได้กล่าวแก่เขาว่า “จะให้ฉันติดตามท่านไปได้ไหม? โดยท่านจะต้องสอนฉันจากสิ่งที่ท่านได้เคยเรียนรู้มา ตามแนวทางที่เที่ยงตรง”
– เขากล่าวว่า “แท้จริง ท่านจะไม่สามารถมีความอดทนร่วมกันฉันได้” (ตัฟซีร: อิบนฺอับบาสอธิบายว่า ท่านจะอดทนไม่ได้ต่อการกระทำของฉัน เพราะฉันรู้ในสิ่งเร้นลับบางอย่างของพระเจ้าของฉัน”
– “และท่านจะอดทนอย่างได้อย่างไร ในสิ่งที่ท่านไม่มีความรู้อย่างละเอียดลออ?” (ตัฟซีร: คือท่านจะอดทนได้อย่างไร ในสิ่งที่โดยเปิดเผยแล้วท่านยอมรับไม่ได้ และท่านก็ไม่รู้ในสิ่งที่ถูกปกปิดไว้)
– เขากล่าวว่า “หากอัลลอฮฺทรงประสงค์ท่านจะพบฉันเป็นผู้อดทน และฉันจะไม่ฝ่าฝืนคำสั่งของท่าน”
– เขากล่าวว่า “ดังนั้น ถ้าท่านติดตามฉันก็อย่าได้ถามฉันถึงสิ่งใด จนกว่าฉันจะเล่าเรื่องนั้นแก่ท่าน”
– ดังนั้นทั้งสองจึงออกเดินทาง จนกระทั่งเมื่อทั้งสองลงเรือเขา(เคาะฏิร) จึงเจาะรูมัน เขา(มูซา) กล่าวว่า “ท่านเจาะรูมันเพื่อให้ผู้ที่อยู่ในเรือจมน้ำกระนั้นหรือ? โดยแน่นอนท่านได้นำมาซึ่งสิ่งที่อันตรายยิ่ง”
– เขาทั้งสองจึงออกเดินทางต่อไปจนกระทั่งเมื่อทั้งสองพบเด็กคนหนึ่ง เขา(เคาะฏิร)จึงฆ่าเด็กคนนั้น เขา(มูซา)กล่าวว่า “ท่านฆ่าชีวิตบริสุทธิ์โดยมิได้ทำผิดต่อชีวิตอื่นกระนั้นหรือ? โดยแน่นอน ท่านทำสิ่งที่ร้ายแรงยิ่ง”
– ดังนั้นทั้งสองจึงออกเดินทางต่อไป จนกระทั่งเมื่อทั้งสองพบชาวเมืองหนึ่ง ทั้งสองได้ขออาหารจากชาวเมืองนั้น แต่พวกเขาปฏิเสธที่จะต้อนรับเขาทั้งสองต่อมาเขาทั้งสองได้พบกำแพงแห่งหนึ่งกำลังจะพังลงมาแล้วเขาก็ทำให้มันตรง เขา(มูซา)กล่าวว่า “ถ้าท่านประสงค์ แน่นอนท่านจะเอาค่าแรงตอบแทนสำหรับมันได้”
– เขากล่าวว่า “นี่คือการแยกกันระหว่างฉันกับท่าน ฉันจะบอกท่านถึงความหมายที่ท่านไม่สามารถมีความอดทนในสิ่งนั้นๆ ได้”
– “ส่วนหนึ่งของเรือเดินทะเลนั้น มันเป็นของพวกผู้ขัดสนทำงานอยู่ในทะเล ฉันตั้งใจจะทำให้มันมีตำหนิ เพราะเบื้องหลังพวกเขานั้นมีกษัตริย์องค์หนึ่งคอยยึดเรือดี ๆ ทุกลำโดยใช้อำนาจ
– “และส่วนเรื่องของเด็กนั้นก็คือ พ่อแม่ของเขาเป็นผู้ศรัทธา เรากลัวว่า เขาจะเคี่ยวเข็ญให้ทั้งสองตกอยู่ในการละเมิดและปฏิเสธศรัทธา”
– “ดังนั้นเราปรารถนา(ฆ่าเขาโดยหวัง) ว่าพระผู้เป็นเจ้าของทั้งสองจะทรงเปลี่ยนลูกที่ดีกว่าให้แก่ทั้งสอง มีความบริสุทธิ์กว่าและใกล้ชิดต่อความเมตตา(แก่ทั้งสอง)
