สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 3
เวเนซุเอลาไม่ได้ "บุก" โดยตรง แต่กำลังข่มขู่เพื่อนบ้านอย่าง กายอานา เพื่ออ้างสิทธิ์ในดินแดน "เอสเซกิโบ" ซึ่งมีขนาดใหญ่ถึง 2 ใน 3 ของประเทศกายอานา
สาเหตุหลักคือ:
* น้ำมันมหาศาล: มีการค้นพบแหล่งน้ำมันสำรองขนาดใหญ่ในพื้นที่พิพาท ทำให้เวเนซุเอลาที่เศรษฐกิจกำลังพังทลาย ต้องการครอบครองทรัพยากรนี้
* การเมืองภายใน: รัฐบาลเวเนซุเอลาใช้ประเด็นนี้ปลุกกระแสชาตินิยม เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศ
* ข้ออ้างทางประวัติศาสตร์: เวเนซุเอลาอ้างว่าดินแดนนี้เป็นของตนมาตั้งแต่ยุคอาณานิคมและไม่ยอมรับเส้นเขตแดนในปัจจุบัน
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ไขปมขัดแย้ง: ทำไมเวเนซุเอลาถึงแสดงท่าทีรุกรานกายอานา เพื่อนบ้าน
สถานการณ์ที่ว่าเวเนซุเอลาพยายาม "บุก" เพื่อนบ้านนั้น แท้จริงแล้วคือความขัดแย้งเรื่องดินแดนกับประเทศกายอานา (Guyana) ที่ทวีความตึงเครียดขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีมานี้ โดยมีชนวนเหตุสำคัญจากการอ้างสิทธิ์เหนือดินแดน "เอสเซกิโบ" (Essequibo) อันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ำมันมหาศาลที่เพิ่งถูกค้นพบ
ประเด็นนี้ไม่ใช่ความขัดแย้งใหม่ แต่เป็นข้อพิพาทที่หยั่งรากลึกมานานกว่าศตวรรษ อย่างไรก็ตาม การกระทำของรัฐบาลเวเนซุเอลาภายใต้การนำของประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ในช่วงที่ผ่านมาได้ยกระดับความขัดแย้งไปสู่จุดที่น่ากังวลว่าจะเกิดการปะทะด้วยกำลัง
เหตุผลเบื้องหลังท่าทีแข็งกร้าวของเวเนซุเอลาสามารถสรุปได้ดังนี้:
1. การอ้างสิทธิ์ทางประวัติศาสตร์ที่มีมาอย่างยาวนาน
เวเนซุเอลาอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนเอสเซกิโบ ซึ่งมีขนาดใหญ่ถึง 160,000 ตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็น 2 ใน 3 ของพื้นที่ประเทศกายอานาทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่าดินแดนนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของตนมาตั้งแต่สมัยยุคอาณานิคมสเปน เวเนซุเอลาไม่เคยยอมรับคำตัดสินของคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศในปี 1899 ที่ปักปันเขตแดนให้ดินแดนส่วนใหญ่นี้อยู่ภายใต้การปกครองของบริติชกีอานา (ซึ่งต่อมาคือกายอานา) โดยอ้างว่าคำตัดสินดังกล่าวไม่ยุติธรรมและมีกระบวนการที่ไม่โปร่งใส
2. ขุมทรัพย์น้ำมันมหาศาล
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ความขัดแย้งปะทุขึ้นอีกครั้ง คือการที่บริษัท ExxonMobil ค้นพบแหล่งน้ำมันสำรองปริมาณมหาศาลนอกชายฝั่งของกายอานาในปี 2015 ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตที่เวเนซุเอลาอ้างสิทธิ์ การค้นพบนี้พลิกโฉมให้กายอานากลายเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเร็วที่สุดในโลก และมีศักยภาพที่จะเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ สำหรับเวเนซุเอลาซึ่งเศรษฐกิจกำลังพังทลายแม้จะมีแหล่งน้ำมันสำรองในประเทศมากที่สุดในโลก การได้ครอบครองแหล่งน้ำมันในเอสเซกิโบจึงเป็นเป้าหมายที่เย้ายวนอย่างยิ่ง
3. การเมืองภายในประเทศของเวเนซุเอลา
นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า ประธานาธิบดีมาดูโรใช้ประเด็นข้อพิพาทเรื่องดินแดนเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรง การว่างงาน และความไม่พอใจต่อรัฐบาล การปลุกกระแสชาตินิยมและสร้างศัตรูร่วมภายนอกเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยสร้างความชอบธรรมและรวบรวมเสียงสนับสนุนให้กับรัฐบาลก่อนการเลือกตั้ง
ในช่วงปลายปี 2023 รัฐบาลเวเนซุเอลาได้จัดการลงประชามติเพื่อถามความเห็นประชาชนในการผนวกดินแดนเอสเซกิโบเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ และได้รับเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้น แม้ว่านานาชาติและศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) จะไม่ยอมรับผลการลงประชามติดังกล่าว แต่รัฐบาลมาดูโรก็ได้เดินหน้าออกแผนที่ใหม่ที่รวมเอาเอสเซกิโบเป็นรัฐหนึ่งของเวเนซุเอลา พร้อมทั้งมีการเคลื่อนไหวกำลังทหารใกล้ชายแดน
ท่าทีของนานาชาติ
กายอานาได้นำเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เพื่อหาข้อยุติอย่างสันติและยืนยันสิทธิ์อันชอบธรรมของตน ขณะเดียวกันก็ได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่ได้จัดการซ้อมรบร่วมกับกองทัพกายอานาเพื่อเป็นการแสดงจุดยืนสนับสนุนอธิปไตยของกายอานา เช่นเดียวกับสหราชอาณาจักรและกลุ่มประเทศในแคริบเบียนที่แสดงความกังวลต่อท่าทีของเวเนซุเอลา
โดยสรุป แม้จะยังไม่มีการ "บุก" อย่างเต็มรูปแบบ แต่การกระทำของเวเนซุเอลา ทั้งการลงประชามติ การประกาศผนวกดินแดน และการแสดงแสนยานุภาพทางทหารบริเวณชายแดน ถือเป็นท่าทีที่รุกรานและคุกคามอธิปไตยของกายอานาอย่างชัดเจน โดยมีแรงจูงใจสำคัญจากผลประโยชน์ด้านพลังงานมหาศาลและการเมืองภายในประเทศเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก
โดยสรุป ทั้งเวเนซุเอลาและกัมพูชา ไม่ใช่ประเทศประชาธิปไตย แต่เป็น "ระบอบอำนาจนิยม" เหมือนกันตามมาตรฐานสากล
ทั้งสองประเทศมีการเลือกตั้งที่ไม่เสรีและไม่ยุติธรรม โดยรัฐบาลจะใช้วิธีการต่างๆ เพื่อกำจัดคู่แข่งทางการเมืองที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการ ตัดสิทธิ์และปราบปรามฝ่ายค้าน (เวเนซุเอลา) หรือ ยุบพรรคฝ่ายค้าน (กัมพูชา) เพื่อให้พรรคของตนชนะอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ รัฐบาลของทั้งสองประเทศยังควบคุมอำนาจศาลและกองทัพอย่างเบ็ดเสร็จ มีปัญหาคอร์รัปชันรุนแรง และมีการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างกว้างขวาง ทั้งเสรีภาพสื่อและการแสดงออก
ข้อแตกต่างสำคัญ คือ เวเนซุเอลามีความขัดแย้งที่เปิดเผยและรุนแรงกว่าระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน ในขณะที่กัมพูชามีลักษณะเป็นรัฐพรรคเดียวที่ควบคุมทุกอย่างได้อย่างเบ็ดเสร็จมากกว่า
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้เปรียบเทียบประชาธิปไตย: เวเนซุเอลา vs. กัมพูชา (สถานการณ์ ณ ปี 2024-2025)
เมื่อเปรียบเทียบ "ประชาธิปไตย" ในเวเนซุเอลาและกัมพูชา จะพบว่าทั้งสองประเทศไม่ได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศประชาธิปไตยตามมาตรฐานสากล แต่ถูกจัดอยู่ใน "ระบอบอำนาจนิยม" (Authoritarian Regime) ที่มีการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจไว้ที่กลุ่มผู้มีอำนาจกลุ่มเดียว แม้ทั้งสองจะยังคงรักษากลไกบางอย่างของระบอบประชาธิปไตยไว้ เช่น การจัดให้มีการเลือกตั้ง แต่เนื้อแท้ของกระบวนการกลับไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย
