CPF BTG ยิ้มฟันกำไรงามๆ ต้นทุนอาหารสัตว์ลดฮวบๆ นำเข้าถั่วเหลือง ข้าวโพด 0% แถมนำเข้าหมูจากอเมริการไม่ถึง 1% สองเด้งชัด

กระทู้สนทนา
ประเด็นสำคัญ จากบทสัมภาษณ์คุณพิชัย

- อัตราภาษี 19% ที่สหรัฐฯ ประกาศใช้ถือเป็นอัตราที่ไทยสามารถแข่งขันได้ และอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น มาเลเซีย 19%, อินโดนีเซีย 19%, ฟิลิปปินส์ 19%, กัมพูชา 19%, และเวียดนาม 20%

- เป้าหมายการเจรจาคือการทำให้ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภาษีรวมตัวกันเป็นกลุ่ม เพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างประเทศ

- การเจรจานี้เป็นผลมาจากการที่สหรัฐฯ พิจารณารายละเอียดอย่างมากและประเด็นที่สหรัฐฯ ขอมาใกล้เคียงกับที่ไทยสามารถเสนอได้
สิ่งที่ไทยต้องเปิดให้/เสียให้กับสหรัฐฯ (ในมุมของอัตราภาษีนำเข้าไทย)

- ภาษีนำเข้า 0% สำหรับสินค้าจากสหรัฐฯ >> หลักการนี้คล้ายคลึงกับข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ไทยมีกับประเทศอื่น เช่น ออสเตรเลีย การให้ 0% ทำให้ผู้บริโภคในไทยได้บริโภคสินค้าในราคาที่ถูกลง
--------------
- การจัดการสินค้าที่ไทยผลิตได้ไม่เพียงพอหรือไม่ผลิตเลย
  1) สินค้าที่ไทยไม่ผลิตเลย เช่น เชอร์รี่ กลุ่มนี้สามารถเปิดให้เข้า 0% ได้ทันทีโดยไม่มีปัญหา เพราะช่วยเพิ่มความหลากหลายและผู้บริโภคได้ประโยชน์จากการแข่งขันของผู้นำเข้า

