CK vs CSI LA สองเพจนี้ เค้าฮั้วกันเพิ่มเอนเก็จมั้ยคะ แต่ละโพสต์ มียอดไลค์ กับคอมเม้น หลักหลายหมื่น😆 ภายในไม่กี่นาที

กระทู้สนทนา
สรุปดราม่า CK กับ CSI LA
เขาฟาดกันเรื่องอะไร?
ทำไมแหกกันไปมาจน CK ยอด like ทะลุล้าน!
.
ในช่วงวันที่ผ่านมาเราอาจได้เห็นอีกดราม่าร้อนๆ เกิดขึ้นกับคุณ CK Cheong ที่มีการโพสต์ฟาดปากกับเพจ CSI LA เพจจอมแฉชื่อดังที่หลายๆคนรู้จักกันดี
.
หลายคนอาจจะยังงงๆ ว่า มันมีจุดเริ่มต้นมากจากอะไร แล้วดราม่านี้จะไปจบลงที่ตรงไหน ในโพสต์นี้ Marketing Oops! จะรวบรวมมาสรุปให้อ่านกัน
.
[สารบัญ]
.
📌รู้จัก CK Cheong
📌CSI LA คือใคร?
📌 จุดเริ่มต้นของดราม่า
📌CK บริจาค 33 บาทจับโป๊ะ
📌พลิกเกมดราม่าเป็นแคมเปญไวรัล
📌มุมมองสองฝั่ง
📌สรุปบทเรียนจากดราม่าครั้งนี้
.
👉 รู้จัก CK Cheong
.
ถามว่า CK Cheong คือใครก็ต้องบอกว่าตอนนี้เขาคือ CEO ของ Fastwork แพลตฟอร์มให้บริการฟรีแลนซ์รูปแบบต่างๆ ในประเทศไทย โดยแพลตฟอร์มจะเป็นตัวกลางให้คนที่ต้องการหาฟรีแลนซ์ได้มาเจอกับฟรีแลนซ์ด้านต่าง ๆ มีตั้งแต่งานรับจ้างทั่วไปไปจนถึงงานรับจ้างไปเที่ยวเป็นเพื่อน จ้างรับฟังปรับทุกข์ จ้างไปกินเบียร์เป็นเพื่อนก็มี
.
แต่ที่ CK Cheong โด่งดังขึ้นมาได้ก็เพราะเขาทำการตลาดให้ Fastwork ด้วยการใช้ Personal Branding ของ CK Cheong เป็นแกนหลัก ควบคู่ไปกับ Content Marketing ให้ความรู้และสร้างแรงบันดาลใจ อัดคอนเทนต์ลงโซเชียลมีเดียแบบไม่หยุด ซึ่งก็เป็นกลยุทธ์ที่ได้ผลเพราะหลายๆ คลิปก็กลายเป็นไวรัลโด่งดัง และแน่นอนว่าในบางมุมก็กลายเป็นดราม่าด้วยก็มี
.
ที่น่าสนใจก็คือประวัติส่วนตัวที่ CK เล่าว่าตัวเองเป็นลูกครึ่งไทย-จีน เกิดที่มาเก๊าและใช้ชีวิตช่วงเด็กในประเทศไทยก่อนที่จะย้ายไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่อายุ 13 ปี หลังจากสำเร็จการศึกษา CK ได้เข้าทำงานในแวดวงการเงินในตำแหน่งแบงเกอร์ที่นิวยอร์ก
.
👉 CSI LA คือใคร?
.
ส่วนเพจ CSI LA คือเพจเฟซบุ๊กที่มีชื่อเสียงด้านการทำข่าวเชิงสืบสวนและเปิดโปงประเด็นต่างๆ ในสังคม โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชันและความไม่โปร่งใส
.
ปัจจุบันเพจมีผู้ติดตาม 1.5 ล้านคน เริ่มโด่งดังเป็นครั้งแรกตอนที่ทำข่าวเกี่ยวกับคดีนักท่องเที่ยวเสียชีวิตที่ “เกาะเต่า” เรียกว่าเป็นเพจ ที่มีอิทธิพลในการชี้นำประเด็นทางสังคมพอตัว
.
โดยในช่วงปีหลังๆ CSI LA มีการเปิดรับเงินสนับสนุนจากผู้ติดตามด้วยทั้งค่า Subscription ผ่านระบบของ Facebook รวมถึงมี QR Promptpay ที่มักจะแปะเอาไว้ในคอมเมนต์ของทุกๆ โพสต์
.
สำหรับแอดมินเพจ CSI LA คือ คุณเดวิด (ประมุข) อนันตศิลป์ ที่เปิดเผยผ่านเพจว่าตัวเองเป็นคนไทยที่เดินทางไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา จบปริญญาตรี UCLA จบปริญญาโทจาก Northwestern University และทำงานให้กับบริษัทระดับ Fortune 10 ของอเมริกา ปัจจุบันอาศัยอยู่ในนครลอสแอนเจลิส (LA) ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเพจนั่นเอง
.
👉 จุดเริ่มต้นของดราม่า
.
จุดเริ่มต้นดราม่าเกิดขึ้นเมื่อ จู่ๆ เพจ CSI LA ก็โพสต์ข้อความตั้งคำถามถึงประวัติส่วนตัว CK ระบุว่า
.
“มีใครพอจะรู้ชื่อเต็มของ CK Cheong ตอนอยู่อเมริกา ไหมครับ? ถ้าใครมีแหล่งข้อมูลสาธารณะรบกวนแชร์มาให้หน่อยจะได้ช่วยกันสืบหาประวัติจริงๆได้ชัดเจนไม่อยากให้สื่อไทยซ้ำรอย “หลวงพ่ออลงกต 2”
.
นอกจากนี้ยังมีหลายๆ โพสต์ที่ตั้งคำถามว่าประวัติที่ CK พูดกับสื่อนั้นถูกต้องมากน้อยแค่ไหน รวมถึงวิจารณ์เนื้อหาเกี่ยวกับการให้ความรู้เรื่องการลงทุนว่าเป็นการชี้นำสังคมแบบผิดๆ