จากการประเมินโดยองค์กรสากลอย่าง Freedom House ในรายงานปี 2025 (ครอบคลุมเหตุการณ์ปี 2024) และ Economist Intelligence Unit (EIU) Democracy Index ทั้งสองประเทศได้คะแนนในระดับที่ต่ำมาก สะท้อนถึงการขาดเสรีภาพทางการเมืองและสิทธิพลเมืองอย่างรุนแรง
ภาพรวมของทั้งสองประเทศ:
* เวเนซุเอลา: ปกครองภายใต้ระบอบอำนาจนิยมสังคมนิยม นำโดยประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร จากพรรคสังคมนิยม ในรายงาน Freedom House 2025 ได้คะแนนเพียง 13/100 (ไม่เสรี - Not Free) และถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 142 จาก 167 ประเทศใน EIU Democracy Index 2023 ซึ่งอยู่ในหมวด "ระบอบอำนาจนิยม"
* กัมพูชา: ปกครองภายใต้ระบอบอำนาจนิยมที่ผูกขาดโดยพรรคเดียว (De facto) นำโดยนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต จากพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ในรายงาน Freedom House 2025 ได้คะแนน 23/100 (ไม่เสรี - Not Free) และถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 121 จาก 167 ประเทศใน EIU Democracy Index 2023 ซึ่งอยู่ในหมวด "ระบอบอำนาจนิยม" เช่นกัน
การวิเคราะห์เปรียบเทียบใน 4 มิติหลัก
1. กระบวนการเลือกตั้งและพหุนิยมทางการเมือง (Electoral Process & Pluralism)
ทั้งสองประเทศล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในมิตินี้ แม้จะมีการเลือกตั้ง แต่ก็เป็นเพียงการจัดฉากที่ปราศจากการแข่งขันที่แท้จริง
* เวเนซุเอลา: การเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2024 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน รัฐบาลได้ใช้กระบวนการทางกฎหมาย ตัดสิทธิ์คู่แข่งคนสำคัญของฝ่ายค้าน (มาเรีย โครินา มาชาโด) ไม่ให้ลงสมัคร และแม้ฝ่ายค้านจะส่งตัวแทนคนใหม่ (เอดมุนโด กอนซาเลซ) ซึ่งผลการนับคะแนนของฝ่ายค้านชี้ว่าชนะอย่างถล่มทลาย แต่คณะกรรมการการเลือกตั้งที่ควบคุมโดยรัฐบาลกลับประกาศให้มาดูโรเป็นผู้ชนะ ท่ามกลางการประณามจากนานาชาติ การคุกคามและจับกุมฝ่ายค้านเป็นเรื่องปกติ
* กัมพูชา: สถานการณ์ไม่ต่างกัน แต่มาในรูปแบบของการ ผูกขาดโดยพรรคเดียว รัฐบาลพรรค CPP ของสมเด็จฮุน เซน (และต่อมาคือ ฮุน มาเนต) ได้ใช้ศาลและกฎหมายในการ ยุบพรรคสงเคราะห์ชาติ (CNRP) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักในปี 2017 และล่าสุดได้ตัดสิทธิ์ พรรคแสงเทียน (Candlelight Party) ไม่ให้ลงแข่งขันในการเลือกตั้งปี 2023 ทำให้พรรค CPP ชนะการเลือกตั้งแบบไร้คู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อ การสืบทอดอำนาจจากพ่อสู่ลูก (ฮุน เซน สู่ ฮุน มาเนต) ยิ่งตอกย้ำถึงการไม่มีพหุนิยมทางการเมือง
บทสรุป: เวเนซุเอลามีการเผชิญหน้าระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านที่ชัดเจนแต่ถูกกดปราบอย่างหนัก ขณะที่กัมพูชาใช้วิธีทำลายล้างฝ่ายค้านให้สิ้นซากเพื่อสร้างระบบที่ดูเหมือนมีเสถียรภาพแต่ไร้การแข่งขัน
2. การทำงานของรัฐบาล (Functioning of Government)
อำนาจในทั้งสองประเทศรวมศูนย์อยู่ที่ฝ่ายบริหารอย่างเบ็ดเสร็จ กลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ เช่น รัฐสภาและฝ่ายตุลาการ ไม่สามารถทำงานได้อย่างอิสระ
* เวเนซุเอลา: รัฐบาลมาดูโรควบคุมฝ่ายตุลาการและกองทัพอย่างสมบูรณ์ ศาลสูงสุดมักมีคำตัดสินที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลเสมอ ปัญหาคอร์รัปชันรุนแรงมาก โดยเฉพาะในภาครัฐและอุตสาหกรรมน้ำมัน และมีการใช้กองทัพเข้ามามีบทบาทในการบริหารประเทศและควบคุมเศรษฐกิจ
