สถานีข่าวไทย — วันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568 (2025)
กองพิสูจน์หลักฐานกองกำกับการสืบสวน 1 สน.นครบาล 1 บุกจับกุมผู้ต้องสงสัยสองรายที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ชิงทรัพย์รถยนต์หรู Toyota Alphard (ทะเบียน 9กต-8899 กรุงเทพมหานคร) ซึ่งเป็นทรัพย์สินของนักธุรกิจจีนรายหนึ่ง
ผู้ต้องหาหลักหนึ่งราย คือ ‘จี กวงเจี้ยน’ อดีตแชมป์มวยไทยทีมชาติ ผู้เคยเป็นความหวังของวงการกีฬามวยไทย-จีน
เกิดปี พ.ศ. 2538 ที่เมืองผูหยาง มณฑลเหอหนาน
อายุ 13 ปี ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมทีมมวยไทยทีมชาติจีน
ปี 2551 คว้าเหรียญเงินระดับโลก
ปี 2557 (2014) คว้าแชมป์ IPCC มวยไทยระดับทวีปอินเตอร์
หลังเลิกชก ปี 2559 ก่อตั้งค่าย “แมนเดอร์ยิม” ในกรุงเทพฯ ดึงดูดนักชกชาวจีนให้มาเทรนนิ่งมากมาย
แต่เบื้องหลังชื่อเสียง กลับอาจซ่อนเงื่อนเชิงธุรกิจมืด
มีข้อมูลจากแหล่งข่าวระบุว่า จี กวงเจี้ยน และภรรยาชาวไทยชื่อ “เสี่ยวหยู” เชื่อมโยงกับเครือข่ายธุรกิจจีน–ไทยที่ซับซ้อน
เสี่ยวหยูนั้นมีน้องชายที่ปัจจุบันเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของกลุ่มธุรกิจยานยนต์รายใหญ่ของไทย
ผู้ประกอบการจีนรายหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับเครือข่ายดังกล่าวถูกบังคับให้โอนทรัพย์สินจำนวนมากกลับจีน
มีการตั้งข้อสังเกตว่า “ผู้ควบคุมสถานการณ์” เบื้องหลังอาจเป็น จี กวงเจี้ยน
โครงการของผู้ประกอบการจีนจากมณฑลยูนนาน เจ้อเจียง ฯลฯ ถูกถอนเงินลงทุนหรือโอนกรรมสิทธิ์ไปยังคนอื่นที่อยู่ในประเทศไทย โดยผู้เกี่ยวข้องบางรายไม่สามารถติดตามหรือเรียกร้องสิทธิ์ได้ — มูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท
กลวิธี: ใช้ชื่อเสียง ภาษา และความสัมพันธ์เพื่อแทรกซึม?
มีคำกล่าวจากผู้รู้ในแวดวงว่า จี กวงเจี้ยนพูดภาษาไทยได้คล่อง และเข้าใจระบบกฎหมายไทย พร้อมสร้างภาพตนเองกับเจ้าหน้าที่รัฐ
สร้างความเชื่อใจในหมู่ผู้ประกอบการจีน ก่อนฉายแผนชวนลงทุน
ด้วยเครือข่าย “ภาคกลาง” ที่ซ่อนเร้น จึงสามารถยึดทรัพย์สินผ่านกลไกทางกฎหมายอย่างน่าสงสัยได้
มีข่าวลือว่า เขาอาจเกี่ยวพันกับเครือข่ายอิทธิพล 14K ของมาเก๊า และได้รับ “สายหนุน” ในไทย ทำให้ผู้เสียหายหลายรายยื่นเรื่องแล้วแต่ดำเนินการไม่ได้
เคยอวดโอ้เรื่องอิทธิพล: “อยู่ไทย ผมมีทุกอย่าง ผมสั่งให้ใครไปไหนไม่ได้ ก็อ
อกนอกประเทศไม่ได้”
ยังมีการอวดอ้างทางโซเชียลมีเดียว่ามี “หลังพิง” ทั้งตำรวจ นักการเมือง และผู้ทรงอิทธิพล
จนมาถึงวันเกิดเหตุที่เปิดเผยเบื้องลึกแห่งอำนาจ
วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 (~10:45 น.) นักธุรกิจจีน (นางสาวเฟิง) ไปรับประทานอาหารบริเวณพื้นที่ Wararom Premium ในกรุงเทพฯ พร้อมมีกวงเจี้ยนร่วมโต๊ะอาหารด้วย
ระหว่างนั้น กวงเจี้ยนได้ใช้คำพูดข่มขู่แฟนสาวเฟิง ว่าจะไม่ให้เธอออกนอกประเทศ
ขณะที่ฝ่ายผู้เสียหายกำลังจะกลับ มีการช่วงชิงกุญแจรถ Alphard จากเจ้าของ ร่วมกับชายจีนชื่อ “เซิน หวัถาว” ให้ขับรถหลบหนี
มีการปะทะร่างกาย ทะเลาะวิวาทและมีผู้บาดเจ็บ
หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้สอบสวนโดยละเอียด และศาลจังหวัดมีนบุรีออกหมายจับ — และเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ก็สามารถจับกุม จี กวงเจี้ยน และไทยชายชื่อ “อัมนา” ได้ตามหมายจับ
ขณะนี้ “เซิน หวัถาว” ยังเป็นผู้ต้องหาหลบหนี
ข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งใกล้ชิดระบุว่า จี กวงเจี้ยนมีพฤติกรรมเสพยาไอซ์อย่างต่อเนื่อง
ทำให้ขาดสติ และมีอารมณ์รุนแรง
พฤติกรรมชิงรถอาจเกี่ยวเนื่องกับภาวะติดยาอันควบคุมไม่ได้
การเสพยาเป็นที่รู้กันในวงการบางกลุ่ม
ชีวิตส่วนตัวยุ่งเหยิง — มีลูกนอกสมรสหลายราย และเคลื่อนย้ายเงินสดมหาศาล?
