"ธนาธร" ชี้ความขัดแย้งการเมืองในรอบ 20 ปี ทำไทยพังทุกด้าน ใช้เวลาฟื้นฟูไม่ต่ำกว่า 10 ปี
https://ch3plus.com/news/political/morning/445380
.

.
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่หอประชุมศูนย์มานุษยวิทยาสิรินทร นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ได้รับเชิญให้ร่วมเป็นวิทยากรในการเสวนาวิชาการ “เศรษฐกิจ-การเมือง ที่มีสมองและหัวใจ” ในงาน ปาฐกถา นิธิ เอียวศรีวงศ์ ประจำปี 2568
.
โดย นายธนาธร ระบุว่า เศรษฐกิจและการเมืองปัจจุบัน มีความสัมพันธ์กันอย่างมาก ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งเป็นปีที่เริ่มต้นความขัดแย้งทางการเมืองรอบนี้ ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรี มาแล้ว 9 คน โดย 4 ใน 9 ถูกให้พ้นตำแหน่งโดยคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ มีรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ มีการยุบพรรคการเมืองหลัก 9 พรรค มีการชุมนุมใหญ่ 4 ระลอก มีรัฐประหาร 2 ครั้ง โมฆะการเลือกตั้ง 2 ครั้ง
.
ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่สามารถหาข้อตกลงทางการเมือง ว่าจะอยู่กันภายใต้กติกาแบบไหนที่ทุกฝ่ายยอมรับกันได้ ใครจะมีอำนาจเท่าไหร่ จะถ่วงดุลผู้ใช้อำนาจกันอย่างไร เมื่อไม่มีกติกาเช่นนี้ ก็ทำให้กลุ่มการเมืองและกลุ่มก้อนพลังสังคมต่างๆ ไม่มีใครเอาเวลาและทรัพยากรของประเทศไปผลักดันประเทศให้ไปข้างหน้า แต่กลับเอาทั้งเวลาและงบประมาณ ไปช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมือง เพื่อรักษาฐานที่มั่นทางการเมืองของตัวเอง
.
นายธนาธร กล่าวต่อไปว่า หากย้อนดูการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ผ่านมา ในทศวรรษ 2530 เศรษฐกิจประเทศไทยเติบโตโดยเฉลี่ยปีละ 7.3% ทศวรรษ 2540 เติบโต 5.3% ทศวรรษ 2550 เติบโต 3.2% และทศวรรษ 2560 เติบโตเพียง 2% ต่อปี น้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ที่อยู่ในระดับการพัฒนาเดียวกัน
20 ปีที่ผ่านมา ยังเกิดปัญหาสำคัญอีกอย่างคือ ปัญหาประชากรสูงวัย ประชากรเด็กเกิดใหม่ปีล่าสุดอยู่ที่ราว 4 แสนคน ย้อนหลัง 10 ปีที่แล้ว อยู่ที่ 8 แสน ย้อนไปอีก 10 ปีก่อน อยู่ที่ปีละ 1 ล้านคน มันบ่งบอกว่าการมีระบบเศรษฐกิจ-การเมือง ที่ไม่มีสมองและไม่มีหัวใจแบบนี้ ทำให้คนไม่สามารถสร้างครอบครัวที่มั่นคงได้ การมีบุตรหนึ่งคน เป็นภาระค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ทำให้คนไม่อยากมีลูกกัน และยังไม่มีแนวโน้มจะกลับขึ้นมา
.
นายธนาธร กล่าวต่อว่า ความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา ทำให้ระบบเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศไทยพัง ถ้าเปรียบเหมือนบ้าน ก็เป็นบ้านที่เสาหลักพังไปหมด ไม่ว่าจะเป็นขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ระบบนิติรัฐนิติธรรม นำมาซึ่งความล่มสลายของความไว้เนื้อเชื่อใจกันในสังคม ไม่ว่าจะมองทางไหน บ้านผุพังเต็มที และจำเป็นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จริงๆ ทั้งในเรื่องการเมืองและระบบเศรษฐกิจ ไม่เช่นนั้นคนรุ่นต่อไปจะยิ่งลำบาก
.