  2) สินค้าที่ไทยผลิตได้แต่ไม่พอใช้ เช่น ข้าวโพด ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ที่ต้องการนำเข้าเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต
- มาตรการป้องกันผลกระทบต่อเกษตรกรไทยจะใช้ระบบโควต้า โดยผู้ผลิตอาหารสัตว์ในไทยจะต้องซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรไทยให้หมดก่อนในราคาของไทย ส่วนที่เหลือจึงนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน (พม่า ลาว กัมพูชา) และส่วนสุดท้ายจากสหรัฐฯ ซึ่งมีต้นทุนถูกที่สุด
- ในระยะยาว แนะนำให้เกษตรกรไทยเพิ่มผลผลิตต่อไร่เพื่อลดต้นทุนให้แข่งขันได้
--------------
สินค้าที่ไทยผลิตได้พอหรือเกินความต้องการ: กลุ่มนี้จะยังไม่เปิดนำเข้าทันที แต่จะให้เวลาผู้ผลิตไทยปรับตัวเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยลดต้นทุนการผลิต ไม่ใช่การอุดหนุนตลอดไป
- กรณีหมู: จะมีการเปิดให้นำเข้าในปริมาณที่น้อยมาก (ไม่ถึง 1%) และมีกติกาควบคุมเข้มงวด เช่น ตรวจสอบแหล่งที่มาของหมู และผู้บริโภคต้องเป็นผู้เลือกว่าจะซื้อหรือไม่ สำหรับเครื่องในจะไม่เปิดให้เข้าเนื่องจากต้นทุนในสหรัฐฯ ถูกมากแต่เป็นที่นิยมและราคาแพงในไทย
- สินค้าสวมสิทธิ์ (Transshipment): สหรัฐฯ ไม่ต้องการให้สินค้าจากประเทศอื่นที่มีส่วนประกอบจากไทยน้อยมากหรือไม่มีเลย มาสวมสิทธิ์เป็นสินค้าไทยเพื่อส่งออก
กำหนดสัดส่วนการผลิตในประเทศต้องมากกว่า 40% (อาจจะ 45-60%) จึงจะถือเป็นสินค้าไทย หากเป็นสินค้าสวมสิทธิ์ จะถูกเก็บภาษีในอัตรา 40% ซึ่งเท่ากับที่เวียดนามโดน
** ไทยกำลังแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง โดยกรมศุลกากรไทยและอเมริกาจะร่วมกันตรวจสอบ และเพิ่มความเข้มงวดในการออกใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin - COO) เพื่อให้แน่ใจว่าสินค้าที่ส่งออกเป็นสินค้าที่ผลิตในไทยจริง
--------------  
สิ่งที่ไทยจะได้รับ/สหรัฐฯ ต้องการ (ในมุมที่ไทยจะซื้อ/ปรับปรุง)
- พลังงานและปิโตรเคมี: ไทยมีแผนที่จะซื้อน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น เนื่องจากสหรัฐฯ มีต้นทุนที่ถูกกว่าจากการค้นพบเทคโนโลยี Shale Oil/Gas มีการเซ็นสัญญาซื้อ LNG ไปแล้ว 1 ล้านตัน จาก 15 ล้านตันที่ไทยนำเข้า
- เครื่องบิน: การบินไทยมีแผนจะซื้อเครื่องบินจำนวนมากในอีก 5-10 ปีข้างหน้า และจะเน้นซื้อจากค่ายโบอิ้งของสหรัฐฯ มากขึ้น
- การแก้ไขอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers): สหรัฐฯ ต้องการให้ไทยแก้ไขปัญหาด้านขั้นตอนราชการที่ยุ่งยากและล่าช้า เช่น ที่ด่านศุลกากร, เอกสาร, มาตรฐานสินค้า การแก้ไขปัญหานี้เป็นประโยชน์ต่อไทยเอง เพราะจะช่วยลดต้นทุนการค้า เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และควรทำอยู่แล้ว
- จะมีการใช้ระบบ One Stop Service และเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อรวมศูนย์การตรวจสอบเอกสารและขั้นตอนต่างๆ ให้รวดเร็วขึ้น
- การคงการลงทุนของบริษัทสหรัฐฯ ในไทย: บริษัทสหรัฐฯ ที่ลงทุนผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์, เซิร์ฟเวอร์คอมพิวเตอร์) ในไทย จะยังคงอยู่ในไทยต่อไป เนื่องจากไทยมีช่างฝีมือที่มีความเชี่ยวชาญสั่งสมมานานกว่า 30-40 ปี และแรงงานจำนวนมาก (แสนกว่าคน) ซึ่งจำเป็นต่อธุรกิจ Data Center และ AI ของสหรัฐฯ การคงอยู่ของกลุ่มนี้ช่วยป้องกันการตกงานในภาคอุตสาหกรรม
--------------  
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและการปรับตัวในระยะยาว
- ผลกระทบต่อการส่งออก: แม้ภาษี 19% จะทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้น แต่การแข่งขันจะไปอยู่บนพื้นฐานของ "ต้นทุนการผลิต" หากไทยสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพและลดต้นทุนได้ ก็จะยังคงแข่งขันได้
- มาตรการเยียวยาและปรับโครงสร้าง
**ระยะสั้น (ช่วงที่การส่งออกชะลอตัว): จะมีซอฟต์โลน (Soft Loan) ให้กับผู้ส่งออกที่มีปัญหาสภาพคล่องจากการชะลอการส่งออก
**ระยะยาว (การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน)
- จัดตั้งกองทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต โดยรวบรวมข้อมูลจากสภาหอการค้าและสภาอุตสาหกรรม เพื่อให้ความช่วยเหลือตรงจุด เช่น เงินลงทุนเพื่อปรับปรุงเครื่องจักรสู่ระบบดิจิทัล
- การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตของไทย: โรงงานที่ไม่สามารถปรับตัวได้อาจต้องปิดตัวลง แต่รัฐบาลจะช่วยจับคู่ (Matching) ธุรกิจ SMEs ไทยที่ผลิตชิ้นส่วนเดิมให้สามารถปรับตัวไปสู่ซัพพลายเชนใหม่ๆ เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ EV ซึ่งปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นของจีน ให้มาใช้ชิ้นส่วนจากไทยมากขึ้น
- การเติบโตของ GDP: คาดว่าการปรับตัวและมาตรการที่ดำเนินการจะช่วยให้ GDP ปีนี้อยู่ที่ 22-23% ซึ่งดีกว่าที่เคยมองไว้ 2% หรือต่ำกว่า
- การลงทุน: การลงทุนของไทยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาต่ำเกินไป (ประมาณ 20% ของ GDP) ซึ่งควรอยู่ที่ 30-35% การแก้ไขอุปสรรคทางการค้าจะช่วยดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ และทำให้การลงทุนเพิ่มขึ้น
- การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง: ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยที่ทำให้การลงทุนไม่สะดวกและเม็ดเงินลงทุนน้อยลง ต้องได้รับการแก้ไข โดยมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างการผลิตให้มีประสิทธิภาพ ต้นทุนต่ำ และแข่งขันได้ ไม่ใช่การอุดหนุนตลอดไป
- การทำงานแบบ "ทีมไทยแลนด์": การเจรจาและการเตรียมการทั้งหมดเป็นการทำงานร่วมกันของภาครัฐและภาคเอกชน
- สรุปเป้าหมาย: ณ ขณะนี้ ไทยทำให้ตนเอง "ไม่เสียเปรียบ" ส่วนการจะ "ได้เปรียบ" หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการปรับโครงสร้างของประเทศเอง

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่