
เดอะ รีจิสเตอร์ (The Register) เวปไซต์วิเคราะห์การเมืองเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ได้รายงานบทความวิเคราะห์ ว่า "การปะทะกันที่ชายแดนกัมพูชา-ไทยอันร้ายแรงนั้น เชื่อมโยงกับแหล่งแสกมเมอร์ในกัมพูชา ซึ่งมีส่วนจุดชนวนทำให้เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรง
รายงานระบุว่า ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้นส่วนใหญ่จากข้อพิพาทที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ ซึ่งความตึงเครียเพิ่มสูงขึ้นอยู่แล้ว และการตอบโต้ของไทย รวมถึงการข่มขู่ที่จะตัดไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตไปยังกัมพูชา ซึ่งดูเหมือนว่าจะทำให้แหล่งแสกมเมอร์ ในกัมพูชาต้องลำบากไปด้วย
เดอะ รีจิสเตอร์ส ระบุชัดว่า "การที่กัมพูชาเป็นแหล่งแสกมเมอร์นั้น ไม่เป็นที่ถกเถียงแต่อย่างใด เพราะตามที่อินเตอร์โพลบันทึกไว้ อาชญากรโฆษณาหางานที่มีรายได้ดีในเอเชีย และผู้ที่เดินทางไปทำงาน มักถูกกักขังเป็นทาสในค่ายกักกัน และถูกบังคับให้ใช้เวลาทั้งวันไปกับการหลอกลวงเรื่องความรักและการลงทุน
ขณะที่ องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่า อาจมีผู้คนมากกว่า 100,000 คน ที่ต้องทำงานหนักในค่ายกักกันเหล่านี้ ส่วนกลุ่ม “แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล” ระบุว่าเป็น "แหล่งรวมการหลอกลวงที่ชั่วร้าย" ที่ดำเนินการ "โดยได้รับความยินยอมอย่างชัดเจนจากรัฐบาลกัมพูชา"
ดังนั้น ภัยคุกคามของไทยที่จะตัดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและไฟฟ้า จึงสอดคล้องกับนโยบายต่างประเทศในวงกว้างเพื่อทำลายแหล่งแกสมเมอร์หล่านี้ ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์เชื่อว่า การกวาดล้างของไทยได้ช่วยเพิ่มความตึงเครียดในความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศนี้เพิ่มขึ้นไปอีก
แองเจลา สุริยเสนี นักวิจัยจากสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ออสเตรเลีย (ASPI) กล่าวว่า “แม้จะไม่ใช่ปัจจัยกระตุ้นโดยตรง แต่ความพยายามควบคู่กันของไทยในการต่อต้านกิจกรรมหลอกลวงทางไซเบอร์ข้ามชาติที่ดำเนินการใกล้ชายแดน อาจมีส่วนทำให้เกิดสภาพแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ในวงกว้างที่ความขัดแย้งนี้ทวีความรุนแรงขึ้น” และว่า “ความพยายามเหล่านี้อาจส่งผลให้เกิดบรรยากาศแห่งความไม่ไว้วางใจ และความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลทั้งสองประเทศในวงกว้างมากขึ้น”
เธอกล่าวกับ เดอะรีจิสเตอร์ ด้วยว่า “มีความกังวลอย่างแท้จริงว่า องค์ประกอบภายในของ กัมพูชา อาจยอมให้ หรือได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากกิจกรรมบางอย่าง ซึ่งทำให้เครือข่ายเหล่านี้ยังคงดำเนินไปโดยไม่มีการตรวจสอบ” และว่า “เพื่อให้เข้าใจในบริบทนี้ อุตสาหกรรมศูนย์หลอกลวงในกัมพูชา คาดว่าจะสร้างรายได้มากกว่า 1.25 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ประมาณครึ่งหนึ่งของ จีดีพีของประเทศ”
ขณะที่ อดัม รูสเซลล์ นักวิเคราะห์หลักของ ศูนย์วิจัย “บีทวีน เดอะ ไลน์ส” (Between the Lines Research) มีความเห็นในทำนองเดียวกัน “ตามแนวชายแดนนี้ ศูนย์กลางการหลอกลวงที่ดำเนินการโดยจีน และเงินทุนผิดกฎหมายที่พวกเขาสร้างขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของฉากหลังของความขัดแย้ง และแม้ว่าจะยังเร็วเกินไปที่จะเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นแรงผลักดันโดยตรง แต่น้ำหนักของปัญหานี้ก็สำคัญเกินกว่าที่จะมองข้าม”
ขณะที่ นายสม รังสี ผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชาที่ลี้ภัยอยู่ในฝรั่งเศส ก็กล่าวหาอดีตนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ของกัมพูชา ว่ากำลังแสวงหาผลประโยชน์จากแหล่งแสกมเมอร์เหล่านี้ โดยในโพสต์เฟซบุ๊ก สม รังสี ระบุว่า “ฮุนเซนโกรธมาก เพราะอาชญากรเหล่านั้นคือ ผู้ที่ป้อนอาหารให้เขา และป้อนระบอบการปกครองของเขา”
เดอะ รีจิสเตอร์ ทิ้งท้ายว่า กลโกงทางไซเบอร์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา ได้ทำให้เกิดการเสียชีวิตและความทุกข์ทรมานของมนุษย์เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากการหลอกลวงอันโหดร้ายที่ผู้ดำเนินการค่ายก่อขึ้นทุกวันอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อจากความขัดแย้งทางอาวุธระหว่างประเทศ
