Cr. Youtube
หัวใจสลายที่ปลายฟ้า (50)...เดียวดายแต่ยืนหยัด
วันรุ่งขึ้น ขนมปังปิ้ง แยมผิวส้ม และ บลูเบอร์รีแยม ชา และกาแฟเตรียมไว้พร้อม ทุกคนทยอยกันออกมาจัดการกับอาหารเช้า สี่หนุ่มตาม
ลงมาจากบ้านใหญ่ อาหารเช้าง่าย ๆ ผ่านไปด้วยดี ทุกคนช่วยกันเก็บสัมภาระขึ้นรถตู้ ดวงเนตรขอพี่พลเป็นคนออกค่าใช้จ่ายเรื่องรถที่เช่ามา แต่โดน
ทุกคนเบรก ต้องใช้ระบบอเมริกันแชร์ เนื่องจากทุกคนได้ประโยชน์ และสนุกกับการมาเยือนเมืองชิคาโก ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสามรองจาก
แอลเอและนิวยอร์ค น้านิดถามเนตรเป็นรอบที่สาม “ดวงเนตรอยู่คนเดียวได้แน่นะ”
“ค่ะไม่ต้องเป็นห่วง เพราะเนตรอยู่แบบคนมีความหวังนะคะ” น้าวิวถึงได้วางใจ การเอื้อนเอ่ยอำลาเป็นการยาก สำหรับความผูกพันที่ทุกคนมี
ต่อกัน แต่นั้นแหละมันเป็นสัจธรรม ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง นกเหล่านี้ที่เติบโตพร้อมจะโบยบินขึ้นสู่ท้องฟ้า สักวันหนึ่งนกเหล่านี้ก็ต้องจากไปทีละตัว ที
ละตัว
“เฮ่อ! มันเป็นความจริงที่น่าเศร้า”
วันนี้ดวงเนตรใส่ชุดหมี เสื้อตัวในเป็นเสื้อยืดคอเต่าสีแดงสด ผมรวบและตวัดขึ้นเอากิ๊บใหญ่ติดไว้ ทุกคนเหลือความหวังน้อยนิดซึ่งต่างจาก
ดวงเนตร ทั้งหมดได้แต่ภาวนา หากปาฏิหาริย์มีจริง พี่น้อยคิดว่า
‘ดวงเนตรมีความหวังที่จะพบพี่หนอย นั้นเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เธอฟันฝ่าอุป
สรรคต่าง ๆ ไปได้ด้วยดี หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดบนโลกใบนี้ บ่อยครั้งช่างโหดร้ายนัก คนที่อยู่และยืนหยัดที่จะสู้เท่านั้นจะเป็นผู้อยู่รอด’ น้าวิว
เข้ามากอดตามด้วยพี่น้อย และทุกคน
“พวกเราเป็นกำลังใจให้นะครับพี่เนตร” เหล็กพูด ทุกคนรวมทั้งเธอดวงตาแดง
พี่พลตัดบท “เพื่อน ๆ ยังมาหากันได้อีก เอาเถอะออกรถกันได้แล้ว” ทุกคนโบกมือลาจนรถตู้ลับไปจากสายตา
ดวงเนตรเข้าไปหยิบดอกกุหลาบขาวลายเส้นสีม่วงอ่อนมา เธอแวะไปซื้อตอนช็อปปิงกับพี่ ๆ หยิบกุญแจรถแล้วขับออกไป ตรงไปที่สนาม
บินชิคาโกโอแฮร์ ประมาณยี่สิบนาทีก็ถึง ขับตรงไปยังรั้วกั้นเขตสนามบิน จุดซึ่งไม่ห่างจากจุดเกิดอุบัติเหตุ จอดรถแล้วเดินไปที่รั้ว มีเทียนแท่งวางอยู่
มีดอกไม้วางอยู่ หลายจุด ดวงเนตรเอาป้ายที่เธอเขียนลงบนกระดาษแข็งผูกด้วยโบว์สีชมพูสำหรับแขวนกับรั้ว “For my beloved boyfriend Who