– “และส่วนเรื่องของกำแพงนั้น มันเป็นของเด็กผู้ชายกำพร้าสองคนที่อยู่ในเมือง และใต้กำแพงนั้นมีขุมทรัพย์ของเขาทั้งสอง และพ่อของเด็กทั้งสองก็เป็นคนดี ดังนั้น พระผู้เป็นเจ้าของท่านทรงประสงค์ที่จะให้เด็กทั้งสองบรรลุสู่ความเป็นผู้ใหญ่และจะให้เด็กทั้งสองเอาขุมทรัพย์ของทั้งสองออกมาเอง เป็นความเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้าของท่าน และฉันมิได้ทำสิ่งนั้นตามความพอใจของฉัน นั่นคือความหมายที่ท่านไม่สามารถมีความอดทนในสิ่งนั้นๆ ได้”
7. ซุลก็อรนัยน์ ก่อกำแพงกั้นยะอ์ญูจ มะอ์ญูจ จะออกมาก่อนวันกิยามะฮฺ (อายะฮฺที่ 83-84, 92-98)
– "และพวกเขาถามเจ้าเกี่ยวกับซุลก็อรนัยน์ จงกล่าวเถิด “ฉันจะเล่าเรื่องของเขาแก่พวกท่าน”
– แท้จริงเราได้ให้อำนาจแก่เขาในแผ่นดิน และเราให้เขาทุกสิ่งที่เขาต้องการ
– แล้วเขาได้มุ่งไปอีกทางหนึ่ง(ไปทางเหนือ)
– จนกระทั่งเมื่อเขาไปถึงบริเวณหว่างภูผาทั้งสอง เขาได้พบชนกลุ่มหนึ่งที่เชิงภูผาทั้งสองนั้นซึ่งพวกเขาเกือบจะไม่เข้าใจคำพูดกันเลย
– พวกเขากล่าวว่า “โอ้ซุลก็อรนัยน์ แท้จริงยะอ์ญูจและมะอ์ญูจนั้นเป็นผู้บ่อนทำลายในแผ่นดินนี้ ดังนั้น เราขอมอบบรรณาการแก่ท่าน เพื่อท่านจะได้สร้างกำแพงกั้นระหว่างพวกเรากับพวกเขา”
– เขากล่าวว่า “สิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าของฉันได้ให้อำนาจแก่ฉันดียิ่งกว่า ดังนั้นพวกท่านจงช่วยฉันด้วยกำลัง ฉันจะสร้างกำแพงแน่นหนากั้นระหว่างพวกท่านกับพวกเขา”
– “พวกท่านจงเอาเหล็กท่อนโตๆ มาให้ฉัน” จนกระทั่งเมื่อเขาทำให้บริเวณภูผาทั้งสองราบเรียบเขาก็กล่าวว่า “จงเป่ามันด้วยเครื่องเป่าลม” จนกระทั่งเมื่อเขาทำให้มันร้อนเป็นไฟ เขากล่าวว่า “ปล่อยให้ฉันเททองแดงหลอมลงไปบนมัน” (ตัฟซีร: เขาใช้ให้ชาวบ้านนำเหล็กท่อนโตๆ มาวางเรียงเป็นกองพะเนินสูง แล้วจุดไฟเผาเหล็กจนร้อนแดง หลังจากนั้นให้เอาทองแดงหลอมเทราดลงบนเหล็ก แล้วมันจะแข็งกล้า ในสมัยปัจจุบันก็ได้ค้นพบว่า การผสมทองแดงส่วนหนึ่งเข้ากับธาตุเหล็ก จะทำให้เหล็กมีความแข็งกล้าและทนทาน”
– ดังนั้น พวกเขา (ยะอ์ญูจและมะอ์ญูจ)ไม่สามารถจะข้ามมันได้ และไม่สามารถจะขุดโพรงผ่านมาได้ (ตัฟซีร: ด้วยการทำประตูเหล็กดังกล่าว พวกบ่อนทำลายคือ ยะอฺญูจและมะอฺญูจจึงไม่สามารถจะปีนป่ายข้ามไปได้เพราะความสูงและความลื่นเป็นมันของเหล็ก ในเวลาเดียวกันก็ไม่สามารถจะขุดเจาะประตูเหล็กได้ เพราะความแข็งกล้าของเหล็กนั่นเอง)
– เขากล่าวว่า “นี่คือความเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้าของฉัน ดังนั้น เมื่อสัญญาของพระผู้เป็นเจ้าของฉันมาถึง (ตัฟซีร: คือเมื่อยะอฺญูจและมะอฺญูจออกมา นั่นคือสัญญาณแห่งวันใกล้กิยามะฮฺจะเกิดขึ้น และประตูเหล็กที่ซุลก็อรนัยน์ได้ทำไว้นั้นก็จะพังราบเรียบ) พระองค์จะทรงทำให้มันพังทลาย และสัญญาของพระผู้เป็นเจ้าของฉันนั้นเป็นจริงเสมอ”
