การหาระยะห่างของโคมไฟดาวน์ไลท์

ขอแชร์วิธีหาระยะเพื่ออย่างน้อยเป็นไกด์ไลน์สำหรับใช้ในโอกาสต่างๆ ครับ
การกำหนดระยะห่างของโคมไฟดาวน์ไลท์  โดยหลักๆ เราจะใช้กฎหัวแม่มือ (Rules of Thumb)" ในงานออกแบบครับ โดยแบ่งเป็น 2 สูตร
1. S = S/MH Ratio × MH  ใช้หาระยะห่างระหว่างโคมไฟดาวน์ไลท์กันเอง
2. S/2  ใช้หาระยะห่างจากผนัง

* ที่มาของ S/MH Ratio
พื้นฐานมาจาก: ฟิสิกส์ของแสง (Optical Physics) + ข้อมูลเชิงประจักษ์ (Empirical Data)  โดยนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรแสงสว่างได้ทำการทดลองและใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ (เช่น DIALux) จำลองการกระจายแสงของหลอดไฟที่มีมุม Beam Angle ต่างๆ กันนับแสนครั้ง พวกเขาพบว่ามี "อัตราส่วน" ที่ลงตัวระหว่างความสูงและระยะห่าง ที่จะทำให้แสงซ้อนทับกันได้สม่ำเสมอพอดี S/MH Ratio จึงเป็นเหมือน "สูตรลัด" ที่กลั่นกรองมาจากข้อมูลฟิสิกส์ที่ซับซ้อน เพื่อให้นักออกแบบสามารถนำไปใช้ได้ง่ายโดยไม่ต้องคำนวณใหม่ทั้งหมดทุกครั้ง
* ที่มาของ S/2
พื้นฐานมาจาก: สุนทรียศาสตร์ (Aesthetics) + จิตวิทยาการรับรู้ (Perceptual Psychology) ซึ่งสูตรข้อนี้ไม่ได้มาจากฟิสิกส์โดยตรง แต่มาจากการศึกษาและประสบการณ์ที่ยาวนาน สำหรับการจัดวางองค์ประกอบต่างๆ อย่างสมมาตรและสมดุล จะทำให้มนุษย์เรารู้สึกว่าพื้นที่นั้นดู "มั่นคง", "เป็นระเบียบ", และ "น่าสบาย" ที่สุด การวางไฟแถวแรกที่ระยะครึ่งหนึ่งของระยะห่างปกติ คือวิธีที่ง่ายที่สุดในการสร้างความสมดุลทางสายตานี้ และหลีกเลี่ยงปัญหาขอบห้องมืดหรือสว่างจ้าเกินไป

โจทย์ : ห้องนั่งเล่นมีความสูงจากพื้นถึงฝ้าอยู่ที่ 3.5m และมีความสูงเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ โดยเฉลี่ยประมาณ 80 cm เราควรวางโคมไฟดาวน์ไลท์ห่างกันเท่าไหร่ โดยใช้หลอด led bulb มี beam angle ที่ 200 องศา (แต่การใช้งานจริง เราจะได้แค่180 องศา เพราะลักษณะของตัวโคมดาวน์ไลท์ที่ถูกจำกัดไว้)
1. ใช้สูตร S = S/MH Ratio × MH เพื่อหาระยะห่างระหว่างโคมไฟดาวน์ไลท์กันเอง
             - ใช้หลักการ Spacing-to-Mounting-Height (S/MH) Ratio:
โดยที่:   S = ระยะห่างระหว่างโคม (สิ่งที่เราต้องการหา)
             MH = Mounting Height (ความสูงจากโคมไฟถึงพื้นผิวทำงาน ไม่ใช่พื้นห้อง)
             S/MH Ratio = ค่าคงที่ ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดและการกระจายแสงของโคมไฟ
Step 1: หาค่า Mounting Height (MH)
ความสูงจากโคมถึงพื้นผิวทำงาน (เช่น เคาน์เตอร์หรือโต๊ะที่สูงประมาณ 0.8 เมตร)
MH = 3.5 เมตร (ความสูงฝ้า) - 0.8 เมตร (ความสูงพื้นผิวทำงาน) = 2.7 เมตร

Step 2: หาค่า S/MH Ratio
ค่านี้จะขึ้นอยู่กับ "พฤติกรรม" ของแสงที่ออกจากโคม
แสงพุ่งเป็นลำ (Spot): จะใช้ค่า Ratio ต่ำ (เช่น 0.5-0.6) เพื่อให้แสงต่อกันสนิท
แสงบานเป็นวงกว้าง (Flood): จะใช้ค่า Ratio สูง (เช่น 0.7-1.0) เพราะแสงกระจายตัวไปกว้างอยู่แล้ว

Step 3: คำนวณหาระยะห่าง (S)
คำนวณที่ค่า Ratio ต่ำสุด: S = 0.75 × 2.7 เมตร = 2.025 เมตร
คำนวณที่ค่า Ratio สูงสุด: S = 0.8 × 2.7 เมตร = 2.16 เมตร
ดังนั้น ระยะห่างระหว่างโคมที่เหมาะสมที่สุดสำหรับโจทย์นี้จึงอยู่ในช่วงประมาณ 2.0 - 2.2 เมตร ครับ

2. ใช้สูตร S/2  เพื่อหาระยะห่างจากผนัง
คำนวณ:     ถ้าระยะห่างระหว่างโคมคือ 2.0 เมตร: ระยะห่างจากผนัง = 2.0 / 2 = 1.0 เมตร
                  ถ้าระยะห่างระหว่างโคมคือ 2.2 เมตร: ระยะห่างจากผนัง = 2.2 / 2 = 1.1 เมตร

# ค่า S/MH Ratio มาตรฐานสำหรับที่พักอาศัย
โถงทางเดิน / โกดัง / ที่จอดรถ  มี S/MH Ratio ประมาณ 1.0 - 1.2
ห้องนั่งเล่น / ห้องนอน  มี S/MH Ratio ประมาณ 0.8 - 1.0
ห้องน้ำ  มี S/MH Ratio ประมาณ 0.7 - 0.8
ห้องครัว  มี S/MH Ratio ประมาณ 0.6 - 0.7

# ความสัมพันธ์ระหว่าง Beam Angle และ S/MH Ratio
เป็นแบบแปรผันตาม คือ ถ้า Beam Angle ยิ่งแคบ ควรเลือกใช้ S/MH Ratio ที่มีค่าต่ำ
                                    ถ้า Beam Angle ยิ่งกว้าง ควรเลือกใช้ S/MH Ratio ที่มีค่าสูง
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่