* กัมพูชา: พรรค CPP ได้แทรกซึมและควบคุมทุกสถาบันของรัฐ ศาลถูกวิจารณ์ว่ารับใช้พรรคมากกว่าความยุติธรรม ระบบอุปถัมภ์และการคอร์รัปชันฝังรากลึกในระบบราชการและธุรกิจ โดยมีเครือข่ายของตระกูลผู้ปกครองเป็นศูนย์กลาง
บทสรุป: ทั้งสองประเทศมีปัญหาการใช้อำนาจรัฐเพื่อพวกพ้องและขาดความโปร่งใสอย่างรุนแรง ฝ่ายตุลาการไม่เป็นอิสระและเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ
3. การมีส่วนร่วมทางการเมือง (Political Participation)
แม้ประชาชนจะยังมีความตื่นตัว แต่การมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างมีความหมายนั้นถูกปิดกั้นอย่างเป็นระบบ
* เวเนซุเอลา: ประชาชนยังคงออกมาประท้วงต่อต้านรัฐบาลเป็นระยะๆ แม้จะเสี่ยงต่อการถูกปราบปรามอย่างรุนแรง แต่การมีส่วนร่วมผ่านช่องทางปกตินั้นแทบเป็นไปไม่ได้เนื่องจากรัฐควบคุมทุกอย่าง
* กัมพูชา: การมีส่วนร่วมทางการเมืองถูกจำกัดอย่างเข้มงวด การชุมนุมประท้วงทำได้ยาก และมักถูกสลายอย่างรวดเร็ว ประชาชนถูกทำให้กลัวที่จะแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างจากรัฐบาล
บทสรุป: พื้นที่สำหรับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในทั้งสองประเทศนั้นน้อยมาก และเต็มไปด้วยความเสี่ยง
4. สิทธิพลเมือง (Civil Liberties)
สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน เช่น เสรีภาพในการแสดงออก สื่อ และการชุมนุม ถูกละเมิดอย่างกว้างขวาง
* เวเนซุเอลา: รัฐบาลควบคุมสื่ออย่างเข้มงวด สื่ออิสระถูกปิด นักข่าวและนักกิจกรรมถูกจับกุม มีรายงานการจับกุมคุมขังตามอำเภอใจ การทรมาน และการสังหารนอกกฎหมายโดยกองกำลังความมั่นคง
* กัมพูชา: สื่ออิสระแทบไม่เหลืออยู่ ถูกรัฐบาลสั่งปิดหรือเทคโอเวอร์ นักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมมักถูกตั้งข้อหาและดำเนินคดีเพื่อปิดปาก การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและสถาบันกษัตริย์ถือเป็นสิ่งต้องห้าม
บทสรุป: ประชาชนในทั้งสองประเทศไม่มีเสรีภาพในการแสดงออกอย่างแท้จริง และต้องอยู่อย่างหวาดระแวงต่ออำนาจรัฐ
สรุปเปรียบเทียบ
แม้ทั้งเวเนซุเอลาและกัมพูชาจะเป็น "ระบอบอำนาจนิยม" เหมือนกัน แต่ก็มีความแตกต่างในรายละเอียด เวเนซุเอลามีลักษณะของรัฐที่ล้มเหลว (Failed State) มากกว่า จากวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงและการเผชิญหน้าที่เปิดเผยระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านที่ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ ในขณะที่ กัมพูชามีลักษณะของรัฐพรรคเดียวที่ควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จ (Consolidated Single-Party State) ซึ่งสามารถกำจัดคู่แข่งทางการเมืองได้อย่างราบคาบและสร้างภาพลักษณ์ของเสถียรภาพภายนอกได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม ในแง่ของ "ประชาธิปไตย" และการเคารพสิทธิของประชาชน ทั้งสองประเทศล้วนอยู่ในจุดที่ตกต่ำที่สุดไม่ต่างกัน
สาเหตุหลักคือ:
* น้ำมันมหาศาล: มีการค้นพบแหล่งน้ำมันสำรองขนาดใหญ่ในพื้นที่พิพาท ทำให้เวเนซุเอลาที่เศรษฐกิจกำลังพังทลาย ต้องการครอบครองทรัพยากรนี้
* การเมืองภายใน: รัฐบาลเวเนซุเอลาใช้ประเด็นนี้ปลุกกระแสชาตินิยม เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศ
* ข้ออ้างทางประวัติศาสตร์: เวเนซุเอลาอ้างว่าดินแดนนี้เป็นของตนมาตั้งแต่ยุคอาณานิคมและไม่ยอมรับเส้นเขตแดนในปัจจุบัน
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ไขปมขัดแย้ง: ทำไมเวเนซุเอลาถึงแสดงท่าทีรุกรานกายอานา เพื่อนบ้าน
สถานการณ์ที่ว่าเวเนซุเอลาพยายาม "บุก" เพื่อนบ้านนั้น แท้จริงแล้วคือความขัดแย้งเรื่องดินแดนกับประเทศกายอานา (Guyana) ที่ทวีความตึงเครียดขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีมานี้ โดยมีชนวนเหตุสำคัญจากการอ้างสิทธิ์เหนือดินแดน "เอสเซกิโบ" (Essequibo) อันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ำมันมหาศาลที่เพิ่งถูกค้นพบ
ประเด็นนี้ไม่ใช่ความขัดแย้งใหม่ แต่เป็นข้อพิพาทที่หยั่งรากลึกมานานกว่าศตวรรษ อย่างไรก็ตาม การกระทำของรัฐบาลเวเนซุเอลาภายใต้การนำของประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ในช่วงที่ผ่านมาได้ยกระดับความขัดแย้งไปสู่จุดที่น่ากังวลว่าจะเกิดการปะทะด้วยกำลัง
เหตุผลเบื้องหลังท่าทีแข็งกร้าวของเวเนซุเอลาสามารถสรุปได้ดังนี้:
1. การอ้างสิทธิ์ทางประวัติศาสตร์ที่มีมาอย่างยาวนาน
เวเนซุเอลาอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนเอสเซกิโบ ซึ่งมีขนาดใหญ่ถึง 160,000 ตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็น 2 ใน 3 ของพื้นที่ประเทศกายอานาทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่าดินแดนนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของตนมาตั้งแต่สมัยยุคอาณานิคมสเปน เวเนซุเอลาไม่เคยยอมรับคำตัดสินของคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศในปี 1899 ที่ปักปันเขตแดนให้ดินแดนส่วนใหญ่นี้อยู่ภายใต้การปกครองของบริติชกีอานา (ซึ่งต่อมาคือกายอานา) โดยอ้างว่าคำตัดสินดังกล่าวไม่ยุติธรรมและมีกระบวนการที่ไม่โปร่งใส
2. ขุมทรัพย์น้ำมันมหาศาล
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ความขัดแย้งปะทุขึ้นอีกครั้ง คือการที่บริษัท ExxonMobil ค้นพบแหล่งน้ำมันสำรองปริมาณมหาศาลนอกชายฝั่งของกายอานาในปี 2015 ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตที่เวเนซุเอลาอ้างสิทธิ์ การค้นพบนี้พลิกโฉมให้กายอานากลายเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเร็วที่สุดในโลก และมีศักยภาพที่จะเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ สำหรับเวเนซุเอลาซึ่งเศรษฐกิจกำลังพังทลายแม้จะมีแหล่งน้ำมันสำรองในประเทศมากที่สุดในโลก การได้ครอบครองแหล่งน้ำมันในเอสเซกิโบจึงเป็นเป้าหมายที่เย้ายวนอย่างยิ่ง
3. การเมืองภายในประเทศของเวเนซุเอลา
นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า ประธานาธิบดีมาดูโรใช้ประเด็นข้อพิพาทเรื่องดินแดนเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรง การว่างงาน และความไม่พอใจต่อรัฐบาล การปลุกกระแสชาตินิยมและสร้างศัตรูร่วมภายนอกเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยสร้างความชอบธรรมและรวบรวมเสียงสนับสนุนให้กับรัฐบาลก่อนการเลือกตั้ง
ในช่วงปลายปี 2023 รัฐบาลเวเนซุเอลาได้จัดการลงประชามติเพื่อถามความเห็นประชาชนในการผนวกดินแดนเอสเซกิโบเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ และได้รับเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้น แม้ว่านานาชาติและศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) จะไม่ยอมรับผลการลงประชามติดังกล่าว แต่รัฐบาลมาดูโรก็ได้เดินหน้าออกแผนที่ใหม่ที่รวมเอาเอสเซกิโบเป็นรัฐหนึ่งของเวเนซุเอลา พร้อมทั้งมีการเคลื่อนไหวกำลังทหารใกล้ชายแดน