👉 CK บริจาค 33 บาทให้ CSI LA โป๊ะ! ชื่อบัญชีไม่ใช่เจ้าของเพจ

ด้าน CK ได้เห็นโพสต์ที่ว่านี้ก็ตอบโต้แบบทันควันด้วยการโอนเงินสนับสนุน 33 บาทผ่านทาง QR Promptpay พร้อมแปะสลิปโชว์ในโพสต์ด้วยพร้อมแคปชั่น
.
“ผมบริจาคแล้วครับ 33 บาท❤️ สู้ๆนะครับอย่ายอมแพ้🙏”
.
แล้วก็ปรากฏว่าชื่อผู้รับเงินในสลิปดันเป็นชื่อบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ คุณเดวิด หรือคุณประมุข แถมชาวเน็ตยังไปเสิร์ชชื่อคนนั้นพบว่าเป็นผู้พิการที่รับเบี้ยผู้พิการด้วย
.
กลายเป็นชาวเน็ตก็ตั้งคำถามกลับ CSI LA ด้วยเช่นกันว่า ทำไมเมื่อเปิดเป็นสื่อทำไมจึงไม่ใช้บัญชีบริษัทให้เป็นเรื่องเป็นราว มาใช้บัญชีบุคคลอื่นรับเงินบริจาคได้อย่างไร บางคนถึงกับตั้งคำถามว่าหรือนั่นจะเป็น “บัญชีม้า”
.
แน่นอนว่า CSI LA ก็อยู่เฉยไม่ได้ต้องออกมาชี้แจงทันทีเหมือนกันโดยระบุว่า
.
“บัญชีที่เปิดในชื่อบุคคลดังกล่าวถูกสร้างขึ้นเพื่อ อำนวยความสะดวกให้ลูกเพจ ที่ต้องการส่งเงินผ่านการสแกน QR เท่านั้น ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ และจะมีการเปลี่ยนเป็นชื่อบริษัทอย่างเป็นทางการเมื่อแอดมินกลับไปเมืองไทย”
.
CSI LA ยืนยันว่าไม่ใช่บัญชีม้าแน่นอน เพราะไม่ได้นำเงินไปใช้ทำธุรกิจผิดกฎหมายใดๆ
.
งานนี้จากการที่ CSI LA ออกมาตั้งข้อสงสัย CK กลายเป็นสังคมกลับมาตั้งข้อสงสัย CSI LA ซะอย่างนั้น
.
👉 CK พลิกเกม! เปลี่ยนดราม่าร้อนให้เป็นแคมเปญไวรัล
.
หลังจากที่กระแสตีกลับไปที่ CSI LA ดูเหมือน CK จะไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้เสียเปล่า แต่พลิกวิกฤตเป็นโอกาสทางการตลาดทันที โดยใช้ "เลข 33" ที่เป็นต้นเรื่องมาเป็นแกนหลักของแคมเปญ
.
CK เริ่มจากการโพสต์เปิดตัวแคมเปญ "เกาะกระแส" ด้วยการออกโปรโมชั่นแจกโค้ด CSI33 เพื่อเป็นส่วนลด 333 บาทสำหรับทุกบริการบน Fastwork โดยย้ำว่าแคมเปญนี้มีเวลาจำกัดแค่ 3 วันเท่านั้น
.
พร้อมกันนั้น เขาก็โพสต์ข้อความเชิงเปรียบเทียบว่า "คนนึงเอาเวลาไปสร้างแพลตฟอร์มที่สามารถเปลี่ยนประเทศไทยไปตลอดไป อีกคนนึงเอาเวลาไปสืบเรื่องชาวบ้านคนอื่นเพื่อแขวนคนอื่นและสร้าง engagement ให้ตัวเอง"
.
ก่อนจะปิดท้ายด้วยการประกาศว่า "ok ok อันนี้โพสต์สุดท้ายแล้ว" เพื่อแสดงจุดยืนว่าจะไม่ขอต่อความยาวสาวความยืดกับเรื่องนี้อีก ก่อนที่อีกโพสต์จะออกมาประกาศฉลองยอดผู้ติดตามครบ 1 ล้านคน โดยเชื่อมโยงว่า "จ่าย 33 บาทได้ 1 ล้าน followers เลย"
.
👉 มุมมองสองฝั่ง
.
ในดราม่าครั้งนี้แน่นอนว่าก็เกิดมุมมองสองฝั่งด้วยกัน
.
ฝั่งที่สนับสนุน CSI LA ก็จะเป็นกลุ่มคนที่ “หมั่นไส้” CK อยู่เป็นทุนเดิมและมองว่ากรณีนี้อาจเป็นกรณีที่เหมือนกับ กรณีของ “ฌอน บูรณะหิรัญ” อดีตผู้สร้างแรงบันดาลใจหรือ "ไลฟ์โค้ช" ชื่อดังที่เคยมีประเด็นเรื่องความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน
.
เมื่อ CSI LA มาเล่นในเรื่องนี้ก็หวังให้เรื่องราวจะกลายเป็นอีกคดีเปิดโปงหลายๆ เรื่องที่ CSI LA เคยทำมาก่อนหน้านี้
.
อย่างไรก็ตามอีกฝั่งก็มองว่า การโจมตีของ CSI LA ครั้งนี้ “ผิดจุด” และเป็นการนำ CK ไปเปรียบเทียบกับฌอนไม่ได้ โดยให้เหตุผลว่า CK มีผลงานและความสำเร็จจากการบริหาร Fastwork ที่จับต้องได้จริง ไม่ใช่ไลฟ์โค้ชที่สร้างตัวตนจากคำพูดเพียงอย่างเดียว
.
นอกจากนี้ ฝั่งสนับสนุน CK ยังมองว่า บุคลิกที่ดูมั่นใจ โผงผาง และน่าหมั่นไส้ของ CK นั้นเป็น “คาแรกเตอร์ที่ออกแบบมา” เพื่อสร้าง Engagement ในโลกโซเชียลโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นกลยุทธ์การตลาดที่จงใจสร้าง Reaction ให้เกิดไวรัล ต่างจากผู้เชี่ยวชาญสายการเงินทั่วไปที่มักจะดูสุขุมและเข้าถึงยาก
.
และเมื่อมองที่เนื้อหาจริงๆ คำแนะนำของ CK ส่วนใหญ่เป็นความรู้พื้นฐานการลงทุนที่ค่อนข้างปลอดภัย การโจมตีของ CSI LA จึงถูกมองว่าเป็นการแขวนเพื่อเรียกยอด Engagement มากกว่าการเปิดโปงความจริง และการที่ CSI LA พลาดในประเด็นเรื่องบัญชีรับบริจาค ก็ยิ่งทำให้การโจมตีครั้งนี้ขาดความน่าเชื่อถือลงไป
.
👉 สรุปบทเรียนจากดราม่า
.
ดราม่าครั้งนี้เป็น Case Study ทางการตลาดที่น่าสนใจเช่นกันไม่ว่าจะเป็น
.
1. Personal Branding ที่เป็นดาบสองคม - CK ใช้ตัวเองเป็นแบรนด์จนโด่งดังและพา Fastwork เติบโต แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อตัวตนของ CK ถูกตั้งคำถาม ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของแบรนด์โดยตรง นี่คือความเสี่ยงที่แบรนด์ซึ่งผูกติดกับตัวบุคคลต้องเจอ