I love you forever...แด่คนที่รักสุดหัวใจตลอดไป” เธอผูกป้ายเสร็จ หยิบดอกกุหลาบใหญ่ขึ้นแตะริมฝีปากแล้วหลับตา ขนตายาวเปียกชื้น
“พี่หนอยคะ...ไม่มีเวลาไหนหรือวันไหนแม้เพียงวันเดียวที่เนตรจะไม่โหยหาความรักอันอบอุ่นของพี่หนอย” เธอวางกุหลาบขาวลงช้า ๆ ครู่หนึ่ง
ที่ดวงเนตรนิ่งอยู่ในท่านั้น แล้วลุกขึ้น
ดวงเนตรแวะซื้อปอเปี๊ยะทอดที่ร้านอาหารจีน แล้วมาแวะทักทายครอบครัวแจ็กสัน มาเรียเพิ่งออกเวรมา อาบน้ำแต่งกายลำลอง ดวงเนตร
เข้าไปกดกริ่ง “Hello...ฉันซื้อปอเปี๊ยะทอดมาฝาก”
“โอ้! ยอดเยี่ยมเลยขอบคุณค่ะ”
“ไม่เห็นพวกลูก ๆ คุณมาเรีย”
“อ้อ! ถ้าเป็นช่วงเปิดเทอมเขาขอไปอยู่หอพักใกล้ ๆ มหาวิทยาลัยค่ะ”
“แจ็กสันชอบปอเปี๊ยะมาก ฉันเคยพยายามทำตามทีวี ออกมาไม่ได้เรื่องเลย จึงต้องหยุดทำ”
“คุณสนใจไหม ฉันจะสอนให้”
“จริงเหรอ” มาเรียถามอย่างตื่นเต้น
“ค่ะ ก่อนถึงอาทิตย์หน้า อีกสามวัน ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์คุณว่างวันไหน”
“วันอาทิตย์สักสิบโมงครึ่งดีไหม เพราะเราไปโบสถ์กลับมาพอดี”
“นิคกี้แน่ใจนะว่ามีเวลา...ฉันเกรงใจ”
“มีสิคะและไม่ต้องเกรงใจ คุณเป็นคนบอกฉันเอง”
“อ้อ! ใช่ ฉันจำได้ แล้วฉันต้องเตรียมอะไรบ้างล่ะ”
“ให้นิคกี้เตรียมมาดีกว่า แต่ต้องรอถามดอกเตอร์แจ็กสันไหมคะ” ดวงเนตรถามเพื่อความแน่ใจ
“รายนั้นไม่เคยมีปัญหา”
“นิคกี้จ๊ะ ไม่ต้องมีคำนำหน้าก็ได้ เรียกเขาว่าแจ็กสันดีกว่านะ”
“ไม่ได้หรอกค่ะประเทศฉัน ถือว่าครูเปรียบเหมือนพ่อแม่คนที่สองของเรา”
“มันเป็นความคิดที่ดีมาก หากเราคิดเหมือนคุณ พวกเด็ก ๆ คงไม่กล้าก่อเรื่องในโรงเรียนอย่างที่เป็นข่าวบ่อยครั้ง” ดวงเนตรยิ้ม แต่ไม่ได้ออก
ความเห็น
“คุณมาเรีย ฉันแวะมาจะถามเรื่องไปซื้อต้นไม้ดอกไม้ที่ไหนดี ช่วงนี้เข้าฤดูใบไม้ผลิแล้ว ฉันอยากจัดสวนที่มุมข้างบ้านน่ะ”
“นิคกี้ไปซื้อจากร้านมิสเซลลี่สิ ..เธอมีร้านขับไปทางเหนือเลยบ้านฉันไปไม่ไกล บอกเธอว่ามาเรียแนะนำมานะจ๊ะ”
“ขอบคุณมากเลยค่ะ งั้นฉันไปก่อน อย่าลืมนัดวันอาทิตย์นะคะ...Bye” ดวงเนตรจากไปแต่ทิ้งความประทับใจให้มาเรีย
ขนาดเธอมีความทุกข์
มากมายยังมีน้ำใจเอื้อเฟื้อ น่ารักมาก รอยยิ้มจาง ๆ ดวงตาหม่นหมอง เมื่อไรจะเห็นท้องฟ้าที่แจ่มใสพร้อมรอยยิ้มที่สดชื่นน่ารักของเธอนะ โอ้พระเจ้า!
