ในปีคศ.1907 (พศ 2450) เราเคยเซ็นสัญญาปักปันเขตแดนกับฝรั่งเศสโดนมีเอกสารแนบเป็นแผนที่1:200,000 แผนที่ฉบับนี้เป็นแผนที่ที่เป็นฉบับที่มีการอ้างอิงโดยศาลโลกว่าไทยได้ยอมรับไปแล้ว และในเวลาต่อมาไทยยังได้ขอสำเนาเพิ่ม โดยมีบันทึกว่า
"แผนที่เหล่านี้จัดพิมพ์โดยบริษัท H. Barrere ปารีส ส่งให้สยามผ่านสถานทูตที่กรุงปารีสในปี 1908 รัฐบาลสยามในเวลานั้นโดยกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ขอแผนที่เพิ่มเติมเพื่อให้เพียงพอต่อการใช้งานและได้แจกจ่ายไปให้กับหัวเมืองชายแดนทั้งหมด เพื่อใช้เป็นแนวทางการกำหนดเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีน"
แผนที่ฉบับนี้จัดทำโดยอ้างอิงสันปันน้ำและแหล่งวัฒนธรรม(ก็ปราสาทที่มีเรื่องนี่แหละ) ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ทำแผนที่กัน ถ้านอกแนวสันเขามีชุมชนหมู่บ้านหรือโบราณสถานที่สะท้อนวัฒนธรรมก็มักจะครอบคลุมไปด้วย และไม่ว่าจะชอบด้วยเหตุผลหรือไม่ เราไม่ได้โต้แย้ง และได้ใช้งานแผนที่นั้นอย่างราบรื่นมา60กว่าปี
จนมาในปี 2494 เราเริ่มทำแผนที่ฉบับใหม่ด้วยความช่วยเหลือจากอเมริกา(ทำไปทำไม?)โดยอ้างอิงกับสันปันน้ำและสภาพทางภูมิศาสตร์ อย่างเดียว จนเสร็จในปี 2512 แล้วพบว่ามีเส้นเขตแดน ไม่ตรงกับแผนที่ 1:200000 ซึ่งก็แน่นอนว่ามันจะไม่ตรงเพราะหลักการมันคนละอัน ทำให้เกินกรณีพิพาทเขาพระวิหารอย่างที่ทราบๆกัน
ข้อสังเกตุ
1 ทั้งสองประเทศไม่มีปัญหาที่จะอยู่ร่วมกันตามสนธิสัญญาปักปันเขตแดน จนกระทั่งมีการทำแผนที่ใหม่โดยไทย เป็นเวลา62ปี(คือเกือบชั่วอายุคน) ถ้ารัฐบาลเขมรยอมเปลี่ยนเส้นเขตแดนตามเรา รัฐบาลเขมรก็อยู่ไม่ได้ ถ้ามองกลับกันเป็นไทยเจอแบบนั้น เราก็ไม่ยอมแน่นอน
2 แผนที่ใหม่ทำให้เราได้ดินแดนที่มีข้อพิพาทเพิ่มเพราะเราไม่คำนึงถึงหลักฐานทางวัฒนธรรม ไม่ใช่เพราะความละเอียด ปัญหาด้านความละเอียดเพื่อนบ้านไม่มีปัญหาและเจรจากันอยู่ (แต่ตัวปราสาทไม่อยู่ในการเจรจา) ดังนั้นเลิกอ้างว่าแผนที่ละเอียดกว่าจะถูกต้องกว่า เพราะประเด็นคือเรื่องหลักฐานทางวัฒนธรรม ต่างหากคือตัวที่ขัดแย้งกัน
3 เราไม่ยอมไปศาลโลกเพราะกลัวแพ้(ทำไม) เราจะเจรจาสองฝ่ายเท่านั้น แต่การเจรจาสองฝ่ายที่ฝ่ายเราได้ฝ่ายเดียว เจรจายังไงมันก็ไม่จบ
4 ทั้งสองชาติจะมีความขัดแย้งกันไปอีกนานแสนนาน
ปัญหาพรมแดน ความจริงที่มีอยู่แต่ไม่ได้ยินใครพูดถึง
"แผนที่เหล่านี้จัดพิมพ์โดยบริษัท H. Barrere ปารีส ส่งให้สยามผ่านสถานทูตที่กรุงปารีสในปี 1908 รัฐบาลสยามในเวลานั้นโดยกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ขอแผนที่เพิ่มเติมเพื่อให้เพียงพอต่อการใช้งานและได้แจกจ่ายไปให้กับหัวเมืองชายแดนทั้งหมด เพื่อใช้เป็นแนวทางการกำหนดเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีน"
แผนที่ฉบับนี้จัดทำโดยอ้างอิงสันปันน้ำและแหล่งวัฒนธรรม(ก็ปราสาทที่มีเรื่องนี่แหละ) ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ทำแผนที่กัน ถ้านอกแนวสันเขามีชุมชนหมู่บ้านหรือโบราณสถานที่สะท้อนวัฒนธรรมก็มักจะครอบคลุมไปด้วย และไม่ว่าจะชอบด้วยเหตุผลหรือไม่ เราไม่ได้โต้แย้ง และได้ใช้งานแผนที่นั้นอย่างราบรื่นมา60กว่าปี
จนมาในปี 2494 เราเริ่มทำแผนที่ฉบับใหม่ด้วยความช่วยเหลือจากอเมริกา(ทำไปทำไม?)โดยอ้างอิงกับสันปันน้ำและสภาพทางภูมิศาสตร์ อย่างเดียว จนเสร็จในปี 2512 แล้วพบว่ามีเส้นเขตแดน ไม่ตรงกับแผนที่ 1:200000 ซึ่งก็แน่นอนว่ามันจะไม่ตรงเพราะหลักการมันคนละอัน ทำให้เกินกรณีพิพาทเขาพระวิหารอย่างที่ทราบๆกัน
ข้อสังเกตุ
1 ทั้งสองประเทศไม่มีปัญหาที่จะอยู่ร่วมกันตามสนธิสัญญาปักปันเขตแดน จนกระทั่งมีการทำแผนที่ใหม่โดยไทย เป็นเวลา62ปี(คือเกือบชั่วอายุคน) ถ้ารัฐบาลเขมรยอมเปลี่ยนเส้นเขตแดนตามเรา รัฐบาลเขมรก็อยู่ไม่ได้ ถ้ามองกลับกันเป็นไทยเจอแบบนั้น เราก็ไม่ยอมแน่นอน
2 แผนที่ใหม่ทำให้เราได้ดินแดนที่มีข้อพิพาทเพิ่มเพราะเราไม่คำนึงถึงหลักฐานทางวัฒนธรรม ไม่ใช่เพราะความละเอียด ปัญหาด้านความละเอียดเพื่อนบ้านไม่มีปัญหาและเจรจากันอยู่ (แต่ตัวปราสาทไม่อยู่ในการเจรจา) ดังนั้นเลิกอ้างว่าแผนที่ละเอียดกว่าจะถูกต้องกว่า เพราะประเด็นคือเรื่องหลักฐานทางวัฒนธรรม ต่างหากคือตัวที่ขัดแย้งกัน
3 เราไม่ยอมไปศาลโลกเพราะกลัวแพ้(ทำไม) เราจะเจรจาสองฝ่ายเท่านั้น แต่การเจรจาสองฝ่ายที่ฝ่ายเราได้ฝ่ายเดียว เจรจายังไงมันก็ไม่จบ
4 ทั้งสองชาติจะมีความขัดแย้งกันไปอีกนานแสนนาน