เมื่อวานผมทำงานตั้งแต่เช้าจนลืมเขียนบทความลงบล็อกของตัวเอง รู้ตัวอีกทีก็อยู่บนเตียงพร้อมกับหนังสืออ่านขำๆ ก่อนนอนเรียบร้อยแล้ว เมื่อวานเพื่อนๆ เป็นยังไงกันบ้างครับ เหนื่อยจากการทำงานหรือเปล่า? ผมเป็นคนหนึ่งที่ต้องทำอะไรอยู่ตลอดเวลา เพราะไม่ชอบนั่งอยู่เฉยๆ แต่บางครั้งก็อยากพัก พอเริ่มจะปล่อยตัวออกจากงานทีไร ความรู้สึกผิดก็วิ่งเข้ามามาตลอดเลย
ผมคิดว่า "ความเชื่อ" เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ผู้คนออกมาขยับตัวทำอะไรในทุกวัน อย่างน้อยที่สุดก็คือเชื่อว่าตัวเองต้องอยู่รอด ต้องมีอะไรกิน ผู้คนจึงออกมาทำงานเพื่อหาเงินมาประทังชีวิต พูดง่ายๆ คือ ปัจจัยสี่คือพื้นฐานที่เราเชื่อว่าเราต้องมี เมื่อมีพื้นฐานที่ดีแล้ว ก็จะเริ่มมองหาสิ่งที่ทำให้เราสะดวกสบายมากขึ้น เช่น การซื้อรถยนต์ ซื้อบ้าน หรือสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ
แต่ในขณะที่เรากำลังไล่ตามสิ่งที่อยู่ระหว่างทางนั้น ความเชื่อของเราก็จะเริ่มเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ซึ่งมันไม่ได้ผิดเลยนะครับ เพราะทุกสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลงไปเสมอตามหลักอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ประเด็นที่ผมอยากจะสื่อก็คือ ในขณะที่เราทำสิ่งต่างๆ เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ และสร้างความมั่นคงให้ชีวิตตามแบบฉบับความเชื่อของแต่ละคน เช่น ต้องมีเงินเยอะๆ หรือมีไร่นาของตัวเอง เมื่อบางคนทำให้ชีวิตตัวเองมั่นคงแล้ว เขาก็อาจจะแบ่งปันเผื่อแผ่ไปให้ผู้อื่นได้ เราจะเห็นได้ว่าทุกคนต่างก็มีเป้าหมาย มีความเชื่อที่แตกต่างกัน และสู้ชีวิตในแบบของตัวเอง
และในขณะที่ผมเขียนอยู่นี้ สิ่งที่ผมเขียนก็เป็นเพียงความเชื่อของผมที่มาจากประสบการณ์ที่สั่งสมมาแล้วส่งต่อมาเป็นคำพูด เพื่อนบางคนอาจจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ผมเชื่อ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ผมต้องการจะบอกว่า เราไม่สามารถไปตัดสินสิ่งไหนในชีวิตของเราได้เลย เพราะเราต่างเดินทางไปในเส้นทางที่แตกต่างกัน
แต่แล้วทำไมคนในสมัยนี้ที่ผมพบเจอ ถึงใช้วาจาด่าทอสิ่งที่ขัดกับความเชื่อของเขา โมโห และเป็นทุกข์ตามเหตุการณ์ต่างๆ?
