
- ตลอดระยะเวลา 1 ชั่วโมง 46 นาทีที่ดูไป ถึงไม่ได้โหดรุนแรงเหมือนหนังตระกูล Slasher อย่าง Saw แต่ชอบวิธีการเล่าหลายมุมมองที่มีตัวชายผิวสีที่ถูกจับกุมขัง , ตัวฆาตกร กระทั่งกพนักงานไปรษณีย์ เป็นตัวเดินเรื่องที่รู้สึกว่าการแตกออกเป็น Layers มันทำให้เห็น Details ปลีกย่อยที่ซ่อนอยู่ตามรายทางมากกว่ามุ่งโชว์ฉากเลือดสาดเอาใจคนชอบเสพความบันเทิงแถมโดยรวมมันก็ยังส่งเสริมกับ Concept ว่าด้วยการเขียนจดหมายเป็นสื่อนำการสืบสวนโดยมีความสยองเป็นส่วนประกอบในแง่ของการสร้างบรรยากาศหรือเล่นกับอารมณ์ได้น่าติดตามพอใช้จนลืมหรือมองข้ามไปว่าวิธีนี้ก็สามารถแกะรอยหาฆาตกรได้เหมือนกัน ที่เหลือก็ไปลุ้นหน้างานกันเอาว่าหลังจากที่เห็นชายผิวสีคนหนึ่งกำลังคลานออกจากประตูแล้วมุ่งไปที่ตู้ไปรษณีย์ที่ตั้งห่างออกไปไม่ทราบแน่ชัดว่าเท่าไหร่ ? เพราะกะไม่ถูกแต่อยู่ใน Area บ้านหลังที่เพิ่งคลานออกมาจนกระทั่งมีชายคนหนึ่งเปิดประตูออกมาแล้วรีบเดินไปหาชายผิวสีที่กำลังหย่อนกระดาษแผ่นหนึ่งลงในตู้อย่างลุกลี้ลุกล้นจนชายคนนั้นมาถึงก็รีบกระชากตัวชายผิวสีด้วยเสียงในหัวร้อง อ๊า กลับไปแล้วภาพก็ได้ตัดข้ามไปอีกฉากเพียงเท่านี้จะเป็นอย่างไรต่อ

- ระหว่างเปลี่ยนผ่านไปฉากต่อไปในใจคิดว่าคงจะเล่าต่อจากนี้แต่ปรากฎว่าตัวหนังได้เล่า Part ใหม่ที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ด้วยการพาไปสำรวจวิถีชีวิตการทำงานของพนักงานไปรษณีย์จนผมตกใจไม่ทันประหนึ่งเป็นการแนะนำตัวละครไปด้วยว่าใครเป็นใคร ? มีหน้าที่ทำอะไร ? ในบรรยากาศกึ่งสารคดีด้วยภาพก็ดี สีก็ดี หรือ ตัวอักษรที่ใช้มีความ Retro ตามจริตยุค 80’s ที่แรก ๆ ตื่นตากับบรรยากาศสมัยนั้นอยู่หรอกแต่พอดูไปรู้สึกว่ามันกินเวลาค่อนข้างนานจนเป็นห่วงตัวละครที่ปูความไปก่อนหน้านี้ว่าจะโผล่มากี่โมง ? เพราะขณะนี้ได้มีตัวละครสมทบอื่นทยอยมารายงานตัวทีละคน 2 คนจนเผลอตัววูบหลับไปตอนไหนจำไม่ได้ ? แล้วมาสะดุ้งตื่นตอนที่ตัวชายคนหนึ่งเปิดประตูเข้ามาในห้องอย่างช้า ๆ แล้วเห็นชายผิวสีคนหนึ่งนั่งตรวจจดหมายเจ้าปัญหากับเสียงปลายสายอยู่แล้วบอกให้อีกฝ่ายหยุดการกระทำเดี๋ยวนี้แต่กลับถูกชายผิวสีผลักไสไล่ส่งจึงเกิดบันดาลโทสะใช้อาวุธอะไรสักอย่างฟาดไปที่ชายผิวสีอย่างแรงจนร่างร่วงลงกับกองกับพื้นพร้อมกับเลือดสด ๆ ไหลนองมา

