การทำลายเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทยโดยรัฐบาลประชานิยม พ.ศ. 2544–2549

กระทู้สนทนา
การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนเคยเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักของรัฐไทยในการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจจากฐานราก โดยเฉพาะในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540–2544) ซึ่งให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรภายในชุมชนและภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน นโยบายดังกล่าวเน้นการกระจายอำนาจ การมีส่วนร่วมของประชาชน และการพึ่งตนเองของชุมชนท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม ในช่วงรัฐบาลประชานิยมระหว่างปี พ.ศ. 2544–2549 นโยบายเศรษฐกิจชุมชนเดิมได้ถูก “รีแบรนด์” ภายใต้โครงการ “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์” (OTOP) ซึ่งเปลี่ยนโฉมหน้าของนโยบายจากแนวทางพึ่งพาตนเอง เป็นการผลักดันผลิตภัณฑ์ชุมชนเข้าสู่ตลาดในรูปแบบที่เน้นการบริโภค การส่งออก และการสร้างภาพลักษณ์ มากกว่าการเสริมสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืน

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบเชิงโครงสร้างของกระบวนการรีแบรนด์ดังกล่าว โดยเน้นการพิจารณาในสามมิติหลัก ได้แก่:

ความเป็นเจ้าของกิจการของชุมชน — จากเดิมที่ชุมชนมีบทบาทเป็นผู้ริเริ่มและเจ้าของกิจการ กลับกลายเป็นผู้รับคำสั่งและแรงงานผลิตในห่วงโซ่ของรัฐและตลาด

บทบาทของภูมิปัญญาท้องถิ่น — ซึ่งถูกทำให้กลายเป็นสินค้าเชิงวัฒนธรรม แทนที่จะเป็นกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาที่ยั่งยืน

ผลกระทบเชิงลบต่อโครงสร้างการผลิต — โดยเฉพาะการเร่งผลิตสินค้าแบบไร้คุณภาพ ซ้ำซ้อน ขาดการพัฒนาต่อยอด และขึ้นอยู่กับการจัดสรรจากส่วนกลางมากกว่าการกำหนดทิศทางจากภายในชุมชน

การศึกษานี้เสนอว่าการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนที่แท้จริง ต้องกลับมาเน้น “การสร้างจากล่างขึ้นบน” (bottom-up development) ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นเจ้าของของชุมชน และการฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างมีวิจารณญาณ มากกว่าการทำให้เป็นเพียงสินค้าในนามของการพัฒนา

บทความนี้อาศัยกรอบแนวคิด การพัฒนาแบบพึ่งตนเอง (Self-reliant Development) ซึ่งเน้นย้ำถึงการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของชุมชนในกระบวนการพัฒนา โดยชุมชนเป็นเจ้าของการกำหนดทิศทางและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและความมั่นคงในระดับฐานราก

ในขณะเดียวกัน บทความยังใช้กรอบแนวคิด ประชานิยม (Populism) ซึ่งหมายถึงนโยบายหรือการใช้อำนาจรัฐเพื่อกระจายทรัพยากรหรือนโยบายที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนในระยะสั้น เพื่อสร้างความนิยมทางการเมือง โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบระยะยาวหรือความยั่งยืนของโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม

การเปรียบเทียบแนวคิดทั้งสองนี้ ช่วยเปิดพื้นที่วิเคราะห์และวิพากษ์บทบาทของรัฐในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจชุมชนว่า กลไกของรัฐในบริบทประชานิยม อาจก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่บ่อนทำลายเป้าหมายและคุณค่าของการพัฒนาจากฐานรากอย่างแท้จริง

โครงการ OTOP: การสร้างภาพความสำเร็จภายใต้การรวมศูนย์อำนาจ

โครงการ OTOP ได้รับการส่งเสริมในฐานะนวัตกรรมเศรษฐกิจชุมชนที่สะท้อนอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ในทางปฏิบัติ กลับเกิดการรวมศูนย์อำนาจทั้งด้านงบประมาณและการบริหารจัดการไว้ในมือของรัฐหรือกลุ่มเครือข่ายทางการเมือง ส่งผลให้ชุมชนสูญเสียบทบาทความเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง

ผลิตภัณฑ์ภายใต้โครงการจำนวนมากไม่ได้สะท้อนภูมิปัญญาหรือวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างแท้จริง มีการเน้นปริมาณและการตลาดมากกว่าคุณภาพ และขาดการพัฒนาเชิงสร้างสรรค์ ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนและผลิตสินค้าที่ขาดความหลากหลายและเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่

นอกจากนี้ ความยั่งยืนของโครงการยังถูกตั้งคำถาม เนื่องจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่สามารถดำรงอยู่ได้โดยอิสระหากขาดการสนับสนุนงบประมาณหรือการส่งเสริมจากรัฐ ทำให้ชุมชนกลายเป็นผู้รับจ้างผลิตและจำหน่ายสินค้ามากกว่าการเป็นเจ้าของและพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างแท้จริง

การวิเคราะห์ในเชิงโครงสร้างชี้ให้เห็นผลกระทบหลักสามประการ

1. ความเป็นเจ้าของ:
แม้โครงการจะถูกนำเสนอว่าเป็นของชุมชน แต่ในความเป็นจริง กลับอยู่ภายใต้การควบคุมและกำกับดูแลของรัฐหรือกลุ่มอำนาจท้องถิ่น ส่งผลให้ชาวบ้านขาดอำนาจในการกำหนดทิศทางการพัฒนาและกิจกรรมทางเศรษฐกิจของตนเองอย่างแท้จริง

2. ภูมิปัญญาท้องถิ่น:
ภูมิปัญญาที่ควรได้รับการส่งเสริมให้เป็นกระบวนการเรียนรู้ สืบทอด และพัฒนาอย่างยั่งยืน กลับถูกลดทอนให้เหลือเพียงสินค้าเชิงพาณิชย์เพื่อการขายเท่านั้น ส่งผลให้วัฒนธรรมและเอกลักษณ์ท้องถิ่นถูกบิดเบือนและเสื่อมสลายไป

3. ภาระหนี้สินและความพึ่งพิง:
ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการมักต้องเผชิญกับภาระหนี้สินจากการลงทุนและผลิตสินค้าในระบบที่รวมศูนย์ การพึ่งพิงงบประมาณและการสนับสนุนจากรัฐเป็นเวลานานทำให้เกิดความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและลดทอนความสามารถในการพึ่งพาตนเอง

ประชานิยมที่รีแบรนด์โครงการเศรษฐกิจชุมชนในรูปแบบ OTOP จะดูเหมือนตอบสนองความต้องการของประชาชนในระยะสั้น แต่ผลลัพธ์ในเชิงโครงสรร้างกลับเป็นการบ่อนทำลายเป้าหมายของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

บทความนี้เสนอว่า การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนที่แท้จริงควรตั้งอยู่บนหลักการของการพึ่งพาตนเอง การมีส่วนร่วมของชุมชน และการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง เพื่อสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนในระยะยาว
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่