มาเรียคิด
ดวงเนตรตรงไปยังร้านมิสเซลลี่ ทั้งสองคนคุยกันอย่างถูกอัธยาศัย ยิ่งรู้ว่ามาเรียแนะนำมาด้วยแสดงว่าคงสนิทกัน มิสเซลลี่วัย40 รูปร่างผอมสูง
ผมสีน้ำตาลเข้ม หน้าตาเหมือนครอเมริกันทั่วไป เธอให้รายละเอียดอย่างดีในการปลูกและดูแลพันธุ์ไม้ที่กำลังขนขึ้นรถให้นิคกี้ มีระแนงไม้สูงสองฟุต
ครึ่งที่ดวงเนตรซื้อมาด้วย ดวงเนตรกล่าวลาเจ้าของร้าน แล้วขับรถกลับบ้านพัก เจอกับพี่ภัทร...เธอเลยถือโอกาสขออนุญาต ทำสวนมุมบ้านฝั่งที่
ไม่ไกลจากบ้านพี่ภัทร เขามองดูต้นไม้บรรดามี เครื่องมือ ถุงดิน และ อื่น ๆ “ตามสบายแม่หนู ว่าแต่แน่ใจนะว่าจะออกมาเป็นสวนไม่เละเป็นโจ๊ก”
“ขอบคุณค่ะที่กรุณาให้กำลังใจ” ดวงเนตรปลายตามองเขา พี่ภัทรเดินออกไปอย่างไม่ถูกอารมณ์
‘ เฮ่อ! น่าสงสารคนประเภทนี้นะ’ ดวงเนตรคิด
เธอลงมือวางกระถางดอกลิลลี่สีขาวอมชมพู สองกระถางไว้ตรงมุมซ้ายและขวาใกล้กับตัวบ้าน เรียงกระถาง ดอกทิวลิปสลับสีม่วงขาวชาวม.ช.
เป็นแนวยาวชั้นที่สองดวงเนตรขุดหลุมเอาดอกเดฟโฟดิวลงทั้งต้นเพราะเมื่อเข้าฤดูหนาวดอกเหี่ยวหมด แต่พออากาศอุ่นขึ้นเดฟโฟดิลซึ่งปลูกด้วยหัว
คล้ายว่านบ้านเรา จะค่อยๆแทงหน่อขึ้นใหม่ แล้วให้ดอกสวยงามครั้งแล้วครั้งเล่า ดวงเนตรวางเฟิร์นต้นงามสองกระถางเคียงข้างต้นลิลลี่ เพิ่มความ
นุ่มนวลอ่อนโยนให้กับรูปแบบสวนของเธอ ไม้พุ่มเล็ก ๆ ถูกปลูกคลุมเป็นจุดเพื่อปิดหน้าดิน ดวงเนตรตอกรั้วไม้ระแนงขนาดสองฟุตครึ่งรอบสวนที่จัด
ด้วยฆ้อนที่ซื้อมาจากร้านเซลลี่ เธอเดินดูผลงานอยู่สองรอบอย่างภูมิใจ และผละไปอาบน้ำ
ใกล้จะห้าโมงแล้ว ดวงเนตรเพิ่งสังเกต ระหว่างจัดสวนว่าตัวบ้านเปิดออกได้สองทาง เพราะฝั่งที่ติดกับโต๊ะเขียนหนังสือเปิดออกมาได้
เป็นส่วนของชานหน้าบ้านที่ยื่นออกมานั่นเอง ดวงเนตรคิดว่ามันเป็นที่ซึ่งเหมาะมากถ้าวางม้าโยกที่ชานบ้านด้านหน้า หลังคาบ้านคลุมเลยชานบ้าน
ออกไปอีกพอสมควรทีเดียว กว่าจะปล้ำเอาเก้าอี้โยกมาตั้งได้ดั่งใจฝันก็เล่นเอาเหนื่อย ตะวันกำลังลับขอบฟ้า อย่างอ้อยอิ่งเหมือนอาลัย ความมืด
คืบคลานเข้ามาแทนที่อลมพัดโบกโชยกลิ่นดอกไม้นานาพันธุ์มาให้ได้ชื่นใจ ทุกอย่างเริ่มลงตัวน่าอบอุ่นแต่ใจดวงนี้หนอต้องรออีกกี่วัน กี่ปี
“พระเจ้าทรงโปรดเห็นใจในความรักของข้าด้วยเถิด” ความหวังริบหรี่แต่ไม่เคยสิ้นหวัง
พี่ภัทรมองลงมาเห็นบ้านหลังเล็กของดวงเนตรและสวนย่อมที่เขาดูถูกไว้ กลับกลายเป็นการผสมผสานกันอย่างสวยงามลงตัว แทบไม่น่าเชื่อ