ต่างชาติชี้ ข้อพิพาท ‘ไทย-กัมพูชา’ รุนแรง ส่วนหนึ่งเพราะไทยกวาดล้างแสกมเมอร์
รายงานระบุว่า ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้นส่วนใหญ่จากข้อพิพาทที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ ซึ่งความตึงเครียเพิ่มสูงขึ้นอยู่แล้ว และการตอบโต้ของไทย รวมถึงการข่มขู่ที่จะตัดไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตไปยังกัมพูชา ซึ่งดูเหมือนว่าจะทำให้แหล่งแสกมเมอร์ ในกัมพูชาต้องลำบากไปด้วย
เดอะ รีจิสเตอร์ส ระบุชัดว่า "การที่กัมพูชาเป็นแหล่งแสกมเมอร์นั้น ไม่เป็นที่ถกเถียงแต่อย่างใด เพราะตามที่อินเตอร์โพลบันทึกไว้ อาชญากรโฆษณาหางานที่มีรายได้ดีในเอเชีย และผู้ที่เดินทางไปทำงาน มักถูกกักขังเป็นทาสในค่ายกักกัน และถูกบังคับให้ใช้เวลาทั้งวันไปกับการหลอกลวงเรื่องความรักและการลงทุน
ขณะที่ องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่า อาจมีผู้คนมากกว่า 100,000 คน ที่ต้องทำงานหนักในค่ายกักกันเหล่านี้ ส่วนกลุ่ม “แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล” ระบุว่าเป็น "แหล่งรวมการหลอกลวงที่ชั่วร้าย" ที่ดำเนินการ "โดยได้รับความยินยอมอย่างชัดเจนจากรัฐบาลกัมพูชา"
ดังนั้น ภัยคุกคามของไทยที่จะตัดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและไฟฟ้า จึงสอดคล้องกับนโยบายต่างประเทศในวงกว้างเพื่อทำลายแหล่งแกสมเมอร์หล่านี้ ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์เชื่อว่า การกวาดล้างของไทยได้ช่วยเพิ่มความตึงเครียดในความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศนี้เพิ่มขึ้นไปอีก
แองเจลา สุริยเสนี นักวิจัยจากสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ออสเตรเลีย (ASPI) กล่าวว่า “แม้จะไม่ใช่ปัจจัยกระตุ้นโดยตรง แต่ความพยายามควบคู่กันของไทยในการต่อต้านกิจกรรมหลอกลวงทางไซเบอร์ข้ามชาติที่ดำเนินการใกล้ชายแดน อาจมีส่วนทำให้เกิดสภาพแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ในวงกว้างที่ความขัดแย้งนี้ทวีความรุนแรงขึ้น” และว่า “ความพยายามเหล่านี้อาจส่งผลให้เกิดบรรยากาศแห่งความไม่ไว้วางใจ และความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลทั้งสองประเทศในวงกว้างมากขึ้น”
เธอกล่าวกับ เดอะรีจิสเตอร์ ด้วยว่า “มีความกังวลอย่างแท้จริงว่า องค์ประกอบภายในของ กัมพูชา อาจยอมให้ หรือได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากกิจกรรมบางอย่าง ซึ่งทำให้เครือข่ายเหล่านี้ยังคงดำเนินไปโดยไม่มีการตรวจสอบ” และว่า “เพื่อให้เข้าใจในบริบทนี้ อุตสาหกรรมศูนย์หลอกลวงในกัมพูชา คาดว่าจะสร้างรายได้มากกว่า 1.25 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ประมาณครึ่งหนึ่งของ จีดีพีของประเทศ”
ขณะที่ อดัม รูสเซลล์ นักวิเคราะห์หลักของ ศูนย์วิจัย “บีทวีน เดอะ ไลน์ส” (Between the Lines Research) มีความเห็นในทำนองเดียวกัน “ตามแนวชายแดนนี้ ศูนย์กลางการหลอกลวงที่ดำเนินการโดยจีน และเงินทุนผิดกฎหมายที่พวกเขาสร้างขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของฉากหลังของความขัดแย้ง และแม้ว่าจะยังเร็วเกินไปที่จะเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นแรงผลักดันโดยตรง แต่น้ำหนักของปัญหานี้ก็สำคัญเกินกว่าที่จะมองข้าม”
ขณะที่ นายสม รังสี ผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชาที่ลี้ภัยอยู่ในฝรั่งเศส ก็กล่าวหาอดีตนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ของกัมพูชา ว่ากำลังแสวงหาผลประโยชน์จากแหล่งแสกมเมอร์เหล่านี้ โดยในโพสต์เฟซบุ๊ก สม รังสี ระบุว่า “ฮุนเซนโกรธมาก เพราะอาชญากรเหล่านั้นคือ ผู้ที่ป้อนอาหารให้เขา และป้อนระบอบการปกครองของเขา”
เดอะ รีจิสเตอร์ ทิ้งท้ายว่า กลโกงทางไซเบอร์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา ได้ทำให้เกิดการเสียชีวิตและความทุกข์ทรมานของมนุษย์เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากการหลอกลวงอันโหดร้ายที่ผู้ดำเนินการค่ายก่อขึ้นทุกวันอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อจากความขัดแย้งทางอาวุธระหว่างประเทศ