การลาออกของ รูเบน อโมริม คือทางรอดของแมนฯ ยูไนเต็ด?

หากได้ฟังถ้อยคำของกุนซือคนหนุ่มวัย 40 ปี ที่ออกมาให้สัมภาษณ์หลังเกมระดับหายนะที่สนามบลันเดลล์ พาร์ค ของกริมส์บี ทาวน์
ต่อให้ไม่ตั้งใจฟังก็ยังสามารถจับสัญญาณบางอย่างที่น่าสนใจได้
 

“ผมคิดว่าผู้เล่นพูดดังและชัดเจนถึงสิ่งที่พวกเขาต้องการในวันนี้” เขาบอก
“บางสิ่งต้องเปลี่ยนแปลง และไม่มีทางที่จะเปลี่ยนแปลงผู้เล่นทั้ง 22 คนอีกครั้ง”
 

“การต้องเผชิญหน้าไม่ว่าจะกับเรื่องอะไรก็ยากทั้งนั้น ตอนนี้เราจะต้องมองถึงเกมหน้าก่อน จากนั้นเรามีเวลาที่จะตัดสินใจในสิ่งต่างๆ กัน”
 

การตัดสินใจในสิ่งต่างๆเหล่านี้ตามคำพูดของเขานั้น ถูก “ตีความ” จากผู้สื่อข่าวระดับหัวแถวของวงการว่าน่าจะหมายถึงการพิจารณาที่จะลาออกจากตำแหน่งนายใหญ่ของโอลด์ แทรฟฟอร์ด โดยเหตุผลนั้นหากตีความตามคำให้สัมภาษณ์คือผู้เล่นไม่เชื่อใจและไม่ต้องการจะลงเล่นเพื่อเขาอีกต่อไปแล้ว
 

สำหรับโค้ชผู้ทะนงในศักดิ์ศรี อาจจะคิดว่าอยู่แบบนี้ไปเสียดีกว่า
 

แต่คำพูดของอโมริมนั้นฟังแล้วต้องหารครึ่งเอาไว้ก่อน
 

ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนที่พูดจากลับไปกลับมาใช้ไม่ได้ แต่เพราะโค้ชชาวโปรตุเกสคนนี้เป็นคนที่มีความอ่อนไหวในอารมณ์สูง
การสัมภาษณ์ในช่วงที่ห้วงความรู้สึกดิ่งลงไปในความมืดมนอนธการนั้นเป็นไปได้ที่จะขาดการกลั่นกรองที่ดีพอ

....
แต่เรื่องราวในอีกมุมหนึ่ง ทุกคนรู้ว่าคนที่สร้างปัญหาทุกอย่างก็คือตัวของอโมริมเอง
 

ความยึดมั่นในระบบการเล่นแบบ 3-4-2-1 กองหลัง 3 คน, วิงแบ็ก 2 ข้าง, กองกลางตัวรับ 2 คน, กองกลางตัวทำเกม 2 คน และศูนย์หน้า 1 คน เป็นปัญหาที่ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นผู้รู้ในวงการฟุตบอลหรอก ทุกคนมองเห็นชัดเจนว่าสิ่งนี้แหละคือปัญหา
 

ทีมที่มีวิธีการเล่นแค่แบบเดียว และไม่ได้มีผู้เล่นที่เหมาะสมกับระบบการเล่นแบบนี้ ยากที่จะประสบความสำเร็จได้
 

ผลงานมันบอกด้วยตัวของมันเองชัดเจนอยู่แล้ว
 

และด้วยระบบการเล่นนี้ทำให้ถึงในฤดูกาลนี้อโมริมจะได้ 3 ประสานแนวรุกชุดใหม่ในราคา 200 ล้านปอนด์ที่ดูน่าเกรงขามบนแผ่นกระดาษ ทั้งมาเธอุส คุนญา, ไบรอัน เอ็มโบโม และเบนจามิน เซสโก แต่มันทำให้เขาเจอกับปัญหาต่อไป

สิ่งที่ทุกคนตั้งคำถามตลอดมาคือ อโมริมไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงอะไรสักนิดเลยหรือ?
 

จริงอยู่ที่เขาเคยบอกว่าสิ่งที่ทำให้เขาได้มาคุมทีมที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดคือระบบการเล่นแบบ 3-4-2-1
และสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ การจะทิ้งสิ่งเหล่านี้ไปหมายถึงการละทิ้งตัวตนและหลักการของตัวเอง เป็นสิ่งที่เขาไม่สามารถทำได้
 

แต่จนถึงตอนนี้แล้วมันเห็นได้ชัดว่าการยึดมั่นถือมั่นไม่มีประโยชน์อะไรเลย
 

หากอโมริมลองมองรอบตัวสักนิด คู่แข่งร่วมลีกมีการเปลี่ยนแปลงทางแท็กติกการเล่นอยู่เสมอ
ไม่ว่าจะเป็นแมนเชสเตอร์ ซิตี้, ลิเวอร์พูล, อาร์เซนอล, เชลซี หรือแม้แต่ท็อตแนม ฮอตสเปอร์
โดยที่ผู้จัดการทีมแต่ละคนจะประเมินขุมกำลังที่มีและพยายามหาจุดลงตัวให้ได้ระหว่างความคาดหวังทางแท็กติกการเล่น กับความเป็นจริงของทีม
 

ด้วยผู้เล่นที่เขามี ต่อให้มันอาจจะยังไม่ดีพอถึงการลุ้นความสำเร็จในระดับสูงสุด แต่นักเตะหลายๆ คน
อย่าง มัทไธส์ เดอ ลิกต์, เมนู, บรูโน, คุนญา, เอ็มโบโม, เซสโก, เมาต์ หรืออาหมัด ดิยาลโล ไม่ถือว่าเป็นทีมที่แย่เลย
 

จะดีกว่าไหมหากจะลองเปลี่ยนมาใช้ผู้เล่นตามคุณสมบัติโดดเด่น มากกว่ายึดตาม
แท็กติกการเล่นของตัวเองที่พิสูจน์แล้วในระยะเวลาเกือบ 1 ปีว่าไม่ได้ผล
 

และจะดีกว่าไหมหากจะเปลี่ยนจากการยึดมั่นถือมั่น ตัวกู ของกู มาเป็นการคิดถึงส่วนรวม
และหาทางที่จะพาทีมกลับมาค้นพบเส้นทางที่ควรจะไปที่ควรจะเป็นก่อน




อ่านได้เต็มๆ ที่ The Standard ครับ <<
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่