ว่าเด็กคนนี้จะมีความสามารถในเรื่องนี้ น่าจะดูจากในแมกกะซีน และพอลงมือทำเธอทำได้งดงามจริง ๆ มันช่วยทำให้เกิดความรู้สึกอบอุ่น พี่ภัทรยอม
รับอย่างเงียบ ๆ
ดวงเนตรเอาลังไม้ที่พี่หน่อยทำขึ้นไว้ใส่ของ ซึ่งตอนนี้ของทุกชิ้นที่พี่หนอยเคยเก็บไว้ในลังถูกจัดเก็บไว้อย่างดีในห้องแล้วโดยเฉพาะ ดอก
กุหลาบแห้งถูกวางซ้อนเหลื่อมเป็นชั้นอย่างงดงามในตะกร้าสานใบกลางที่ได้มาจากครอบครัวแจ็กสัน เหลือแต่ลังไม้เปล่า ๆ ดวงเนตรไปร้านมิส
เซลลี่อีกในวันเสาร์เพื่อซื้อระแนงไม้ เธอบอกวัตถุประสงค์ แล้วเซลลี่ก็พาไปเลือกได้ของมาถูกใจ ดวงเนตรใช้สว่านเจาะยึดส่วนล่างของระแนงเข้า
กับลัง แล้วเจาะ ส่วนที่สูงขึ้นมาถึงราวระเบียงบ้านอีกสองจุด ดูว่าแน่นหนาพอแล้ว เธอยกกระถางต้นองุ่นรูปใบสวยงาม จับให้กิ่งเล็กเลื้อยไปตาม
แนวระแนงกิ่งใบสวยงาม ส่วนกล้วยไม้ซื้อมาไม่มากนำ็มาแขวนปนกับใบพลูด่างกระถางเล็ก ทิ้งระยะห่างกันพอดี เผื่อที่เหลือให้เถาองุ่นไหลเลื้อย
ไปตามระแนง ซึ่งคงต้องรออีกสักระยะหนึ่ง... ดวงเนตรคิด
เมื่อทุกอย่างลงตัว มุมนั้นก็คือโลกส่วนตัวของดวงเนตร เพราะพี่ภัทรมองลงมาเห็นแต่ระแนงไม้ เธอเอาฟูกที่เคยนั่ง ๆ นอน ๆ กับพี่หน่อย
มาพับทบกันแล้ววางลงบนเก้าอี้โยกได้พอดี แถมสองชั้นยิ่งนุ่มขึ้นอีกเวลานั่งหรือเอนตัวลงนอนพักผ่อน
วันนี้ช่วงบ่ายพนักงานโทรศัพท์จะมาต่อสายโทรศัพท์ให้ ดวงเนตรกะว่าจะได้โทรหาเตี่ยและน้องๆในช่วงหนึ่งทุ่ม ป่านนี้คงเป็นห่วงแย่แล้ว
ก่อนจะถึงเวลาโทรหาเตี่ย เวลาที่เหลือเป็นเวลาในโลกของดวงเนตร
เธอเพิ่งอาบน้ำเสร็จชงชานมร้อนมาสองแก้ว “แก้วนี้ของเนตร แล้วแก้วนี้ของพี่หนอย” เธอวางแก้วพี่หน่อยไว้บนโต๊ะกลมเล็กข้างเก้าอี้โยก
“พี่หนอยชอบสวนที่ดวงเนตรจัดไหมคะ อยู่ด้านนั่นไงชอบใช่ไหมคะ” เธอพูดเบาเหมือนดั่งพี่หนอยอยู่ที่นั่นด้วย
“ตกลงไม่ดื่มแน่นะ งั้นเนตรดื่มเองนะคะ”
ดวงเนตรปรับเอนเก้าอี้โยกเอนตัวนอนมองท้องฟ้าที่ยังมีแสงอาทิตย์ ซึ่งค่อยๆลดตัวลงต่ำ ปล่อยสายตามองออกไปไกลลิบๆ รอเวลาที่จะ
โทรหาเตี่ย การใช้จ่ายทำสวนและฉากที่ทำด้วยระแนงไม้ก็ไม่แพงอย่างที่คิด ถือซะว่าเป็นการเอาเงินที่ต้องซื้อตำรามาใช้ทำสวน โชคดีที่เธอ
ได้หนังสือเรียนจากห้องสมุดทุกวิชาเลยไม่ต้องเสียเงิน ดวงเนตรแบ่งเงินไว้ลงทะเบียนแล้วยังพอเหลือไม่มาก ต้องพยายามประหยัด หากจำเป็น