วัลลอฮุอะอฺลัม
4 ข้อ ด้านล่าง
วันสิ้นโลกเกิดขึ้นวันศุกร์ อ่านซูเราะฮฺอัลกะฮฺฟฺทุกวันศุกร์ เตือนสติการใช้ชีวิตอย่างดี
มีในหะดีษ ดังนี้
1. อ่านทุกวันศุกร์
ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “ใครที่อ่านซูเราะฮฺอัลกะฮฺฟฺในวันศุกร์ จะมีแสงสว่าง(รัศมี)ปรากฏแก่เขาระหว่างสองศุกร์ (1) “เกิดแก่เขาตั้งแต่เท้าของเขาถึงท้องฟ้า (2) และจะได้รับความอภัยโทษระหว่างสองญุมุอะฮฺ” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยนะซาอียฺและบัยหะกียฺ)
2. ความสงบสันติเพราะการอ่านอัลกุรอาน
จากอัลบะรออ์ เล่าว่า : ขณะที่ชายคนหนึ่งกำลังอ่านซูเราะฮฺอัลกะฮฺฟฺอยู่ โดยที่ม้าของเขาถูกผูกไว้ด้วยเชือกสองเส้นข้างตัวเขา เมฆก้อนหนึ่งได้ลอยลงมาแผ่กว้างอยู่เหนือชายคนนั้น และลอยลงมาใกล้เขาเรื่อยๆ จนกระทั่งม้าของเขาเริ่มกระโดด (เหมือนกับกลัวอะไรบางอย่าง) ในตอนรุ่งเช้า ชายคนนั้นได้มาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และบอกถึงประสบการณ์ของเขา ท่านนบีได้กล่าวว่า “นั่นคือความสงบหรือความสันติพร้อมกับมลาอิกะฮฺที่ลงมา เพราะการอ่านอัลกุรอาน” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยบุคอรี 5011 และมุสลิม เลขที่ 795)
3. ใช้อ่านเมื่อเจอดัจญาล
ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “มัน (ดัจญาล) เป็นคนหนุ่มรูปร่างไม่สูง ตาถลนออกมานอกเบ้า และเขาเหมือนกับอับดุล อุซซา บินเกาะฏ็อน ใครก็ตามที่พบมันต้องอ่านอายะฮฺตอนต้นของซูเราะฮฺอัลกะฮฺฟี่ (ซูเราะฮฺที่ 18) ใส่มัน มันจะปรากฏตัวขึ้นมาระหว่างอิรักและซีเรีย และจะแพร่ความเสียหายทั้งทางซ้ายและขวา โอ้บ่าวของอัลลอฮฺ จงยึดความศรัทธาของพวกท่านไว้ให้มั่น” (ส่วนหนึ่งจากหะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 2137)
4. เตรียมตัวก่อนถึงวันกิยามะฮฺ ซึ่งจะเกิดวันศุกร์
ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “อัลลอฮฺได้ทรงสร้างโลกในวันเสาร์ สร้างภูเขาในวันอาทิตย์ สร้างต้นในวันจันทร์ สร้างสิ่งน่ารังเกียจในวันอังคาร สร้างแสงสว่างในวันพุธ สร้างสัตว์ทั้งหลายในวันพฤหัส และอาดัมถูกสร้างในตอนเย็นของวันศุกร์ ในฐานะเป็นหนึ่งของการสร้างสุดท้าย สร้างวันอวสานของวันศุกร์ระหว่างตอนเย็นและตอนค่ำ” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 2789)