- ผลจากการกระทำอย่างอุกอาจจนเพื่อนรู้เรื่องเลยว่าเป็นใคร ? หนังก็ได้เลี้ยวหัวกลับไปส่องวิถีชีวิตตัวฆาตกรว่าเป็นใคร ? รวมถึงสาเหตุที่ชายผิวสีที่เห็นตอนต้นถูกจับไปประหนึ่งกำลังต่อ Jigsaw ที่มีภาพถ่ายหลายชิ้นให้เลือกเรียงลำดับอย่างค่อยเป็นค่อยไปที่ดูเข้าใจง่ายจนสังเกตุว่าให้เวลาในส่วนนี้ไม่แพ้ Part พนักงานไปรษณีย์หรือเผลอ ๆ มากกว่าหน่อยนึงจนเอะใจว่าทำไมหนังถึงประเคนเวลาไปที่การส่องข้าวของภายในบ้านจนกลืนส่วนอื่นที่ควรใส่ใจ อาทิ การสร้างอารมณ์ร่วมระหว่างตัวเหยื่อกับฆาตกรในแง่ของกลวิธีการฆ่าก็ดีหรือการหาทางรอดในสถานการณ์ปิดทั้งที่จ่า Concept ไว้ตัวโตแล้วแต่นี้สาละวนอยู่แต่การย้ำคิดย้ำทำของตัวฆาตกรที่เดินไปมาอยู่แต่ในบ้านจนภาพในหัวนึกถึงซีรีส์เรื่อง Narcos ที่เป็น Meme ดังลอยเข้ามาในหัวจนขาดความตื่นเต้นที่เป็น Fight บังคับในหนังแนวนี้ด้วยว่าคนเรามันต้องการอารมณ์ร่วมด้วยเว้ยถึงจะ Enjoy กับหนังแต่ในแง่ของความสัมพันธ์ทำได้พอใช้อยู่

- ถึงกระนั้นก็พอเห็นอีกมุมว่าคงต้องการนำเสนอสภาวะของตัวฆาตกรในแง่ของความเป็นมนุษย์ไว้เพื่อรับรองเหตุผลต่อการ Action ซึ่งมันก็บอกเพียงผิวเผินแต่ก็เสียดสีสภาพที่เป็นอยู่จากการวาง Status ตัวละครกลาย ๆ เหมือนกัน แต่ดีที่ Concept ยังทำหน้าที่ตามสายอยู่เลยช่วยดึงสติให้ผมติดตามการหาทางหนีทีไล่ของชายผิวสีที่เริ่มมีการกระด้างกระเดื่องหรือตัว 2 สาวพนักงานไปรษณีย์ที่เริ่มมีบทบาทขึ้นในช่วงหลังผ่านการแกะรอยจากตัวจดหมายที่ชาวผิวสีส่งมายังไปรษณีย์จนกระทั่งมีคนตุยเกิดขึ้นจนมาถึงช่วงท้ายที่ได้เข้าสู่ Theme สืบสวนเต็มระบบโดยวิธี Manual คลำทางกันเองโดยไม่ต้องพึ่งตำรวจ ซึ่งตรงนี่แหล่ะที่ทำให้ผมลุ้นด้วยความตื่นเต้นว่าหวยจะออกมาเลขอะไร ? แม้ใจนึงพอจะคาดการณ์ปลายทางได้อยู่ลาง ๆ แต่อีกใจพอเห็นลงทางนี้ก็เป็นที่น่าพอใจและอุทานด้วยว่าแค่เนี้ยะ ? แต่กระนั้นสิ่งที่ตกใจยิ่งกว่าคือหนังสร้างจากเรื่องจริงนี่แหล่ะที่ทำเอาผมสะพรึง

ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