ดวงเนตรต้องเอาส่วนของพี่หน่อยมาใช้บ้างแล้วล่ะ
ดวงตะวันโบกมือลาลับจากฟากฟ้าไป
หัวใจสลายที่ปลายฟ้า (50)...เดียวดาย แต่ยืนหยัด
Cr. Youtube
หัวใจสลายที่ปลายฟ้า (50)...เดียวดายแต่ยืนหยัด
วันรุ่งขึ้น ขนมปังปิ้ง แยมผิวส้ม และ บลูเบอร์รีแยม ชา และกาแฟเตรียมไว้พร้อม ทุกคนทยอยกันออกมาจัดการกับอาหารเช้า สี่หนุ่มตาม
ลงมาจากบ้านใหญ่ อาหารเช้าง่าย ๆ ผ่านไปด้วยดี ทุกคนช่วยกันเก็บสัมภาระขึ้นรถตู้ ดวงเนตรขอพี่พลเป็นคนออกค่าใช้จ่ายเรื่องรถที่เช่ามา แต่โดน
ทุกคนเบรก ต้องใช้ระบบอเมริกันแชร์ เนื่องจากทุกคนได้ประโยชน์ และสนุกกับการมาเยือนเมืองชิคาโก ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสามรองจาก
แอลเอและนิวยอร์ค น้านิดถามเนตรเป็นรอบที่สาม “ดวงเนตรอยู่คนเดียวได้แน่นะ”
“ค่ะไม่ต้องเป็นห่วง เพราะเนตรอยู่แบบคนมีความหวังนะคะ” น้าวิวถึงได้วางใจ การเอื้อนเอ่ยอำลาเป็นการยาก สำหรับความผูกพันที่ทุกคนมี
ต่อกัน แต่นั้นแหละมันเป็นสัจธรรม ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง นกเหล่านี้ที่เติบโตพร้อมจะโบยบินขึ้นสู่ท้องฟ้า สักวันหนึ่งนกเหล่านี้ก็ต้องจากไปทีละตัว ที
ละตัว
“เฮ่อ! มันเป็นความจริงที่น่าเศร้า”
วันนี้ดวงเนตรใส่ชุดหมี เสื้อตัวในเป็นเสื้อยืดคอเต่าสีแดงสด ผมรวบและตวัดขึ้นเอากิ๊บใหญ่ติดไว้ ทุกคนเหลือความหวังน้อยนิดซึ่งต่างจาก
ดวงเนตร ทั้งหมดได้แต่ภาวนา หากปาฏิหาริย์มีจริง พี่น้อยคิดว่า ‘ดวงเนตรมีความหวังที่จะพบพี่หนอย นั้นเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เธอฟันฝ่าอุป
สรรคต่าง ๆ ไปได้ด้วยดี หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดบนโลกใบนี้ บ่อยครั้งช่างโหดร้ายนัก คนที่อยู่และยืนหยัดที่จะสู้เท่านั้นจะเป็นผู้อยู่รอด’ น้าวิว
เข้ามากอดตามด้วยพี่น้อย และทุกคน
“พวกเราเป็นกำลังใจให้นะครับพี่เนตร” เหล็กพูด ทุกคนรวมทั้งเธอดวงตาแดง
พี่พลตัดบท “เพื่อน ๆ ยังมาหากันได้อีก เอาเถอะออกรถกันได้แล้ว” ทุกคนโบกมือลาจนรถตู้ลับไปจากสายตา
ดวงเนตรเข้าไปหยิบดอกกุหลาบขาวลายเส้นสีม่วงอ่อนมา เธอแวะไปซื้อตอนช็อปปิงกับพี่ ๆ หยิบกุญแจรถแล้วขับออกไป ตรงไปที่สนาม
บินชิคาโกโอแฮร์ ประมาณยี่สิบนาทีก็ถึง ขับตรงไปยังรั้วกั้นเขตสนามบิน จุดซึ่งไม่ห่างจากจุดเกิดอุบัติเหตุ จอดรถแล้วเดินไปที่รั้ว มีเทียนแท่งวางอยู่