- - -
อายะห์เตือนใจ (ตัฟซีรโดย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับประเทศไทย)
1. ชาวถ้ำ หลับนาน 309 ปี
เรื่องชาวถ้ำคงมั่นในอีมาน อัลลอฮฺให้หลับในถ้ำนาน 309 ปี (อายะฮฺที่ 10-11, 13-14, 16, 25)
– "จงรำลึกขณะที่พวกชายหนุ่มหลบเข้าไปในถ้ำแล้วพวกเขากล่าวว่า “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าของเรา ขอพระองค์ทรงโปรดประทานความเมตตาจากพระองค์แก่เรา และทรงทำให้การงานของเราอยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง”
– แล้วเราได้อุดหูพวกเขา (ให้นอนหลับ) ในถ้ำ เป็นเวลาหลายปี
– เราจะเล่าเรื่องราวของพวกเขาแก่เจ้าตามความเป็นจริง แท้จริงพวกเขาเป็นชายหนุ่มที่ศรัทธาต่อพระเจ้าของพวกเขา และเราได้เพิ่มแนวทางที่ถูกต้องให้แก่พวกเขา
– และเราได้ให้ความเข้มแข็งแก่หัวใจของพวกเขา ขณะที่พวกเขายืนขึ้นประกาศว่า “พระเจ้าของเราคือพระเจ้าแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินเราจะไม่วิงวอนพระเจ้าอื่น จากพระองค์ มิเช่นนั้นเราก็กล่าวเกินความจริงอย่างแน่นอน
– และเมื่อพวกเจ้าปลีกตัวออกห่างจากพวกเขา และสิ่งที่พวกเขาเคารพบูชาอื่นจากอัลลอฮฺแล้ว ดังนั้นพวกเจ้าก็จงหลบเข้าไปในถ้ำ พระผู้เป็นเจ้าของพวกเจ้าจะทรงแผ่ความเมตตาของพระองค์แก่พวกเจ้า และจะทรงทำให้กิจการของพวกเจ้าดำเนินไปอย่างสะดวกสบาย
– และพวกเขาพำนักอยู่ในถ้ำของพวกเขาสามร้อยปี และเพิ่มอีกเก้าปี"
2. อย่ากล่าวว่าจะทำพรุ่งนี้ โดยไม่มี “อินชาอัลลอฮฺ” (อายะฮฺที่ 23-24)
– "และเจ้าอย่ากล่าวเกี่ยวกับสิ่งใดว่า “แท้จริงฉันจะเป็นผู้ทำสิ่งนั้นในวันพรุ่งนี้”
– เว้นแต่อัลลอฮฺทรงประสงค์"
3. ชาวสวนกับเพื่อน
เรื่องชาวสวนหลงดุนยา และคำเตือนของเพื่อน (อายะฮฺที่ 32, 35, 37, 42)
– "และจงเปรียบเทียบอุทาหรณ์หนึ่งแก่พวกเขา คือชายสองคน เราได้ให้สวนองุ่นสองแห่งแก่คนหนึ่งในสองคน และเราได้ล้อมสวนทั้งสองไว้ด้วยต้นอินทผลัม และเราได้ทำให้มีพืชพันธุ์ระหว่างสวนทั้งสองด้วย
– เขาได้เข้าไปในสวนของเขาโดยที่เขาเป็นผู้อธรรมแก่ตัวเขาเอง เขากล่าวว่า “ฉันไม่คิดว่าสวนนี้จะพินาศไปได้เลย”
– “และฉันไม่คิดว่าวันอวสานของโลกจะมีขึ้น และหากว่าฉันจะถูกกลับไปยังพระผู้เป็นเจ้าของฉัน แน่นอน ฉันจะพบที่กลับที่ดียิ่งขึ้นกว่านี้”
– เพื่อนของเขากล่าวแก่เขาขณะที่กำลังโต้เถียงกันอยู่ว่า “ท่านเนรคุณต่อพระผู้สร้างท่านจากดิน แล้วจากเชื้ออสุจิ แล้วพระองค์ทรงทำให้ท่านเป็นคนโดยสมบูรณ์ กระนั้นหรือ?”