ท่าทีของนานาชาติ
กายอานาได้นำเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เพื่อหาข้อยุติอย่างสันติและยืนยันสิทธิ์อันชอบธรรมของตน ขณะเดียวกันก็ได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่ได้จัดการซ้อมรบร่วมกับกองทัพกายอานาเพื่อเป็นการแสดงจุดยืนสนับสนุนอธิปไตยของกายอานา เช่นเดียวกับสหราชอาณาจักรและกลุ่มประเทศในแคริบเบียนที่แสดงความกังวลต่อท่าทีของเวเนซุเอลา
โดยสรุป แม้จะยังไม่มีการ "บุก" อย่างเต็มรูปแบบ แต่การกระทำของเวเนซุเอลา ทั้งการลงประชามติ การประกาศผนวกดินแดน และการแสดงแสนยานุภาพทางทหารบริเวณชายแดน ถือเป็นท่าทีที่รุกรานและคุกคามอธิปไตยของกายอานาอย่างชัดเจน โดยมีแรงจูงใจสำคัญจากผลประโยชน์ด้านพลังงานมหาศาลและการเมืองภายในประเทศเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก
โดยสรุป ทั้งเวเนซุเอลาและกัมพูชา ไม่ใช่ประเทศประชาธิปไตย แต่เป็น "ระบอบอำนาจนิยม" เหมือนกันตามมาตรฐานสากล
ทั้งสองประเทศมีการเลือกตั้งที่ไม่เสรีและไม่ยุติธรรม โดยรัฐบาลจะใช้วิธีการต่างๆ เพื่อกำจัดคู่แข่งทางการเมืองที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการ ตัดสิทธิ์และปราบปรามฝ่ายค้าน (เวเนซุเอลา) หรือ ยุบพรรคฝ่ายค้าน (กัมพูชา) เพื่อให้พรรคของตนชนะอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ รัฐบาลของทั้งสองประเทศยังควบคุมอำนาจศาลและกองทัพอย่างเบ็ดเสร็จ มีปัญหาคอร์รัปชันรุนแรง และมีการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างกว้างขวาง ทั้งเสรีภาพสื่อและการแสดงออก
ข้อแตกต่างสำคัญ คือ เวเนซุเอลามีความขัดแย้งที่เปิดเผยและรุนแรงกว่าระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน ในขณะที่กัมพูชามีลักษณะเป็นรัฐพรรคเดียวที่ควบคุมทุกอย่างได้อย่างเบ็ดเสร็จมากกว่า
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้เปรียบเทียบประชาธิปไตย: เวเนซุเอลา vs. กัมพูชา (สถานการณ์ ณ ปี 2024-2025)
เมื่อเปรียบเทียบ "ประชาธิปไตย" ในเวเนซุเอลาและกัมพูชา จะพบว่าทั้งสองประเทศไม่ได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศประชาธิปไตยตามมาตรฐานสากล แต่ถูกจัดอยู่ใน "ระบอบอำนาจนิยม" (Authoritarian Regime) ที่มีการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจไว้ที่กลุ่มผู้มีอำนาจกลุ่มเดียว แม้ทั้งสองจะยังคงรักษากลไกบางอย่างของระบอบประชาธิปไตยไว้ เช่น การจัดให้มีการเลือกตั้ง แต่เนื้อแท้ของกระบวนการกลับไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย
จากการประเมินโดยองค์กรสากลอย่าง Freedom House ในรายงานปี 2025 (ครอบคลุมเหตุการณ์ปี 2024) และ Economist Intelligence Unit (EIU) Democracy Index ทั้งสองประเทศได้คะแนนในระดับที่ต่ำมาก สะท้อนถึงการขาดเสรีภาพทางการเมืองและสิทธิพลเมืองอย่างรุนแรง
ภาพรวมของทั้งสองประเทศ:
* เวเนซุเอลา: ปกครองภายใต้ระบอบอำนาจนิยมสังคมนิยม นำโดยประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร จากพรรคสังคมนิยม ในรายงาน Freedom House 2025 ได้คะแนนเพียง 13/100 (ไม่เสรี - Not Free) และถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 142 จาก 167 ประเทศใน EIU Democracy Index 2023 ซึ่งอยู่ในหมวด "ระบอบอำนาจนิยม"