มีดอกไม้วางอยู่ หลายจุด ดวงเนตรเอาป้ายที่เธอเขียนลงบนกระดาษแข็งผูกด้วยโบว์สีชมพูสำหรับแขวนกับรั้ว “For my beloved boyfriend Who
I love you forever...แด่คนที่รักสุดหัวใจตลอดไป” เธอผูกป้ายเสร็จ หยิบดอกกุหลาบใหญ่ขึ้นแตะริมฝีปากแล้วหลับตา ขนตายาวเปียกชื้น
“พี่หนอยคะ...ไม่มีเวลาไหนหรือวันไหนแม้เพียงวันเดียวที่เนตรจะไม่โหยหาความรักอันอบอุ่นของพี่หนอย” เธอวางกุหลาบขาวลงช้า ๆ ครู่หนึ่ง
ที่ดวงเนตรนิ่งอยู่ในท่านั้น แล้วลุกขึ้น
ดวงเนตรแวะซื้อปอเปี๊ยะทอดที่ร้านอาหารจีน แล้วมาแวะทักทายครอบครัวแจ็กสัน มาเรียเพิ่งออกเวรมา อาบน้ำแต่งกายลำลอง ดวงเนตร
เข้าไปกดกริ่ง “Hello...ฉันซื้อปอเปี๊ยะทอดมาฝาก”
“โอ้! ยอดเยี่ยมเลยขอบคุณค่ะ”
“ไม่เห็นพวกลูก ๆ คุณมาเรีย”
“อ้อ! ถ้าเป็นช่วงเปิดเทอมเขาขอไปอยู่หอพักใกล้ ๆ มหาวิทยาลัยค่ะ”
“แจ็กสันชอบปอเปี๊ยะมาก ฉันเคยพยายามทำตามทีวี ออกมาไม่ได้เรื่องเลย จึงต้องหยุดทำ”
“คุณสนใจไหม ฉันจะสอนให้”
“จริงเหรอ” มาเรียถามอย่างตื่นเต้น
“ค่ะ ก่อนถึงอาทิตย์หน้า อีกสามวัน ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์คุณว่างวันไหน”
“วันอาทิตย์สักสิบโมงครึ่งดีไหม เพราะเราไปโบสถ์กลับมาพอดี”
“นิคกี้แน่ใจนะว่ามีเวลา...ฉันเกรงใจ”
“มีสิคะและไม่ต้องเกรงใจ คุณเป็นคนบอกฉันเอง”
“อ้อ! ใช่ ฉันจำได้ แล้วฉันต้องเตรียมอะไรบ้างล่ะ”
“ให้นิคกี้เตรียมมาดีกว่า แต่ต้องรอถามดอกเตอร์แจ็กสันไหมคะ” ดวงเนตรถามเพื่อความแน่ใจ
“รายนั้นไม่เคยมีปัญหา”
“นิคกี้จ๊ะ ไม่ต้องมีคำนำหน้าก็ได้ เรียกเขาว่าแจ็กสันดีกว่านะ”
“ไม่ได้หรอกค่ะประเทศฉัน ถือว่าครูเปรียบเหมือนพ่อแม่คนที่สองของเรา”
“มันเป็นความคิดที่ดีมาก หากเราคิดเหมือนคุณ พวกเด็ก ๆ คงไม่กล้าก่อเรื่องในโรงเรียนอย่างที่เป็นข่าวบ่อยครั้ง” ดวงเนตรยิ้ม แต่ไม่ได้ออก
ความเห็น
“คุณมาเรีย ฉันแวะมาจะถามเรื่องไปซื้อต้นไม้ดอกไม้ที่ไหนดี ช่วงนี้เข้าฤดูใบไม้ผลิแล้ว ฉันอยากจัดสวนที่มุมข้างบ้านน่ะ”
“นิคกี้ไปซื้อจากร้านมิสเซลลี่สิ ..เธอมีร้านขับไปทางเหนือเลยบ้านฉันไปไม่ไกล บอกเธอว่ามาเรียแนะนำมานะจ๊ะ”
“ขอบคุณมากเลยค่ะ งั้นฉันไปก่อน อย่าลืมนัดวันอาทิตย์นะคะ...Bye” ดวงเนตรจากไปแต่ทิ้งความประทับใจให้มาเรีย ขนาดเธอมีความทุกข์
มากมายยังมีน้ำใจเอื้อเฟื้อ น่ารักมาก รอยยิ้มจาง ๆ ดวงตาหม่นหมอง เมื่อไรจะเห็นท้องฟ้าที่แจ่มใสพร้อมรอยยิ้มที่สดชื่นน่ารักของเธอนะ โอ้พระเจ้า!