– และผลิตผลของเขาถูกทำลายหมด แล้วเขาก็ประกบฝ่ามือทั้งสองด้วยความเสียใจต่อสิ่งที่เขาก็ประกบฝ่ามือทั้งสองด้วยความเสียใจต่อสิ่งที่เขาได้จับจ่ายไป และมันพังพาบลงมา และเขากล่าวว่า “โอ้ ! หากฉันไม่เอาผู้ใดมาตั้งภาคีกับพระผู้เป็นเจ้าของฉัน”
4. ห่างไกลจากการรำลึกถึงอัลลอฮฺ เสี่ยงถูกปิดใจ ไม่เข้าใจศาสนา (อายะฮฺที่ 57)
– "และผู้ใดจะอธรรมยิ่งไปกว่าผู้ที่ถูกตักเตือนให้รำลึก ด้วยโองการทั้งหลายของพระผู้เป็นเจ้าของเขา แล้วเขาก็หันหลังห่างออกไป แล้วลืมสิ่งที่มือทั้งสองของเขาประกอบไว้ แท้จริงเราได้ทำฝาปิดบนหัวใจของพวกเขา ในการที่พวกเขาจะเข้าใจมัน และในหูของพวกเขานั้นหนวก และถ้าเจ้าเรียกร้องพวกเขาไปสู่แนวทางที่ถูกต้อง พวกเขาจะก็ไม่อยู่ในแนวทางที่ถูกต้องนั้นเลย"
5. การเดินทางของนบีมูซา คนใช้ลืมเรื่องปลา การลืมมาจากชัยฏอน (อายะฮฺที่ 60-63)
– "และจงรำลึกเมื่อมูซาได้กล่าวแก่คนใช้หนุ่ม (ยูชะอฺ อิบนฺนูน) ของเขาว่า “ฉันจะยังคงเดินต่อไปจนกว่าจะบรรลุสู่ชุมทางแห่งสองทะเลหรือฉันจะคงเดินต่อไปอีกหลายปี”
– ดังนั้น เมื่อทั้งสองถึงชุมทางระหว่างสองทะเลแล้ว ทั้งสองลืมปลาของเขา ดังนั้นมันจึงหาวิธีของมันลงทะเลไปตามทาง
– ครั้นเมื่อทั้งสองเดินเลยต่อไปอีก เขาได้กล่าวแก่คนใช้หนุ่มของเขาว่า “จงนำอาหารกลางวันของเราออกมา โดยแน่นอน เราได้รับความลำบากจากการเดินทางของเรานี้”
– เขากล่าวว่า “ท่านมิเห็นดอกหรือ เมื่อเราพักอยู่ที่ก้อนหิน แท้จริงฉันลืมที่จะพูดถึงเรื่องปลาและไม่มีผู้ใดที่ทำให้ฉันลืมกล่าวถึงมันนอกจากชัยฏอน และมันก็หาทางลงทะเลไปอย่างน่าประหลาดแท้ๆ”
6. นบีมูซาพบเคาะฎิร
เคาะฎิรคือผู้ที่พระองค์ทรงให้ความรู้ เขาทำในสิ่งที่นบีมูซา ยากจะเข้าใจ หากไม่เข้าใจ ยากที่จะอดทน (อายะฮฺที่ 65-71, 74, 77-82)
– "แล้วทั้งสองได้พบบ่าวคนหนึ่งจากปวงบ่าวของเรา (ตัฟซีร: ทั้งสองได้พบกับเคาะฎิร อะลัยฮิสสลาม ที่โขดหินแห่งหนึ่ง ซึ่งปลาได้หายตัวไป ตามรายงานซึ่งมีหลักฐานจากอัลกุรอานและซุนนะฮฺยืนยันว่า เคาะฎิร อะลัยฮิสสลามเป็นนบีท่านหนึ่ง ซึ่งในอายะฮฺได้ใช้สำนวนว่าเป็นบ่าวคนหนึ่งในปวงบ่าวของพระองค์โดยสำนวนนี้อัลลอฮฺ ตะอาลา เคยใช้กับบรรดานบี) ที่เราได้ประทานความเมตตาจากเราให้แก่เขา และเราได้สอนความรู้จากเราให้แก่เขา
– มูซาได้กล่าวแก่เขาว่า “จะให้ฉันติดตามท่านไปได้ไหม? โดยท่านจะต้องสอนฉันจากสิ่งที่ท่านได้เคยเรียนรู้มา ตามแนวทางที่เที่ยงตรง”