[CR] No.164 Dead Mail (2024) : เขียนก่อนตุย ส่งหลังวายวอด
- ตลอดระยะเวลา 1 ชั่วโมง 46 นาทีที่ดูไป ถึงไม่ได้โหดรุนแรงเหมือนหนังตระกูล Slasher อย่าง Saw แต่ชอบวิธีการเล่าหลายมุมมองที่มีตัวชายผิวสีที่ถูกจับกุมขัง , ตัวฆาตกร กระทั่งกพนักงานไปรษณีย์ เป็นตัวเดินเรื่องที่รู้สึกว่าการแตกออกเป็น Layers มันทำให้เห็น Details ปลีกย่อยที่ซ่อนอยู่ตามรายทางมากกว่ามุ่งโชว์ฉากเลือดสาดเอาใจคนชอบเสพความบันเทิงแถมโดยรวมมันก็ยังส่งเสริมกับ Concept ว่าด้วยการเขียนจดหมายเป็นสื่อนำการสืบสวนโดยมีความสยองเป็นส่วนประกอบในแง่ของการสร้างบรรยากาศหรือเล่นกับอารมณ์ได้น่าติดตามพอใช้จนลืมหรือมองข้ามไปว่าวิธีนี้ก็สามารถแกะรอยหาฆาตกรได้เหมือนกัน ที่เหลือก็ไปลุ้นหน้างานกันเอาว่าหลังจากที่เห็นชายผิวสีคนหนึ่งกำลังคลานออกจากประตูแล้วมุ่งไปที่ตู้ไปรษณีย์ที่ตั้งห่างออกไปไม่ทราบแน่ชัดว่าเท่าไหร่ ? เพราะกะไม่ถูกแต่อยู่ใน Area บ้านหลังที่เพิ่งคลานออกมาจนกระทั่งมีชายคนหนึ่งเปิดประตูออกมาแล้วรีบเดินไปหาชายผิวสีที่กำลังหย่อนกระดาษแผ่นหนึ่งลงในตู้อย่างลุกลี้ลุกล้นจนชายคนนั้นมาถึงก็รีบกระชากตัวชายผิวสีด้วยเสียงในหัวร้อง อ๊า กลับไปแล้วภาพก็ได้ตัดข้ามไปอีกฉากเพียงเท่านี้จะเป็นอย่างไรต่อ
- ระหว่างเปลี่ยนผ่านไปฉากต่อไปในใจคิดว่าคงจะเล่าต่อจากนี้แต่ปรากฎว่าตัวหนังได้เล่า Part ใหม่ที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ด้วยการพาไปสำรวจวิถีชีวิตการทำงานของพนักงานไปรษณีย์จนผมตกใจไม่ทันประหนึ่งเป็นการแนะนำตัวละครไปด้วยว่าใครเป็นใคร ? มีหน้าที่ทำอะไร ? ในบรรยากาศกึ่งสารคดีด้วยภาพก็ดี สีก็ดี หรือ ตัวอักษรที่ใช้มีความ Retro ตามจริตยุค 80’s ที่แรก ๆ ตื่นตากับบรรยากาศสมัยนั้นอยู่หรอกแต่พอดูไปรู้สึกว่ามันกินเวลาค่อนข้างนานจนเป็นห่วงตัวละครที่ปูความไปก่อนหน้านี้ว่าจะโผล่มากี่โมง ? เพราะขณะนี้ได้มีตัวละครสมทบอื่นทยอยมารายงานตัวทีละคน 2 คนจนเผลอตัววูบหลับไปตอนไหนจำไม่ได้ ? แล้วมาสะดุ้งตื่นตอนที่ตัวชายคนหนึ่งเปิดประตูเข้ามาในห้องอย่างช้า ๆ แล้วเห็นชายผิวสีคนหนึ่งนั่งตรวจจดหมายเจ้าปัญหากับเสียงปลายสายอยู่แล้วบอกให้อีกฝ่ายหยุดการกระทำเดี๋ยวนี้แต่กลับถูกชายผิวสีผลักไสไล่ส่งจึงเกิดบันดาลโทสะใช้อาวุธอะไรสักอย่างฟาดไปที่ชายผิวสีอย่างแรงจนร่างร่วงลงกับกองกับพื้นพร้อมกับเลือดสด ๆ ไหลนองมา