* กัมพูชา: ปกครองภายใต้ระบอบอำนาจนิยมที่ผูกขาดโดยพรรคเดียว (De facto) นำโดยนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต จากพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ในรายงาน Freedom House 2025 ได้คะแนน 23/100 (ไม่เสรี - Not Free) และถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 121 จาก 167 ประเทศใน EIU Democracy Index 2023 ซึ่งอยู่ในหมวด "ระบอบอำนาจนิยม" เช่นกัน
การวิเคราะห์เปรียบเทียบใน 4 มิติหลัก
1. กระบวนการเลือกตั้งและพหุนิยมทางการเมือง (Electoral Process & Pluralism)
ทั้งสองประเทศล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในมิตินี้ แม้จะมีการเลือกตั้ง แต่ก็เป็นเพียงการจัดฉากที่ปราศจากการแข่งขันที่แท้จริง
* เวเนซุเอลา: การเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2024 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน รัฐบาลได้ใช้กระบวนการทางกฎหมาย ตัดสิทธิ์คู่แข่งคนสำคัญของฝ่ายค้าน (มาเรีย โครินา มาชาโด) ไม่ให้ลงสมัคร และแม้ฝ่ายค้านจะส่งตัวแทนคนใหม่ (เอดมุนโด กอนซาเลซ) ซึ่งผลการนับคะแนนของฝ่ายค้านชี้ว่าชนะอย่างถล่มทลาย แต่คณะกรรมการการเลือกตั้งที่ควบคุมโดยรัฐบาลกลับประกาศให้มาดูโรเป็นผู้ชนะ ท่ามกลางการประณามจากนานาชาติ การคุกคามและจับกุมฝ่ายค้านเป็นเรื่องปกติ
* กัมพูชา: สถานการณ์ไม่ต่างกัน แต่มาในรูปแบบของการ ผูกขาดโดยพรรคเดียว รัฐบาลพรรค CPP ของสมเด็จฮุน เซน (และต่อมาคือ ฮุน มาเนต) ได้ใช้ศาลและกฎหมายในการ ยุบพรรคสงเคราะห์ชาติ (CNRP) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักในปี 2017 และล่าสุดได้ตัดสิทธิ์ พรรคแสงเทียน (Candlelight Party) ไม่ให้ลงแข่งขันในการเลือกตั้งปี 2023 ทำให้พรรค CPP ชนะการเลือกตั้งแบบไร้คู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อ การสืบทอดอำนาจจากพ่อสู่ลูก (ฮุน เซน สู่ ฮุน มาเนต) ยิ่งตอกย้ำถึงการไม่มีพหุนิยมทางการเมือง
บทสรุป: เวเนซุเอลามีการเผชิญหน้าระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านที่ชัดเจนแต่ถูกกดปราบอย่างหนัก ขณะที่กัมพูชาใช้วิธีทำลายล้างฝ่ายค้านให้สิ้นซากเพื่อสร้างระบบที่ดูเหมือนมีเสถียรภาพแต่ไร้การแข่งขัน
2. การทำงานของรัฐบาล (Functioning of Government)
อำนาจในทั้งสองประเทศรวมศูนย์อยู่ที่ฝ่ายบริหารอย่างเบ็ดเสร็จ กลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ เช่น รัฐสภาและฝ่ายตุลาการ ไม่สามารถทำงานได้อย่างอิสระ
* เวเนซุเอลา: รัฐบาลมาดูโรควบคุมฝ่ายตุลาการและกองทัพอย่างสมบูรณ์ ศาลสูงสุดมักมีคำตัดสินที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลเสมอ ปัญหาคอร์รัปชันรุนแรงมาก โดยเฉพาะในภาครัฐและอุตสาหกรรมน้ำมัน และมีการใช้กองทัพเข้ามามีบทบาทในการบริหารประเทศและควบคุมเศรษฐกิจ
* กัมพูชา: พรรค CPP ได้แทรกซึมและควบคุมทุกสถาบันของรัฐ ศาลถูกวิจารณ์ว่ารับใช้พรรคมากกว่าความยุติธรรม ระบบอุปถัมภ์และการคอร์รัปชันฝังรากลึกในระบบราชการและธุรกิจ โดยมีเครือข่ายของตระกูลผู้ปกครองเป็นศูนย์กลาง
บทสรุป: ทั้งสองประเทศมีปัญหาการใช้อำนาจรัฐเพื่อพวกพ้องและขาดความโปร่งใสอย่างรุนแรง ฝ่ายตุลาการไม่เป็นอิสระและเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ
3. การมีส่วนร่วมทางการเมือง (Political Participation)