และเมื่อมองไปที่งบดุลของแต่ละผู้เล่นของรัฐตอนนี้แย่มาก และจะแย่ลงไปเรื่อยๆ 20 ปีที่ผ่านมา รัฐไทยใช้งบประมาณไปแล้ว 53 ล้านล้านบาท แต่ประเทศกลับไม่ได้เจริญขึ้นมาอย่างจับต้องได้ สิ่งที่ลงไป 53 ล้านล้านบาท ไม่ออกดอกออกผล การเติบโตช้า เมื่อลงทุนไปแล้วแต่การเติบโตช้า ดอกเบี้ยของเงินกู้ที่นำมาใช้ในการลงทุนก็กำลังกินหัวเราอยู่ทุกวันนี้ 5 ปีที่แล้ว เราใช้รายได้ของรัฐจ่ายดอกเบี้ยปีละ 7.1% แต่อีก 5 ปีข้างหน้า มันจะกลายเป็น 14% ของรายได้ ที่ต้องเอาไปจ่ายดอกเบี้ย หมายความว่าศักยภาพในการลงทุนของภาครัฐในอนาคตจะน้อยลงไปอีก
.
นายธนาธร กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน งบดุลของ SMEs และประชาชนทั่วไปก็พังไปหมดแล้ว หนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ทำให้เห็นได้ชัดว่าตั้งแต่เกิดโควิดมา มันขึ้นแล้วไม่ลงอีกเลย งบดุลตัวเดียวที่ยังพอดูแล้วแข็งแรงคือ บริษัทขนาดใหญ่ของประเทศไทย แต่เอกชนไทยขนาดใหญ่ต่างก็ไปลงทุนต่างประเทศหมดแล้ว เพราะไม่มีใครรู้สึกว่าประเทศไทยมีโอกาสน่าลงทุน เป็นการลงทุนในลักษณะการทดแทนของเดิมมากกว่า แต่การลงทุนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต เพิ่มการจ้างงาน แทบทุกภาคส่วนในประเทศไทยน้อยมาก
.
ดังนั้น มันถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องเริ่มกลับมาสร้างพื้นฐานกันใหม่ แต่แน่นอนว่า การเปลี่ยนแปลงหรือสร้างองค์กรแต่ละครั้ง ไม่สามารถทำได้ด้วยเวลาอันสั้น การอัดฉีดงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นยังจำเป็น แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การวางรากฐานของเศรษฐกิจที่แข่งขันกับโลกได้ สร้างงานที่ดีมีคุณภาพให้คนรุ่นต่อไปได้ในระยะยาว
.
นายธนาธร กล่าวว่า นี่คือสิ่งที่ยังไม่มีการทำในเวลานี้ ไม่มีอุตสาหกรรมใหม่เกิดขึ้น ประเทศไทยเคยมีการเติบโตของอุตสาหกรรมสิ่งทอ เหล็ก และอุตสาหกรรมพื้นฐานในทศวรรษ 2520 และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ขึ้นในทศวรรษ 2540 แต่หลังจากนั้น ก็ไม่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่และห่วงโซ่อุปทานใหม่ขึ้นมาอีกเลย
.
การสร้างอุตสาหกรรมหรือขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศใหม่ อาจต้องใช้เวลาถึง 10 ปี แต่ต้องมีการลงทุนตั้งแต่วันนี้ ถ้าไม่ลงทุนตั้งแต่วันนี้ไม่มีทางสร้างสำเร็จ อย่างเช่นเรื่องรถไฟ ที่อีก 5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยอาจต้องมีการซื้อรถไฟใหม่ทั้งประเทศ 2 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการไปจ้างคนจีนทำ ขณะที่การสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ ใช้เพียง 8 พันล้านบาท ก็สามารถเริ่มอุตสาหกรรมรถไฟในประเทศได้แล้ว อินโดนีเซียสร้างรถไฟเองได้แล้ว อินเดียและเวียดนาม ก็เช่นกัน ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในแถบนี้ ที่ยังไม่สามารถสร้างรถไฟเองได้
.
นายธนาธร กล่าวต่อไปว่า ประเทศไทยต้องมีการจัดสรรงบประมาณใหม่ อะไรที่เป็นการทำเพื่อความนิยมทางการเมืองระยะสั้นต้องเลิกทำ การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นจำเป็นต้องทำอยู่ แต่สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญกว่าคือ การวางพื้นฐานของประเทศในระยะยาว ที่ประเทศพังมาขนาดนี้ ไม่มีใครกู้ประเทศไทยได้ภายใน 3-5 ปีแน่นอน แต่อย่างน้อยต้องใช้เวลาถึง 10
.