2. Authenticity vs. Character - ในยุคที่ทุกคนคือสื่อ บุคลิกที่แสดงออกเป็น "ตัวตนจริง" หรือ "คาแรกเตอร์ที่สร้างขึ้น" กันแน่ ซึ่งในกรณีของ CK แสดงให้เห็นว่าการสร้างคาแรกเตอร์ที่แรงและชัดเจนช่วยสร้างการจดจำได้เร็ว แต่ก็ต้องแลกมากับการถูกตรวจสอบและตั้งคำถามถึงความจริงใจอยู่เสมอ
.
3. Transparency is King - ดราม่านี้ตอกย้ำว่า "ความโปร่งใส" คือสิ่งสำคัญที่สุด CSI LA เริ่มต้นจากการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของ CK แต่กลับถูกสังคมย้อนถามถึงความโปร่งใสของตัวเองเรื่องบัญชีรับบริจาค บทเรียนนี้ทำให้เราต้องระลึกถึงเสมอว่าถ้าเราจะตรวจสอบคนอื่น ก็ต้องมั่นใจว่าบ้านของเราต้องแข็งแรงพอ
.
สุดท้ายแล้ว ดราม่านี้จะจบลงอย่างไรคงต้องติดตามกันต่อไป แต่ที่เราเห็นภาพจากดราม่าครั้งนี้ก็คือการปะทะกันของ "สื่อยุคเก่า" ที่เน้นการขุดคุ้ย กับ "อินฟลูเอนเซอร์ยุคใหม่" ที่ใช้คาแรกเตอร์และการตลาดนำด้วยเช่นกัน
.
📍อ่านบทความดูลิงก์ในคอมเมนต์
.
#CKCheong
#CK #CSILA


Cr : FB page MarketingOops!


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่