แม้ประชาชนจะยังมีความตื่นตัว แต่การมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างมีความหมายนั้นถูกปิดกั้นอย่างเป็นระบบ
* เวเนซุเอลา: ประชาชนยังคงออกมาประท้วงต่อต้านรัฐบาลเป็นระยะๆ แม้จะเสี่ยงต่อการถูกปราบปรามอย่างรุนแรง แต่การมีส่วนร่วมผ่านช่องทางปกตินั้นแทบเป็นไปไม่ได้เนื่องจากรัฐควบคุมทุกอย่าง
* กัมพูชา: การมีส่วนร่วมทางการเมืองถูกจำกัดอย่างเข้มงวด การชุมนุมประท้วงทำได้ยาก และมักถูกสลายอย่างรวดเร็ว ประชาชนถูกทำให้กลัวที่จะแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างจากรัฐบาล
บทสรุป: พื้นที่สำหรับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในทั้งสองประเทศนั้นน้อยมาก และเต็มไปด้วยความเสี่ยง
4. สิทธิพลเมือง (Civil Liberties)
สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน เช่น เสรีภาพในการแสดงออก สื่อ และการชุมนุม ถูกละเมิดอย่างกว้างขวาง
* เวเนซุเอลา: รัฐบาลควบคุมสื่ออย่างเข้มงวด สื่ออิสระถูกปิด นักข่าวและนักกิจกรรมถูกจับกุม มีรายงานการจับกุมคุมขังตามอำเภอใจ การทรมาน และการสังหารนอกกฎหมายโดยกองกำลังความมั่นคง
* กัมพูชา: สื่ออิสระแทบไม่เหลืออยู่ ถูกรัฐบาลสั่งปิดหรือเทคโอเวอร์ นักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมมักถูกตั้งข้อหาและดำเนินคดีเพื่อปิดปาก การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและสถาบันกษัตริย์ถือเป็นสิ่งต้องห้าม
บทสรุป: ประชาชนในทั้งสองประเทศไม่มีเสรีภาพในการแสดงออกอย่างแท้จริง และต้องอยู่อย่างหวาดระแวงต่ออำนาจรัฐ
สรุปเปรียบเทียบ
แม้ทั้งเวเนซุเอลาและกัมพูชาจะเป็น "ระบอบอำนาจนิยม" เหมือนกัน แต่ก็มีความแตกต่างในรายละเอียด เวเนซุเอลามีลักษณะของรัฐที่ล้มเหลว (Failed State) มากกว่า จากวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงและการเผชิญหน้าที่เปิดเผยระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านที่ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ ในขณะที่ กัมพูชามีลักษณะของรัฐพรรคเดียวที่ควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จ (Consolidated Single-Party State) ซึ่งสามารถกำจัดคู่แข่งทางการเมืองได้อย่างราบคาบและสร้างภาพลักษณ์ของเสถียรภาพภายนอกได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม ในแง่ของ "ประชาธิปไตย" และการเคารพสิทธิของประชาชน ทั้งสองประเทศล้วนอยู่ในจุดที่ตกต่ำที่สุดไม่ต่างกัน
สมาชิกหมายเลข 2700832 ถูกใจ, อ้ายคำผาน ถูกใจ, ต้น เชลซี ถูกใจ, คนเกิดวันที่28 ซึ้ง, dragunov ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 4105464 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 6010125 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 8250906 ทึ่ง
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
กระทู้ที่คุณอาจสนใจ
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ
อาวุธยุทโธปกรณ์
อเมริกาใช้ความชอบธรรมตรงไหนครับที่จะทำสงครามเเละบุกเวเนซุเอลา
-เวเนซุเอลามีน้ำมันสำรองมากมายติดTopของโลก แล้วทำไมเวเนซุเอลาจึงต้องค้ายาเสพติดด้วยครับ
ตามคำกล่าวหาของโดนัลด์ทรัมป์
่- ทำไมอเมริกาไม่เลี้ยงหลังบ้านตัวเองให้ดี หรือการขยายอิทธิพลด้านบุญคุณ เข้าไปในละตินอเมริกาใต้ไม่ให้สร้างปัญหา และพร้อมจะสนับสนุนอเมริกา แต่กลับไปสร้างบุญคุณให้ EU ทั้งๆที่ไกลบ้านตัวเอง