สิ่งที่สำคัญกว่าในระยะยาวคือ การสร้างประเทศกันใหม่ ก่ออิฐกันทีละก้อน สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชนไทย ให้สามารถแข่งขันกับโลกใบใหม่ได้ ฟื้นฟูนิติรัฐนิติธรรมในประเทศไทย สร้างประชาธิปไตย สร้างค่านิยมในการหวงแหนปกป้องสิทธิมนุษยชน ต้องทำสิ่งเหล่านี้ไปพร้อมๆ กัน ถึงจะนำมาซึ่งระบบเศรษฐกิจ การเมือง ที่มีสมอง และมีหัวใจในระยะยาวได้
.
.
ช่อ หวัง บุ๋ม ปนัดดา บอกประชาคมโลก ไทยยึดหลักการ-ไม่รุกก่อน หากเขมรละเมิด ต้องฟ้องทันที
https://www.matichon.co.th/politics/news_5314592
.
‘ช่อ พรรณิการ์’ ขอมอบภารกิจจักรวาลให้ ‘บุ๋ม ปนัดดา’ สื่อสารกับประชาคมโลก อย่าเพียงแค่ตอบโต้ ‘มาลี’ ชี้ ต้องทำให้เห็น ‘ไทย’ ไม่ใช่ฝ่ายรุกราน แต่รักษาสันติภาพ เชื่อ ความสามารถ ‘ปนัดดา’ มีมากกว่าจ้อคนเขมร มองสถานการณ์กำลังคลี่คลาย ทีมมอนิเตอร์ต้องทำงาน หาก ‘กัมพูชา’ ไม่รักษาข้อตกลง ต้องฟ้องทันที
.
เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกคณะก้าวหน้า ให้สัมภาษณ์กับถึงกรณีที่ศูนย์บริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดตัว น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี อดีตนางสาวไทยปี 2543 ว่า ผลของการประชุม GBC ที่เกิดขึ้น ที่ทั้งไทยและกัมพูชาได้ตกลงร่วมกัน ข้อที่สำคัญมากเกี่ยวกับการสื่อสารคือทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะไม่มีการใส่ร้ายป้ายสีกันด้วยข้อมูลข่าวปลอมหรือ ปฏิบัติการทางจิตวิทยาหรือยั่วยุให้เกิดความรุนแรง ทำให้ความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศย่ำแย่ลง ดังนั้น การที่ ศบ.ทก.ตั้งโฆษกคนใหม่ โดยพยายามบอกว่าเอา น.ส.ปนัดดา มาชนกับ พล.ท.มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ตนคิดว่า น.ส.ปนัดดา สามารถทำได้มากกว่านั้นมาก ด้วยบุคลิก ความสามารถด้านภาษา หรืออะไรก็ตาม ตนคิดว่าเป็นภารกิจของจักรวาลก็ได้
.
“เราจะต้องทำให้เห็นว่าสื่อสารของเรา ไม่ใช่สื่อสารเพื่อตอบโต้กลับมาลีหรือกัมพูชา สิ่งที่ดิฉันหวังจะเห็นจากคุณบุ๋มคือคุณบุ๋มเป็นผู้สื่อสารกับประชาคมโลก นานาอารยประเทศที่เขากำลังจับตามองอยู่ว่าความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาจะคลี่คลายไปสู่ทิศทางใด ซึ่งทุกฝ่ายก็หวังสันติภาพ ดิฉันคิดว่าภารกิจจักรวาลของคุณบุ๋มก็คือทำให้ประชาคมโลกได้เห็นว่าไทยเป็นประเทศที่ยึดหลักการ ยึดหลักสันติภาพ และเป็นประเทศที่ไม่ไปรุกรานใครก่อน มีวุฒิภาวะ ใช้เหตุผล ไม่ใช้เฟคนิวส์ ซึ่งดิฉันเชื่อว่าคุณบุ๋มทำได้ จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยมหาศาล เพราะปัจจุบันนี้ที่เรากำลังต่อสู้อยู่ เราต่อสู้เพื่อสร้างการยอมรับให้ประชาคมโลก ให้นานาประเทศเชื่อว่าเราเป็นฝ่ายที่ถูกต้อง ไม่ได้ไปรุกรานหรือรังแกประเทศที่อ่อนแอกว่า” น.ส.พรรณิการ์กล่าว
.