- ผลจากการกระทำอย่างอุกอาจจนเพื่อนรู้เรื่องเลยว่าเป็นใคร ? หนังก็ได้เลี้ยวหัวกลับไปส่องวิถีชีวิตตัวฆาตกรว่าเป็นใคร ? รวมถึงสาเหตุที่ชายผิวสีที่เห็นตอนต้นถูกจับไปประหนึ่งกำลังต่อ Jigsaw ที่มีภาพถ่ายหลายชิ้นให้เลือกเรียงลำดับอย่างค่อยเป็นค่อยไปที่ดูเข้าใจง่ายจนสังเกตุว่าให้เวลาในส่วนนี้ไม่แพ้ Part พนักงานไปรษณีย์หรือเผลอ ๆ มากกว่าหน่อยนึงจนเอะใจว่าทำไมหนังถึงประเคนเวลาไปที่การส่องข้าวของภายในบ้านจนกลืนส่วนอื่นที่ควรใส่ใจ อาทิ การสร้างอารมณ์ร่วมระหว่างตัวเหยื่อกับฆาตกรในแง่ของกลวิธีการฆ่าก็ดีหรือการหาทางรอดในสถานการณ์ปิดทั้งที่จ่า Concept ไว้ตัวโตแล้วแต่นี้สาละวนอยู่แต่การย้ำคิดย้ำทำของตัวฆาตกรที่เดินไปมาอยู่แต่ในบ้านจนภาพในหัวนึกถึงซีรีส์เรื่อง Narcos ที่เป็น Meme ดังลอยเข้ามาในหัวจนขาดความตื่นเต้นที่เป็น Fight บังคับในหนังแนวนี้ด้วยว่าคนเรามันต้องการอารมณ์ร่วมด้วยเว้ยถึงจะ Enjoy กับหนังแต่ในแง่ของความสัมพันธ์ทำได้พอใช้อยู่
- ถึงกระนั้นก็พอเห็นอีกมุมว่าคงต้องการนำเสนอสภาวะของตัวฆาตกรในแง่ของความเป็นมนุษย์ไว้เพื่อรับรองเหตุผลต่อการ Action ซึ่งมันก็บอกเพียงผิวเผินแต่ก็เสียดสีสภาพที่เป็นอยู่จากการวาง Status ตัวละครกลาย ๆ เหมือนกัน แต่ดีที่ Concept ยังทำหน้าที่ตามสายอยู่เลยช่วยดึงสติให้ผมติดตามการหาทางหนีทีไล่ของชายผิวสีที่เริ่มมีการกระด้างกระเดื่องหรือตัว 2 สาวพนักงานไปรษณีย์ที่เริ่มมีบทบาทขึ้นในช่วงหลังผ่านการแกะรอยจากตัวจดหมายที่ชาวผิวสีส่งมายังไปรษณีย์จนกระทั่งมีคนตุยเกิดขึ้นจนมาถึงช่วงท้ายที่ได้เข้าสู่ Theme สืบสวนเต็มระบบโดยวิธี Manual คลำทางกันเองโดยไม่ต้องพึ่งตำรวจ ซึ่งตรงนี่แหล่ะที่ทำให้ผมลุ้นด้วยความตื่นเต้นว่าหวยจะออกมาเลขอะไร ? แม้ใจนึงพอจะคาดการณ์ปลายทางได้อยู่ลาง ๆ แต่อีกใจพอเห็นลงทางนี้ก็เป็นที่น่าพอใจและอุทานด้วยว่าแค่เนี้ยะ ? แต่กระนั้นสิ่งที่ตกใจยิ่งกว่าคือหนังสร้างจากเรื่องจริงนี่แหล่ะที่ทำเอาผมสะพรึง
ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้