กงสีและสมบัติในครอบครัว (อันนี้เล่าแนวสีสัน ไม่มีอะไรเป็นวิชาการนะคะ)

หลายปีก่อน ตอนเลือดข้นคนจางกำลังดัง ดิฉันเคยเขียนกระทู้เกี่ยวกับกงสีไว้กระทู้หนึ่ง
https://pantip.com/topic/38090995


เดือนก่อนโน้น ได้รับเชิญจากธนาคารหนึ่งให้ไปเข้าร่วมสัมมนาเกี่ยวกับเรื่องการสืบทอดธุรกิจในครอบครัว ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ใด ๆ เลยสำหรับ SME ที่กำลังพยายาม scale up ขึ้นไป  ธนาคารทั้งหลายได้แต่หวังว่า เมื่อใช้บริการกันตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่แล้ว รุ่นลูก ๆ ที่ได้รับการศึกษาดีกว่า มีการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและข้อมูลใหม่ ๆ ได้ดีกว่า จะยังคง “ภักดี” ต่อธนาคารที่ใช้บริการกันมาตั้งแต่รุ่นผู้ก่อตั้ง


หลายธนาคารจัดสัมมนาแนว ๆ นี้ค่ะ รวมถึง พวกบรรดา money coach หรือ accounting guru ทั้งหลาย ก็เปิดคอร์สด้านนี้ เพื่อปูทางและให้ความรู้ว่า ทำอย่างไร ธุรกิจครอบครัวในรุ่นต่อ ๆ ไปถึงอยู่ต่อไปได้ และจะจัดการแบ่งทรัพย์สมบัติอย่างไรให้เหมาะสม ยุติธรรม มันจะมีศัพท์ประเภท “ธรรมนูญครอบครัว”  “holding company” ผุดขึ้นมา และได้รับการขยายความอรรถาธิบายมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้การจัดการทรัพย์สมบัติเป็นไปได้อย่างเรียบร้อยราบรื่นที่สุด


ออกตัวก่อนว่า กระทู้นี้ เขียนแนวนินทาเม้าธ์มอยจากเรื่องสารพัดที่ได้ยินมาจากเพื่อน CPA ที่มาจาก Big4 บ้าง หรือทนายความที่ต้องเข้าไปจัดการกับกองมรดกพวกนี้มาหลายปีจนปวดหัวหนึบหนับไปหมด  อย่าคาดหวังอะไรแนววิชาการ นึกเสียว่าเสียเวลาไป 15-20 นาทีอ่านอะไรแนวละครหลังข่าวก็แล้วกันค่ะ
ไม่มีอะไรเป็นวิชาการทั้งสิ้น
เม่าเซย์โน
อ้อ อีกข้อคือ โปรดอย่าคิดว่านี่เป็นการ “เหมารวม” นะคะ แค่เล่าในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน ได้ฟังมาเท่านั้น บางครอบครัวบางบ้านอาจไม่เป็นแบบนี้ค่ะ



วันที่เข้าไปสัมมนาเรื่องการจัดการการสืบต่อธุรกิจครอบครัวในเดือนก่อนโน้น

เปิดตัวด้วยท่านวิทยากรที่เชี่ยวชาญและเป็นที่ปรึกษาด้านการวางแผนสืบทอดโดยเฉพาะ  ท่านเกริ่นไว้ว่า
ท่านจะไม่มีปัญหาในเรื่องธุรกิจครอบครัวเลย ถ้าท่านจัดการเรื่องแผนสืบทอดได้ดี หรือ หากท่านไม่รวย ท่านก็ไม่ต้องมาปวดหัวกับเรื่องพวกนี้
เพี้ยนขำหนักมาก