มาเรียคิด
ดวงเนตรตรงไปยังร้านมิสเซลลี่ ทั้งสองคนคุยกันอย่างถูกอัธยาศัย ยิ่งรู้ว่ามาเรียแนะนำมาด้วยแสดงว่าคงสนิทกัน มิสเซลลี่วัย40 รูปร่างผอมสูง
ผมสีน้ำตาลเข้ม หน้าตาเหมือนครอเมริกันทั่วไป เธอให้รายละเอียดอย่างดีในการปลูกและดูแลพันธุ์ไม้ที่กำลังขนขึ้นรถให้นิคกี้ มีระแนงไม้สูงสองฟุต
ครึ่งที่ดวงเนตรซื้อมาด้วย ดวงเนตรกล่าวลาเจ้าของร้าน แล้วขับรถกลับบ้านพัก เจอกับพี่ภัทร...เธอเลยถือโอกาสขออนุญาต ทำสวนมุมบ้านฝั่งที่
ไม่ไกลจากบ้านพี่ภัทร เขามองดูต้นไม้บรรดามี เครื่องมือ ถุงดิน และ อื่น ๆ “ตามสบายแม่หนู ว่าแต่แน่ใจนะว่าจะออกมาเป็นสวนไม่เละเป็นโจ๊ก”
“ขอบคุณค่ะที่กรุณาให้กำลังใจ” ดวงเนตรปลายตามองเขา พี่ภัทรเดินออกไปอย่างไม่ถูกอารมณ์
‘ เฮ่อ! น่าสงสารคนประเภทนี้นะ’ ดวงเนตรคิด
เธอลงมือวางกระถางดอกลิลลี่สีขาวอมชมพู สองกระถางไว้ตรงมุมซ้ายและขวาใกล้กับตัวบ้าน เรียงกระถาง ดอกทิวลิปสลับสีม่วงขาวชาวม.ช.
เป็นแนวยาวชั้นที่สองดวงเนตรขุดหลุมเอาดอกเดฟโฟดิวลงทั้งต้นเพราะเมื่อเข้าฤดูหนาวดอกเหี่ยวหมด แต่พออากาศอุ่นขึ้นเดฟโฟดิลซึ่งปลูกด้วยหัว
คล้ายว่านบ้านเรา จะค่อยๆแทงหน่อขึ้นใหม่ แล้วให้ดอกสวยงามครั้งแล้วครั้งเล่า ดวงเนตรวางเฟิร์นต้นงามสองกระถางเคียงข้างต้นลิลลี่ เพิ่มความ
นุ่มนวลอ่อนโยนให้กับรูปแบบสวนของเธอ ไม้พุ่มเล็ก ๆ ถูกปลูกคลุมเป็นจุดเพื่อปิดหน้าดิน ดวงเนตรตอกรั้วไม้ระแนงขนาดสองฟุตครึ่งรอบสวนที่จัด
ด้วยฆ้อนที่ซื้อมาจากร้านเซลลี่ เธอเดินดูผลงานอยู่สองรอบอย่างภูมิใจ และผละไปอาบน้ำ
ใกล้จะห้าโมงแล้ว ดวงเนตรเพิ่งสังเกต ระหว่างจัดสวนว่าตัวบ้านเปิดออกได้สองทาง เพราะฝั่งที่ติดกับโต๊ะเขียนหนังสือเปิดออกมาได้
เป็นส่วนของชานหน้าบ้านที่ยื่นออกมานั่นเอง ดวงเนตรคิดว่ามันเป็นที่ซึ่งเหมาะมากถ้าวางม้าโยกที่ชานบ้านด้านหน้า หลังคาบ้านคลุมเลยชานบ้าน
ออกไปอีกพอสมควรทีเดียว กว่าจะปล้ำเอาเก้าอี้โยกมาตั้งได้ดั่งใจฝันก็เล่นเอาเหนื่อย ตะวันกำลังลับขอบฟ้า อย่างอ้อยอิ่งเหมือนอาลัย ความมืด
คืบคลานเข้ามาแทนที่อลมพัดโบกโชยกลิ่นดอกไม้นานาพันธุ์มาให้ได้ชื่นใจ ทุกอย่างเริ่มลงตัวน่าอบอุ่นแต่ใจดวงนี้หนอต้องรออีกกี่วัน กี่ปี
“พระเจ้าทรงโปรดเห็นใจในความรักของข้าด้วยเถิด” ความหวังริบหรี่แต่ไม่เคยสิ้นหวัง
พี่ภัทรมองลงมาเห็นบ้านหลังเล็กของดวงเนตรและสวนย่อมที่เขาดูถูกไว้ กลับกลายเป็นการผสมผสานกันอย่างสวยงามลงตัว แทบไม่น่าเชื่อ