มีทั้งแฟนและสามีหลายคน พร้อมลูกนอกสมรสอย่างน้อย 3 คน
มีการเคลื่อนย้ายเงินสดปริมาณมาก อาจใช้ช่องโหว่เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเครื่องมือฟอกเงิน
ยังพบว่าเอาไปเข้าสังคมกับเจ้าหน้าที่รัฐกลุ่มต่างๆ พร้อมอ้างอิทธิพลว่า “อยู่ไทย มีได้ทุกอย่าง”
ท้ายสุดถามว่า:
ระบบกฎหมายไทยจะดำเนินการเข้มข้นแค่ไหน?
จะมีใคร “ช่วยเหลือ” ให้เขารอดพ้นจากการลงโทษ?
จีนจะเข้ามารับตัวเพื่อสอบสวน และนำตัวกลับประเทศหรือไม่?
ทั้งนี้ เงินของผู้ประกอบการจีนหลายราย กำลังตกอยู่ในมือบุคคลกลุ่มนี้ — ยิ่งต้องเร่งตรวจสอบและเรียกคืนความยุติธรรม
เราจะยังคงติดตามรายงานเหตุการณ์นี้อย่างใกล้ชิด และเรียกร้องความร่วมมือจากทั้งสองฝั่งเพื่อให้เกิดความโปร่งใส และคืนสิทธิ์ให้ผู้เสียหาย













ช็อก! มือชิงทรัพย์คดีลักพาตัวล่าสุดคืออดีตแชมป์มวยไทยระดับทวีป สัญชาติจีน(JIGUANGJIAN)
กองพิสูจน์หลักฐานกองกำกับการสืบสวน 1 สน.นครบาล 1 บุกจับกุมผู้ต้องสงสัยสองรายที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ชิงทรัพย์รถยนต์หรู Toyota Alphard (ทะเบียน 9กต-8899 กรุงเทพมหานคร) ซึ่งเป็นทรัพย์สินของนักธุรกิจจีนรายหนึ่ง
ผู้ต้องหาหลักหนึ่งราย คือ ‘จี กวงเจี้ยน’ อดีตแชมป์มวยไทยทีมชาติ ผู้เคยเป็นความหวังของวงการกีฬามวยไทย-จีน
เกิดปี พ.ศ. 2538 ที่เมืองผูหยาง มณฑลเหอหนาน
อายุ 13 ปี ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมทีมมวยไทยทีมชาติจีน
ปี 2551 คว้าเหรียญเงินระดับโลก
ปี 2557 (2014) คว้าแชมป์ IPCC มวยไทยระดับทวีปอินเตอร์
หลังเลิกชก ปี 2559 ก่อตั้งค่าย “แมนเดอร์ยิม” ในกรุงเทพฯ ดึงดูดนักชกชาวจีนให้มาเทรนนิ่งมากมาย
แต่เบื้องหลังชื่อเสียง กลับอาจซ่อนเงื่อนเชิงธุรกิจมืด
มีข้อมูลจากแหล่งข่าวระบุว่า จี กวงเจี้ยน และภรรยาชาวไทยชื่อ “เสี่ยวหยู” เชื่อมโยงกับเครือข่ายธุรกิจจีน–ไทยที่ซับซ้อน
เสี่ยวหยูนั้นมีน้องชายที่ปัจจุบันเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของกลุ่มธุรกิจยานยนต์รายใหญ่ของไทย
ผู้ประกอบการจีนรายหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับเครือข่ายดังกล่าวถูกบังคับให้โอนทรัพย์สินจำนวนมากกลับจีน
มีการตั้งข้อสังเกตว่า “ผู้ควบคุมสถานการณ์” เบื้องหลังอาจเป็น จี กวงเจี้ยน
โครงการของผู้ประกอบการจีนจากมณฑลยูนนาน เจ้อเจียง ฯลฯ ถูกถอนเงินลงทุนหรือโอนกรรมสิทธิ์ไปยังคนอื่นที่อยู่ในประเทศไทย โดยผู้เกี่ยวข้องบางรายไม่สามารถติดตามหรือเรียกร้องสิทธิ์ได้ — มูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท
กลวิธี: ใช้ชื่อเสียง ภาษา และความสัมพันธ์เพื่อแทรกซึม?