ฟังแล้ว ดิฉันขำก๊ากเลยค่ะ  

จริงของท่านอาจารย์  ถ้าไม่รวย ก็ไม่ต้องปวดหัว

ปัญหาของกงสีและเรื่องที่เจอมีอะไรบ้าง ?
1.พ่อแม่อยากให้สืบทอดธุรกิจครอบครัว ในขณะที่รุ่นลูกอยากเดินตามความฝัน
2.พื้นฐานเศรษฐกิจและสังคมที่เติบโตมาไม่เหมือนกัน ทำให้แนวคิดเรื่องความเป็นอยู่ การใช้ชีวิตต่างกัน
3.ต้องมีคนเสียสละสักคนในครอบครัวใช่ไหม ? แล้วคนเสียสละจะได้อะไร ?
4.สมัยใหม่ ลูกหลานเรียนหนังสือสูง ๆ หน้าที่การงานดี ไม่สนใจธุรกิจครอบครัว  ไม่ง้อมรดกด้วยซ้ำ จริงหรือ ?
5.ลูกชายคนโตเท่านั้นใช่ไหม ถึงได้รับความไว้วางใจที่สุดให้ดำเนินธุรกิจครอบครัวต่อไป ?
6.รู้ใช่ไหมว่า การโกงที่เนียนที่สุดคือจากคนกันเอง กระทั่ง auditor จากภายนอกมองเข้าไป และจับได้ ยังอึดอัดใจและไม่รู้จะรายงานใคร ?
7.ความยุติธรรม เที่ยงธรรม และความตรงไปตรงมา --- ตัวแปรสำคัญในการคงไว้ซึ่งความเป็นธุรกิจที่เจริญก้าวหน้า และความเป็นครอบครัวที่รักใคร่กันอย่างแท้จริง



เวลาเราพูดถึงธุรกิจครอบครัวหรือกงสีในตอนนี้ มันจะคนละบริบทกับรุ่นเก่า ๆ กันแล้ว

สมัยพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ที่สร้างตัวมาสมัยสงครามโลกเพิ่งจบ พวก baby boomer ทั้งหลาย จะให้ความสำคัญกับการสร้างฐานะ ความเป็นอยู่และปากท้อง บ้านเมือง เทคโนโลยี ความเปิดหูเปิดตามันยังมีไม่มาก  ความฝันที่คิดว่ายิ่งใหญ่มันจะวน ๆ กันอยู่ไม่กี่อย่าง มีบ้านดี ๆ ที่มีอ่างอาบน้ำ มีรถขับ (ถ้าจะให้ดีก็ควรเป็นเบนซ์)  ได้เที่ยวเมืองนอก  กินอาหารดี ๆ มีคนรับใช้ สมัยโน้นแบรนด์เนมก็ยังไม่ใช่ของที่เฝ้าฝันกันมากเท่าไร


คนรุ่นนี้ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัดอดทน ส่งให้ลูกเรียน พอลูกเรียนสูงจบออกมา
โลกก็กว้างขึ้น ความฝันก็ใหญ่ขึ้น แถมฝันแปลกไปจากที่พ่อแม่ฝันอยากให้เป็น ไม่เป็นอาเฮีย อาเสี่ยที่บ้านได้ไหม ไม่อยากใส่ทองเส้นเท่าโซ่คุมลูกน้องส่งของได้ไหม ? อยากโก้เป็นนักการทูต  ผู้ว่าราชการจังหวัด อัยการ นักวิจัย อาจารย์หมอ บ้างได้ไหม ?


แขกรับเชิญที่มาพูดเรื่องสืบต่อธุรกิจครอบครัวในวันนั้น

ตัวคุณพ่อเล่าให้ฟังว่า ลูกชายสอบเข้าเรียนหมอได้ในคณะแพทย์อันดับ 3 ของประเทศนี้ คุณพ่อถามลูกว่า “จะเรียนหมอจริง ๆ หรือ”
ลูกคงมีใจหนึ่งที่อยากเรียนตามเพื่อนแหละ อุตส่าห์สอบเข้าได้ แต่ทนสายตาป๊าไม่ไหว ก็เลยร่นที่เรียนจากพญาไทย่านอนุสาวรีย์มาเรียนวิศวะตรงหัวถนนแทน

ครอบครัวอื่น ๆ ก็คงมี story คล้าย ๆ กัน มีคนที่ถูกเลือก หรือกึ่ง ๆ จะบังคับหน่อย ๆ ให้ละทิ้งความฝันมาดำเนินธุรกิจครอบครัว และหาเงินให้กับสมาชิกคนอื่น ๆ ที่โก้หรูไปบนเส้นทางฝันที่ตัวเองเลือก มีเกียรติ และมีกิน เพราะได้เงินปันผลจากธุรกิจครอบครัวนี้แหละจัดหารถราคาแพง ความกินหรูอยู่สบายที่เพื่อนร่วมอาชีพอาจจะแอบอิจฉาอยู่เงียบ ๆ


ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ อาจารย์มหาวิทยาลัย นักวิจัย หรือกระทั่งหมอด้วยเอ้า  ระดับกลาง ๆ ที่ทำงานอย่างซื่อสัตย์ ทุ่มเทได้เต็มที่ ไม่ต้องโกงกิน ขับ Ferrari, Lexus, Mercedes ถือแบรนด์เนม เที่ยวเมืองนอกทุกปีบิน first class  มีเพนท์เฮ้าส์อยู่หลังสวน   ล้วนได้เงินจากครอบครัวที่บ้านเป็นลมใต้ปีกทั้งนั้น

อ้อ... แล้วอย่าบอกว่า การศึกษาสูง หน้าที่การงานดี ไม่ง้อเงินกงสีนะคะ
เท่าที่เห็นมา เค้าแค่ “ไม่หิวเงิน” ที่จะรีบกระโจนลงไปขอส่วนแบ่งแบบหิวกระหายตะกละตะกรามเท่านั้น แต่พอแบ่งเรียบร้อย ปันส่วนให้ รับทุกรายค่า   มีที่ปากแจ๋วบ้างเหมือนกัน  แต่ท้ายที่สุด ใช่ค่ะ รับ แล้วก็เพลินกับเงินที่ตัวเองมีสิทธิอันชอบธรรมด้วย
นางพญาเม่า


ผู้เสียสละของครอบครัวได้อะไร ?

ได้กุมเงินและอำนาจในกงสี
ได้กระเช้ารังนกจากพี่ ๆ น้อง ๆ อันโต ๆ กลวง ๆ ซึ่งข้างในบรรจุรังนกชิ้นน้อย ๆ ได้ไม่กี่ขวดในวันปีใหม่  แต่มัน instagrammable สำหรับถ่ายลง social media
ได้คำด่าถ้าบริหารงานผิดพลาด หรือพอดีพอร้ายอาจจะถูกหาว่าโกงด้วย เพราะดูอยู่คนเดียว ก็คนอื่น มัวแต่สนุก มัวแต่โก้กับอาชีพที่ตัวเองได้เลือก ได้เป็น  ก็ขี้เกียจมาดูไง รอรับปันผลจ้า แต่ถ้าปันผลน้อยกว่าปีที่แล้ว คนเสียสละเตรียมหาคำอธิบายมาดี ๆ เด้อ


คำว่าเสียสละกินความถึงอะไรบ้าง ?

ถ้าเป็นสมัยโบราณ ก็เป็นพี่ชายคนโต นอกจากดูแลกิจการทั้งหมด อาซ้อใหญ่หรือตั่วซิมปู๋ ก็ต้องดูแลทั้งพ่อผัวแม่ผัว อากง อาม่า น้อง ๆ ของสามีไปทั้งหมดด้วย

แต่สมัยใหม่ บางบ้านก็ชอบให้ลูกสาวดูแล  ซึ่งสำหรับบางบ้าน มันก็มีราคาที่ต้องจ่ายเหมือนกัน  คือจ่ายด้วยการเป็นโสด
บ้านเพื่อนดิฉันคนหนึ่ง มีธุรกิจใหญ่โตหลายอย่าง สมัยก่อนโน้น บริษัทหนึ่งของเธอจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ อู้ฟู่แบบราคาหุ้นดีดขึ้นไปสามเท่ากว่าจากราคา IPO    เธอเป็นทั้งลูกคนโตและลูกสาวคนโตที่มีบทบาทในการบริหารงานมากและทำได้ดีทีเดียว    แต่เมื่อแต่งงาน (กับผู้ชายระดับลูกน้อง ที่ฐานะจนกว่า การศึกษาด้อยกว่า) ด้วยอะไรหลายอย่าง เธอก็ถูกอัปเปหิกลาย ๆ ออกมาจากการบริหารงานของที่บ้าน
ตั่วเจ้ ควรโสด เพื่อที่จะทำให้แน่ใจว่า ความมั่งคั่งจะไม่กระเด็นไปข้างนอก เพราะคนจีนบางบ้าน ลูกสาวแต่งออกไปก็ถือว่าไปกลายเป็นครอบครัวอื่น



พ่อแม่ผู้ก่อตั้งธุรกิจอยากได้อะไรจากการให้ลูกสืบทอด และปัญหาของการดำเนินงานในกงสี ?