ถ้าเพื่อนๆ บอกว่าผมเป็นคนที่เพิกเฉยต่อความผิดหรือไม่? คำตอบของผมคือ "ใช่และไม่ใช่" ในเวลาเดียวกันครับ เพราะผมก็จะดูสิ่งที่ผมทำได้ด้วย บางอย่างการพูดจากันดีๆ ก็อาจจะพอ แต่ถ้าบางอย่างเกินความสามารถ เราก็ต้องปล่อยให้ผู้ที่มีอำนาจจัดการต่อไป และผมก็ไม่สามารถรับรู้หรือต้องมารับผิดชอบได้ทุกเรื่อง
ปล.วันนี้แค่อยากจะมาเขียนให้อ่านเฉยๆครับ แต่สิ่งที่ผมเชื่อจริงๆนั้นก็คือ ธรรมมะ หรือกฎของธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งตายตัวแน่นอน
ความเชื่อ เส้นทาง และการตัดสินผู้อื่น
ผมคิดว่า "ความเชื่อ" เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ผู้คนออกมาขยับตัวทำอะไรในทุกวัน อย่างน้อยที่สุดก็คือเชื่อว่าตัวเองต้องอยู่รอด ต้องมีอะไรกิน ผู้คนจึงออกมาทำงานเพื่อหาเงินมาประทังชีวิต พูดง่ายๆ คือ ปัจจัยสี่คือพื้นฐานที่เราเชื่อว่าเราต้องมี เมื่อมีพื้นฐานที่ดีแล้ว ก็จะเริ่มมองหาสิ่งที่ทำให้เราสะดวกสบายมากขึ้น เช่น การซื้อรถยนต์ ซื้อบ้าน หรือสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ
แต่ในขณะที่เรากำลังไล่ตามสิ่งที่อยู่ระหว่างทางนั้น ความเชื่อของเราก็จะเริ่มเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ซึ่งมันไม่ได้ผิดเลยนะครับ เพราะทุกสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลงไปเสมอตามหลักอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ประเด็นที่ผมอยากจะสื่อก็คือ ในขณะที่เราทำสิ่งต่างๆ เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ และสร้างความมั่นคงให้ชีวิตตามแบบฉบับความเชื่อของแต่ละคน เช่น ต้องมีเงินเยอะๆ หรือมีไร่นาของตัวเอง เมื่อบางคนทำให้ชีวิตตัวเองมั่นคงแล้ว เขาก็อาจจะแบ่งปันเผื่อแผ่ไปให้ผู้อื่นได้ เราจะเห็นได้ว่าทุกคนต่างก็มีเป้าหมาย มีความเชื่อที่แตกต่างกัน และสู้ชีวิตในแบบของตัวเอง
และในขณะที่ผมเขียนอยู่นี้ สิ่งที่ผมเขียนก็เป็นเพียงความเชื่อของผมที่มาจากประสบการณ์ที่สั่งสมมาแล้วส่งต่อมาเป็นคำพูด เพื่อนบางคนอาจจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ผมเชื่อ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ผมต้องการจะบอกว่า เราไม่สามารถไปตัดสินสิ่งไหนในชีวิตของเราได้เลย เพราะเราต่างเดินทางไปในเส้นทางที่แตกต่างกัน
แต่แล้วทำไมคนในสมัยนี้ที่ผมพบเจอ ถึงใช้วาจาด่าทอสิ่งที่ขัดกับความเชื่อของเขา โมโห และเป็นทุกข์ตามเหตุการณ์ต่างๆ?
ถ้าเพื่อนๆ บอกว่าผมเป็นคนที่เพิกเฉยต่อความผิดหรือไม่? คำตอบของผมคือ "ใช่และไม่ใช่" ในเวลาเดียวกันครับ เพราะผมก็จะดูสิ่งที่ผมทำได้ด้วย บางอย่างการพูดจากันดีๆ ก็อาจจะพอ แต่ถ้าบางอย่างเกินความสามารถ เราก็ต้องปล่อยให้ผู้ที่มีอำนาจจัดการต่อไป และผมก็ไม่สามารถรับรู้หรือต้องมารับผิดชอบได้ทุกเรื่อง
ปล.วันนี้แค่อยากจะมาเขียนให้อ่านเฉยๆครับ แต่สิ่งที่ผมเชื่อจริงๆนั้นก็คือ ธรรมมะ หรือกฎของธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งตายตัวแน่นอน