– เขากล่าวว่า “แท้จริง ท่านจะไม่สามารถมีความอดทนร่วมกันฉันได้” (ตัฟซีร: อิบนฺอับบาสอธิบายว่า ท่านจะอดทนไม่ได้ต่อการกระทำของฉัน เพราะฉันรู้ในสิ่งเร้นลับบางอย่างของพระเจ้าของฉัน”
– “และท่านจะอดทนอย่างได้อย่างไร ในสิ่งที่ท่านไม่มีความรู้อย่างละเอียดลออ?” (ตัฟซีร: คือท่านจะอดทนได้อย่างไร ในสิ่งที่โดยเปิดเผยแล้วท่านยอมรับไม่ได้ และท่านก็ไม่รู้ในสิ่งที่ถูกปกปิดไว้)
– เขากล่าวว่า “หากอัลลอฮฺทรงประสงค์ท่านจะพบฉันเป็นผู้อดทน และฉันจะไม่ฝ่าฝืนคำสั่งของท่าน”
– เขากล่าวว่า “ดังนั้น ถ้าท่านติดตามฉันก็อย่าได้ถามฉันถึงสิ่งใด จนกว่าฉันจะเล่าเรื่องนั้นแก่ท่าน”
– ดังนั้นทั้งสองจึงออกเดินทาง จนกระทั่งเมื่อทั้งสองลงเรือเขา(เคาะฏิร) จึงเจาะรูมัน เขา(มูซา) กล่าวว่า “ท่านเจาะรูมันเพื่อให้ผู้ที่อยู่ในเรือจมน้ำกระนั้นหรือ? โดยแน่นอนท่านได้นำมาซึ่งสิ่งที่อันตรายยิ่ง”
– เขาทั้งสองจึงออกเดินทางต่อไปจนกระทั่งเมื่อทั้งสองพบเด็กคนหนึ่ง เขา(เคาะฏิร)จึงฆ่าเด็กคนนั้น เขา(มูซา)กล่าวว่า “ท่านฆ่าชีวิตบริสุทธิ์โดยมิได้ทำผิดต่อชีวิตอื่นกระนั้นหรือ? โดยแน่นอน ท่านทำสิ่งที่ร้ายแรงยิ่ง”
– ดังนั้นทั้งสองจึงออกเดินทางต่อไป จนกระทั่งเมื่อทั้งสองพบชาวเมืองหนึ่ง ทั้งสองได้ขออาหารจากชาวเมืองนั้น แต่พวกเขาปฏิเสธที่จะต้อนรับเขาทั้งสองต่อมาเขาทั้งสองได้พบกำแพงแห่งหนึ่งกำลังจะพังลงมาแล้วเขาก็ทำให้มันตรง เขา(มูซา)กล่าวว่า “ถ้าท่านประสงค์ แน่นอนท่านจะเอาค่าแรงตอบแทนสำหรับมันได้”
– เขากล่าวว่า “นี่คือการแยกกันระหว่างฉันกับท่าน ฉันจะบอกท่านถึงความหมายที่ท่านไม่สามารถมีความอดทนในสิ่งนั้นๆ ได้”
– “ส่วนหนึ่งของเรือเดินทะเลนั้น มันเป็นของพวกผู้ขัดสนทำงานอยู่ในทะเล ฉันตั้งใจจะทำให้มันมีตำหนิ เพราะเบื้องหลังพวกเขานั้นมีกษัตริย์องค์หนึ่งคอยยึดเรือดี ๆ ทุกลำโดยใช้อำนาจ
– “และส่วนเรื่องของเด็กนั้นก็คือ พ่อแม่ของเขาเป็นผู้ศรัทธา เรากลัวว่า เขาจะเคี่ยวเข็ญให้ทั้งสองตกอยู่ในการละเมิดและปฏิเสธศรัทธา”
– “ดังนั้นเราปรารถนา(ฆ่าเขาโดยหวัง) ว่าพระผู้เป็นเจ้าของทั้งสองจะทรงเปลี่ยนลูกที่ดีกว่าให้แก่ทั้งสอง มีความบริสุทธิ์กว่าและใกล้ชิดต่อความเมตตา(แก่ทั้งสอง)
– “และส่วนเรื่องของกำแพงนั้น มันเป็นของเด็กผู้ชายกำพร้าสองคนที่อยู่ในเมือง และใต้กำแพงนั้นมีขุมทรัพย์ของเขาทั้งสอง และพ่อของเด็กทั้งสองก็เป็นคนดี ดังนั้น พระผู้เป็นเจ้าของท่านทรงประสงค์ที่จะให้เด็กทั้งสองบรรลุสู่ความเป็นผู้ใหญ่และจะให้เด็กทั้งสองเอาขุมทรัพย์ของทั้งสองออกมาเอง เป็นความเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้าของท่าน และฉันมิได้ทำสิ่งนั้นตามความพอใจของฉัน นั่นคือความหมายที่ท่านไม่สามารถมีความอดทนในสิ่งนั้นๆ ได้”