ภาพฝันของพ่อแม่หลายคน มักนึกไปถึง การเห็นธุรกิจเติบโตต่อไป ความมั่งคั่งสืบทอดไปยังลูกหลาน  ลูก ๆ รักใคร่สามัคคีกัน แต่บางทีพ่อแม่ก็ลืมว่า สาเหตุของความแตกความปรองดองของลูกก็อาจเนื่องมาจากพ่อแม่ด้วยเช่นกัน เช่น รักลูกไม่เท่ากัน ชังชอบเขยสะใภ้ไม่เท่ากัน หรืออาจจะรักเหมือนกันหมด แต่ “แบ่ง” ให้ไม่เท่ากัน อันนี้ก็เรื่องใหญ่

ทำไมสะใภ้คนนี้ ยังรับราชการได้เหมือนเดิม แต่ใส่ชื่อเข้ามารับเงินเดือนเรือนแสนในบริษัทได้ (มันจะตลกร้ายยิ่งกว่านั้นด้วย เมื่อคุณเป็นบริษัทมหาชนฯ ที่มี public interest เข้ามาเกี่ยวข้อง)

ทำไมเขยคนนี้ ได้สิทธิใช้รถเบนซ์แถมได้ fleet card เติมน้ำมันแบบเบิกค่าใช้จ่ายบริษัทได้ด้วย



รุ่นน้องทนายคนหนึ่งเล่าให้ฟังถึงคดีความมรดกของครอบครัวหนึ่งที่ลูก ๆ เป็น ดร. เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นอะไรโก้ ๆ ในสังคม มีการแบ่งฝ่ายว่า ลูกคนโต team up กับแม่ และลูกที่เหลืออีก 3 คนเป็นอีกทีม ฟ้องร้องคดีมรดก และที่ดินผืนใหญ่  
น้องเล่าว่า “เหนื่อยมากพี่ นี่ผมต้องวิ่งตั้ง 4 จังหวัด เกี่ยวกับทรัพย์มรดกของตระกูลนี้”

รุ่นน้อง CPA แชร์ให้ฟังว่า พี่เชื่อมั้ยว่า พอเข้าไปวางระบบ เจอ xxxxxx ไม่รู้จะรายงานใคร อะไรยังไงดี ? ญาติ ๆ กัน ข้าเก่าเต่าเลี้ยงเค้าทั้งนั้น นี่ได้แต่ใบ้ ๆ ว่า ลองดูตรงนั้น ตรงนี้ดี ๆ นะ

อีกคนมาเล่าว่า ครอบครัวนี้กำลังจะเอากิจการเข้าตลาด แต่เวลา FA หรือ auditor มา  พี่สาวคนโตหลบสุดฤทธิ์ และไม่ค่อยให้ความร่วมมือ

พี่ auditor อีกคน ก่อนจะเข้ารับงาน ต้องขอหนังสือยืนยันจากกรรมการผู้มีอำนาจ และหนังสือประชุมบอร์ดอะไรอีกเยอะแยะ เพื่อทำให้แน่ใจว่า ที่ติดต่อให้เข้ามา audit นี่ “มีสิทธิและอำนาจ” อันชอบธรรมจริง ๆ นะ  ระบุสายการบังคับบัญชาให้ชัดเจนด้วยว่า ถ้าเจออะไรไม่ชอบมาพากล จะรายงานใครได้บ้าง ?

เล่า ๆ บ่น ๆ มาพอสังเขป ที่ได้ยินได้ฟังมานะคะ

แต่มันก็จริงอย่างที่อาจารย์วิทยากรท่านว่าไว้
ปัญหาพวกนี้จะหมดไป ถ้าคุณจัดการวางแผนให้ชัดเจน หรือไม่ก็ คุณไม่รวย

เพี้ยนหัวเราะ

ปล. แต่ส่วนตัว จขกท. ก็อยากรวยนะคะ
555
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่