เมื่อถามว่าฝ่ายกองเชียร์อาจจะหวังให้มีการตอบโต้ จะต้องลดความร้อนแรงหรือไม่ น.ส.พรรณิการ์กล่าวว่า สถานการณ์ ณ วันนี้เป็นสถานการณ์ที่คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีแล้ว แน่นอนว่าการปะทะสงบนิ่งมาเป็นสัปดาห์แล้ว เหลือแต่ให้สถานการณ์มั่นคงพอพี่น้องประชาชนสามารถกลับบ้านได้ ก็จะเข้าสู่สถานการณ์ที่เกือบจะเป็นปกติ ที่เหลือก็เป็นการจัดการด้านชายแดน เป็นเรื่องของทหารทั้งสองประเทศ เพราะฉะนั้นโดยสถานการณ์ที่กำลังคลี่คลายลงไปแบบนี้แล้ว ตนคิดว่าการสื่อสารของ น.ส.ปนัดดา คงเป็นเรื่องของช่วยให้เกิดความเข้าใจอันดี และที่สำคัญคือให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่าเมื่อสถานการณ์คลี่คลายแล้วพวกเขาจะกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะคืนความปกติสุขในทุกระดับให้กับประชาชนชายแดน ซึ่งเกือบ 200,000 คนยังไม่ได้กลับบ้าน
.
เมื่อถามว่าในทางการต่างประเทศ จะต้องจับตาอะไรอีกหรือไม่ ต่อจากนี้ น.ส.พรรณิการ์กล่าวว่า ผลของ GBC เมื่อวานนี้ เห็นได้ชัดเจนว่ามีความพยายามที่จะมีกรอบการเดินหลังจากนี้ไปอย่างเป็นระบบมากๆ สิ่งที่ต้องจับตามองคือการตั้งทีมที่เรียกว่า Interim Observer Team (IOT) หรือคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อสรุปของการประชุมเมื่อวานนี้ ว่า ในระหว่างทีมผู้สังเกตการณ์ตัวจริงจะต้องรอทางมาเลเซียที่เขาเป็นคนกลาง ตั้งทีมที่จะประกอบไปด้วยใครบ้าง แต่ทีมที่จะต้องตั้งขึ้นมาเพื่อดูว่าการหยุดยิงจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพราะต้องยอมรับว่าเราเองก็ไม่มั่นใจ ว่ากัมพูชาจะปฏิบัติตามข้อตกลงที่ดูดีมากได้มากน้อยแค่ไหน ทีมมอนิเตอร์จึงมีความสำคัญ จะได้เป็นกระบอกเสียงของความจริงว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งละเมิดการหยุดยิงเป็นฝ่ายไหน เพราะเราเป็นคู่ขัดแย้งกับกัมพูชา ถ้าพูดเองจะน่าเชื่อถือ เพราะประชาคมโลกมองว่าเป็นคู่ขัดแย้งกัน ถ้ากัมพูชาเขาละเมิด ทีมมอนิเตอร์ต้องทำงานทันที ก็จะกลับมาที่โฆษกของเรา อย่าง น.ส.ปนัดดา ก็จะมีส่วนช่วยขยายให้ประชาคมโลกได้เห็นว่า ถ้าละเมิดการหยุดยิงขึ้น ข้อเท็จจริงคืออะไร
JJNY : 5in1"ธนาธร"ชี้ไทยพังทุกด้าน│ช่อหวังบุ๋มบอกโลก│ส.ส.ปชน.แนะรบ.│แถลงยัน 2 ฝ่ายอยู่ในที่มั่น│น้ำท่วม-ดินถล่มในญี่ปุ่น
https://ch3plus.com/news/political/morning/445380
.
.
.
ช่อ หวัง บุ๋ม ปนัดดา บอกประชาคมโลก ไทยยึดหลักการ-ไม่รุกก่อน หากเขมรละเมิด ต้องฟ้องทันที
https://www.matichon.co.th/politics/news_5314592
.