ว่าเด็กคนนี้จะมีความสามารถในเรื่องนี้ น่าจะดูจากในแมกกะซีน และพอลงมือทำเธอทำได้งดงามจริง ๆ มันช่วยทำให้เกิดความรู้สึกอบอุ่น พี่ภัทรยอม
รับอย่างเงียบ ๆ
ดวงเนตรเอาลังไม้ที่พี่หน่อยทำขึ้นไว้ใส่ของ ซึ่งตอนนี้ของทุกชิ้นที่พี่หนอยเคยเก็บไว้ในลังถูกจัดเก็บไว้อย่างดีในห้องแล้วโดยเฉพาะ ดอก
กุหลาบแห้งถูกวางซ้อนเหลื่อมเป็นชั้นอย่างงดงามในตะกร้าสานใบกลางที่ได้มาจากครอบครัวแจ็กสัน เหลือแต่ลังไม้เปล่า ๆ ดวงเนตรไปร้านมิส
เซลลี่อีกในวันเสาร์เพื่อซื้อระแนงไม้ เธอบอกวัตถุประสงค์ แล้วเซลลี่ก็พาไปเลือกได้ของมาถูกใจ ดวงเนตรใช้สว่านเจาะยึดส่วนล่างของระแนงเข้า
กับลัง แล้วเจาะ ส่วนที่สูงขึ้นมาถึงราวระเบียงบ้านอีกสองจุด ดูว่าแน่นหนาพอแล้ว เธอยกกระถางต้นองุ่นรูปใบสวยงาม จับให้กิ่งเล็กเลื้อยไปตาม
แนวระแนงกิ่งใบสวยงาม ส่วนกล้วยไม้ซื้อมาไม่มากนำ็มาแขวนปนกับใบพลูด่างกระถางเล็ก ทิ้งระยะห่างกันพอดี เผื่อที่เหลือให้เถาองุ่นไหลเลื้อย
ไปตามระแนง ซึ่งคงต้องรออีกสักระยะหนึ่ง... ดวงเนตรคิด
เมื่อทุกอย่างลงตัว มุมนั้นก็คือโลกส่วนตัวของดวงเนตร เพราะพี่ภัทรมองลงมาเห็นแต่ระแนงไม้ เธอเอาฟูกที่เคยนั่ง ๆ นอน ๆ กับพี่หน่อย
มาพับทบกันแล้ววางลงบนเก้าอี้โยกได้พอดี แถมสองชั้นยิ่งนุ่มขึ้นอีกเวลานั่งหรือเอนตัวลงนอนพักผ่อน
วันนี้ช่วงบ่ายพนักงานโทรศัพท์จะมาต่อสายโทรศัพท์ให้ ดวงเนตรกะว่าจะได้โทรหาเตี่ยและน้องๆในช่วงหนึ่งทุ่ม ป่านนี้คงเป็นห่วงแย่แล้ว
ก่อนจะถึงเวลาโทรหาเตี่ย เวลาที่เหลือเป็นเวลาในโลกของดวงเนตร
เธอเพิ่งอาบน้ำเสร็จชงชานมร้อนมาสองแก้ว “แก้วนี้ของเนตร แล้วแก้วนี้ของพี่หนอย” เธอวางแก้วพี่หน่อยไว้บนโต๊ะกลมเล็กข้างเก้าอี้โยก
“พี่หนอยชอบสวนที่ดวงเนตรจัดไหมคะ อยู่ด้านนั่นไงชอบใช่ไหมคะ” เธอพูดเบาเหมือนดั่งพี่หนอยอยู่ที่นั่นด้วย
“ตกลงไม่ดื่มแน่นะ งั้นเนตรดื่มเองนะคะ”
ดวงเนตรปรับเอนเก้าอี้โยกเอนตัวนอนมองท้องฟ้าที่ยังมีแสงอาทิตย์ ซึ่งค่อยๆลดตัวลงต่ำ ปล่อยสายตามองออกไปไกลลิบๆ รอเวลาที่จะ
โทรหาเตี่ย การใช้จ่ายทำสวนและฉากที่ทำด้วยระแนงไม้ก็ไม่แพงอย่างที่คิด ถือซะว่าเป็นการเอาเงินที่ต้องซื้อตำรามาใช้ทำสวน โชคดีที่เธอ
ได้หนังสือเรียนจากห้องสมุดทุกวิชาเลยไม่ต้องเสียเงิน ดวงเนตรแบ่งเงินไว้ลงทะเบียนแล้วยังพอเหลือไม่มาก ต้องพยายามประหยัด หากจำเป็น
ดวงเนตรต้องเอาส่วนของพี่หน่อยมาใช้บ้างแล้วล่ะ ดวงตะวันโบกมือลาลับจากฟากฟ้าไป