สำหรับเงื่อนไขการลงทะเบียนนั้น ก็เพื่อยืนยันตัวบุคคลที่มีสัญชาติไทยเท่านั้น โดยระบุเลขที่บัตรประชาชน 13 หลัก และ สามารถใช้ผ่านบัตรเครดิต บัตรเดบิต และบัตรโดยสาร (Rabbit Card ที่เคยลงทะเบียนไว้) ที่จะใช้งานกับระบบรถไฟฟ้าผ่านแอปฯ “ทางรัฐ”
โดยบัตรที่ได้รับการยืนยันการลงทะเบียนจะได้สิทธิ์โดยอัตโนมัติ การใช้งานจะครอบคลุมทั้งโครงข่ายรถไฟฟ้าทั้งบนดินและใต้ดิน ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 13 เส้นทาง ระยะทางรวม 279.84 กิโลเมตร 194 สถานี ประกอบไปด้วย
รถไฟฟ้าสายสีเขียว
สีทอง
สีเหลือง
สีชมพู
สีน้ำเงิน
สายสีม่วง
สายสีแดง
สายแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (ARL)
สำหรับการเริ่มต้นใช้รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ในปีแรกจะใช้กระบวนการงบประมาณ ตามที่มติของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งกระทรวงคมนาคมคาดการณ์ว่า ใช้เม็ดเงินอุดหนุนประมาณ 7-8 พันล้านบาท ส่วนในระยะยาวเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับโครงการดังกล่าว จะใช้ในรูปแบบกองทุน
“ตอนนี้เรากำลังเร่งคำนวณตัวเลขเพื่อจัดตั้งกองทุนซื้อคืนรถไฟฟ้า คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในส.ค.68 นี้ และหลังจากได้ข้อสรุปแล้ว ส่วนงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งกระบวนการทั้ง 2 อย่างควบคู่กัน ได้แก่ การเดินหน้าจัดตั้งกองทุน และการเจรจาร่วมกับเอกชนที่มีสัญญาสัมปทานอยู่”
ทั้งนี้ ยังไม่สามารถระบุได้ว่า วงเงินการจัดตั้งกองทุนจะออกมาสูงถึง 3 แสนล้านบาทตามที่มีการคาดการณ์ก่อนหน้านั้นหรือไม่ ขณะที่รูปแบบการจัดตั้งกองทุนนั้น อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะออกมาเป็นแนวทางใด เช่น รูปแบบกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น
สำหรับมติครม.นั้น ได้อนุมัติมาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าทุกสาย ในราคาไม่เกิน “20 บาทตลอดสาย ” ตามนโยบายของรัฐบาล ที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ที่เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการลดราคาค่าครองชีพในทุกมติ ให้กับประชาชน เช่น การปรับราคาค่าครองชีพ ค่าสาธารณูปโภค และค่าพลังงานต่าง ๆ
[img]https://assets.msn.com/staticsb/statics/latest/views/icons/ChevronRightBlackBold.svg[/img]
ทั้งนี้ รัฐบาลจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ์ค่าโดยสาร 20 บาท ภายในช่วงเดือน สิงหาคม 2568 ผ่านแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" และภายใน 1 ตุลาคม 2568 จะเริ่มดำเนินมาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า สูงสุด 20 บาทตลอดสายตามนโยบายรัฐบาล และภายหลังจากนั้นจะมีกระบวนการปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้โครงสร้างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง
‘คลัง’ ย้ำไม่ต้องรอตั้งกองทุน รถไฟฟ้า 20 บาท ลงทะเบียน 25 ส.ค. 2025