มีคำกล่าวจากผู้รู้ในแวดวงว่า จี กวงเจี้ยนพูดภาษาไทยได้คล่อง และเข้าใจระบบกฎหมายไทย พร้อมสร้างภาพตนเองกับเจ้าหน้าที่รัฐ
สร้างความเชื่อใจในหมู่ผู้ประกอบการจีน ก่อนฉายแผนชวนลงทุน
ด้วยเครือข่าย “ภาคกลาง” ที่ซ่อนเร้น จึงสามารถยึดทรัพย์สินผ่านกลไกทางกฎหมายอย่างน่าสงสัยได้
มีข่าวลือว่า เขาอาจเกี่ยวพันกับเครือข่ายอิทธิพล 14K ของมาเก๊า และได้รับ “สายหนุน” ในไทย ทำให้ผู้เสียหายหลายรายยื่นเรื่องแล้วแต่ดำเนินการไม่ได้
เคยอวดโอ้เรื่องอิทธิพล: “อยู่ไทย ผมมีทุกอย่าง ผมสั่งให้ใครไปไหนไม่ได้ ก็อ
อกนอกประเทศไม่ได้”
ยังมีการอวดอ้างทางโซเชียลมีเดียว่ามี “หลังพิง” ทั้งตำรวจ นักการเมือง และผู้ทรงอิทธิพล
จนมาถึงวันเกิดเหตุที่เปิดเผยเบื้องลึกแห่งอำนาจ
วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 (~10:45 น.) นักธุรกิจจีน (นางสาวเฟิง) ไปรับประทานอาหารบริเวณพื้นที่ Wararom Premium ในกรุงเทพฯ พร้อมมีกวงเจี้ยนร่วมโต๊ะอาหารด้วย
ระหว่างนั้น กวงเจี้ยนได้ใช้คำพูดข่มขู่แฟนสาวเฟิง ว่าจะไม่ให้เธอออกนอกประเทศ
ขณะที่ฝ่ายผู้เสียหายกำลังจะกลับ มีการช่วงชิงกุญแจรถ Alphard จากเจ้าของ ร่วมกับชายจีนชื่อ “เซิน หวัถาว” ให้ขับรถหลบหนี
มีการปะทะร่างกาย ทะเลาะวิวาทและมีผู้บาดเจ็บ
หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้สอบสวนโดยละเอียด และศาลจังหวัดมีนบุรีออกหมายจับ — และเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ก็สามารถจับกุม จี กวงเจี้ยน และไทยชายชื่อ “อัมนา” ได้ตามหมายจับ
ขณะนี้ “เซิน หวัถาว” ยังเป็นผู้ต้องหาหลบหนี
ข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งใกล้ชิดระบุว่า จี กวงเจี้ยนมีพฤติกรรมเสพยาไอซ์อย่างต่อเนื่อง
ทำให้ขาดสติ และมีอารมณ์รุนแรง
พฤติกรรมชิงรถอาจเกี่ยวเนื่องกับภาวะติดยาอันควบคุมไม่ได้
การเสพยาเป็นที่รู้กันในวงการบางกลุ่ม
ชีวิตส่วนตัวยุ่งเหยิง — มีลูกนอกสมรสหลายราย และเคลื่อนย้ายเงินสดมหาศาล?
มีทั้งแฟนและสามีหลายคน พร้อมลูกนอกสมรสอย่างน้อย 3 คน
มีการเคลื่อนย้ายเงินสดปริมาณมาก อาจใช้ช่องโหว่เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเครื่องมือฟอกเงิน
ยังพบว่าเอาไปเข้าสังคมกับเจ้าหน้าที่รัฐกลุ่มต่างๆ พร้อมอ้างอิทธิพลว่า “อยู่ไทย มีได้ทุกอย่าง”
ท้ายสุดถามว่า:
ระบบกฎหมายไทยจะดำเนินการเข้มข้นแค่ไหน?
จะมีใคร “ช่วยเหลือ” ให้เขารอดพ้นจากการลงโทษ?
จีนจะเข้ามารับตัวเพื่อสอบสวน และนำตัวกลับประเทศหรือไม่?
ทั้งนี้ เงินของผู้ประกอบการจีนหลายราย กำลังตกอยู่ในมือบุคคลกลุ่มนี้ — ยิ่งต้องเร่งตรวจสอบและเรียกคืนความยุติธรรม
เราจะยังคงติดตามรายงานเหตุการณ์นี้อย่างใกล้ชิด และเรียกร้องความร่วมมือจากทั้งสองฝั่งเพื่อให้เกิดความโปร่งใส และคืนสิทธิ์ให้ผู้เสียหาย