7. ซุลก็อรนัยน์ ก่อกำแพงกั้นยะอ์ญูจ มะอ์ญูจ จะออกมาก่อนวันกิยามะฮฺ (อายะฮฺที่ 83-84, 92-98)
– "และพวกเขาถามเจ้าเกี่ยวกับซุลก็อรนัยน์ จงกล่าวเถิด “ฉันจะเล่าเรื่องของเขาแก่พวกท่าน”
– แท้จริงเราได้ให้อำนาจแก่เขาในแผ่นดิน และเราให้เขาทุกสิ่งที่เขาต้องการ
– แล้วเขาได้มุ่งไปอีกทางหนึ่ง(ไปทางเหนือ)
– จนกระทั่งเมื่อเขาไปถึงบริเวณหว่างภูผาทั้งสอง เขาได้พบชนกลุ่มหนึ่งที่เชิงภูผาทั้งสองนั้นซึ่งพวกเขาเกือบจะไม่เข้าใจคำพูดกันเลย
– พวกเขากล่าวว่า “โอ้ซุลก็อรนัยน์ แท้จริงยะอ์ญูจและมะอ์ญูจนั้นเป็นผู้บ่อนทำลายในแผ่นดินนี้ ดังนั้น เราขอมอบบรรณาการแก่ท่าน เพื่อท่านจะได้สร้างกำแพงกั้นระหว่างพวกเรากับพวกเขา”
– เขากล่าวว่า “สิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าของฉันได้ให้อำนาจแก่ฉันดียิ่งกว่า ดังนั้นพวกท่านจงช่วยฉันด้วยกำลัง ฉันจะสร้างกำแพงแน่นหนากั้นระหว่างพวกท่านกับพวกเขา”
– “พวกท่านจงเอาเหล็กท่อนโตๆ มาให้ฉัน” จนกระทั่งเมื่อเขาทำให้บริเวณภูผาทั้งสองราบเรียบเขาก็กล่าวว่า “จงเป่ามันด้วยเครื่องเป่าลม” จนกระทั่งเมื่อเขาทำให้มันร้อนเป็นไฟ เขากล่าวว่า “ปล่อยให้ฉันเททองแดงหลอมลงไปบนมัน” (ตัฟซีร: เขาใช้ให้ชาวบ้านนำเหล็กท่อนโตๆ มาวางเรียงเป็นกองพะเนินสูง แล้วจุดไฟเผาเหล็กจนร้อนแดง หลังจากนั้นให้เอาทองแดงหลอมเทราดลงบนเหล็ก แล้วมันจะแข็งกล้า ในสมัยปัจจุบันก็ได้ค้นพบว่า การผสมทองแดงส่วนหนึ่งเข้ากับธาตุเหล็ก จะทำให้เหล็กมีความแข็งกล้าและทนทาน”
– ดังนั้น พวกเขา (ยะอ์ญูจและมะอ์ญูจ)ไม่สามารถจะข้ามมันได้ และไม่สามารถจะขุดโพรงผ่านมาได้ (ตัฟซีร: ด้วยการทำประตูเหล็กดังกล่าว พวกบ่อนทำลายคือ ยะอฺญูจและมะอฺญูจจึงไม่สามารถจะปีนป่ายข้ามไปได้เพราะความสูงและความลื่นเป็นมันของเหล็ก ในเวลาเดียวกันก็ไม่สามารถจะขุดเจาะประตูเหล็กได้ เพราะความแข็งกล้าของเหล็กนั่นเอง)
– เขากล่าวว่า “นี่คือความเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้าของฉัน ดังนั้น เมื่อสัญญาของพระผู้เป็นเจ้าของฉันมาถึง (ตัฟซีร: คือเมื่อยะอฺญูจและมะอฺญูจออกมา นั่นคือสัญญาณแห่งวันใกล้กิยามะฮฺจะเกิดขึ้น และประตูเหล็กที่ซุลก็อรนัยน์ได้ทำไว้นั้นก็จะพังราบเรียบ) พระองค์จะทรงทำให้มันพังทลาย และสัญญาของพระผู้เป็นเจ้าของฉันนั้นเป็นจริงเสมอ”
วัลลอฮุอะอฺลัม
4 ข้อ ด้านล่าง