เงินกับศรัทธา: ทำไมพระไม่ควรรับเงินทอง และเราควรทำบุญอย่างไรให้ถูกต้อง
ในสังคมไทย พุทธศาสนาหยั่งรากลึกในวิถีชีวิตของผู้คน การทำบุญตักบาตรและถวายสังฆทานเป็นกิจวัตรที่หลายคนปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ แต่ในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ความสะดวกสบายและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนบางประการได้นำมาซึ่งข้อถกเถียงสำคัญ นั่นคือ การใส่เงินในบาตรพระ หรือการถวายเงินสดกับสังฆทาน ซึ่งเป็นประเด็นที่มักสร้างความเข้าใจผิดและอาจขัดแย้งกับหลักพระวินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้
บทความนี้จะเจาะลึกถึงเหตุผลเบื้องหลังว่าทำไมพระภิกษุจึงไม่ควรรับเงินทอง ความแตกต่างของการตักบาตรและสังฆทานในเรื่องเงิน รวมถึงแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องเพื่อรักษาพระธรรมวินัยและส่งเสริมศรัทธาที่บริสุทธิ์
แก่นแท้แห่งพระวินัย: เหตุใดพระภิกษุจึงห้ามรับเงินทอง
หลักการพื้นฐานที่ว่าพระภิกษุไม่พึงรับและยินดีในเงินทองเป็นหัวใจสำคัญของพระวินัยปิฎก ซึ่งเป็นประมวลข้อปฏิบัติสำหรับพระภิกษุสงฆ์ที่พระพุทธเจ้าทรงวางรากฐานไว้ด้วยพระองค์เอง เหตุผลสำคัญมีดังนี้:
1. ป้องกัน "เดรัจฉานวิชา": พระพุทธองค์ทรงเห็นว่าการจับต้องหรือสะสมเงินทองเป็น "เดรัจฉานวิชา" หมายถึงวิชาที่ขัดขวางการบรรลุมรรคผลนิพพาน ทำให้จิตใจของพระภิกษุหมกมุ่นอยู่กับกิเลสทางโลก แทนที่จะมุ่งสู่การหลุดพ้นจากทุกข์
2. ส่งเสริมความมักน้อยสันโดษ: การบวชคือการสละทางโลกและทรัพย์สินส่วนตัว พระภิกษุควรฝึกฝนความมักน้อยสันโดษ พึ่งพาปัจจัยสี่ (จีวร, บิณฑบาต, เสนาสนะ, คิลานเภสัช) ที่ญาติโยมถวายด้วยศรัทธา การมีเงินทองอาจนำไปสู่ความอยากได้ อยากมี และการสะสม ซึ่งบั่นทอนหลักธรรมนี้
3. รักษาความบริสุทธิ์ของสมณเพศ: หากพระภิกษุรับเงินทอง อาจนำไปสู่การใช้จ่ายที่ไม่เหมาะสม การค้าขาย หรือการทำกิจกรรมที่ไม่สมควรแก่สมณสารูป ทำให้ภาพลักษณ์ของคณะสงฆ์เสื่อมเสีย และอาจลดทอนความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนลง
4. ป้องกันการล่วงละเมิดวินัยอื่น: เมื่อมีเงินทองอยู่ในมือ พระภิกษุอาจนำไปใช้ซื้อของที่ไม่จำเป็น หรือใช้ในทางที่ผิดวินัยอื่น ๆ เช่น การใช้จ่ายฟุ่มเฟือย หรือการมองว่าศาสนาเป็นช่องทางในการหารายได้
5. ความเป็นอิสระจากทางโลก: พระภิกษุควรเป็นผู้ที่หลุดพ้นจากพันธนาการทางโลก การยึดติดกับเงินทองจะทำให้จิตใจยังคงผูกพันและติดข้องอยู่กับโลกีย์วิสัย ไม่อาจก้าวเข้าสู่มรรคผลที่สูงขึ้นได้
ด้วยเหตุนี้ การที่พระภิกษุรับเงินทองจึงถือเป็นการกระทำที่ผิดพระวินัย และอาจเป็นอาบัติได้
แยกแยะความเข้าใจ: การตักบาตร กับ สังฆทาน
แม้หลักการจะไม่ให้พระภิกษุรับเงินทอง แต่ในทางปฏิบัติและเจตนารมณ์ของการทำบุญก็มีความแตกต่างกันระหว่างการตักบาตรและการถวายสังฆทาน ซึ่งส่งผลต่อวิธีการจัดการเรื่องเงินทอง:
1. การตักบาตร (ถวายปัจจัยแก่พระภิกษุโดยตรง)
* เจตนา: คือการถวายอาหารหรือปัจจัยที่จำเป็นแก่พระภิกษุแต่ละรูปโดยตรง เพื่อให้ท่านมีอาหารบิณฑบาตสำหรับดำรงชีพในแต่ละวัน
* สิ่งที่พึงถวาย: ควรเป็นข้าว อาหารคาวหวาน ผลไม้ น้ำดื่ม ยารักษาโรค หรือสิ่งของจำเป็นสำหรับดำรงชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นปัจจัยสี่ที่พระสงฆ์พึงบริโภคหรือใช้สอย
* ข้อห้ามเรื่องเงิน: การใส่เงินลงในบาตร หรือถวายเงินสดให้กับพระภิกษุโดยตรงขณะบิณฑบาต ถือเป็นการผิดพระวินัยอย่างชัดเจนสำหรับพระภิกษุผู้รับ พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้อย่างเคร่งครัดว่าพระภิกษุไม่ควรจับต้องเงินทอง หากพระท่านรับ ก็ถือว่าอาบัติทันที สำหรับฆราวาสเอง การถวายเงินในลักษณะนี้ก็ไม่ได้ส่งเสริมให้พระภิกษุดำรงตนอยู่ในพระวินัยที่บริสุทธิ์
2. สังฆทาน (ถวายปัจจัยแก่คณะสงฆ์)
* เจตนา: คือการถวายทานที่ถือว่าประเสริฐยิ่ง เพราะถวายให้แก่ คณะสงฆ์ทั้งหมด โดยไม่ระบุเจาะจงพระรูปใดรูปหนึ่ง เพื่อให้สิ่งของนั้นๆ เป็นของส่วนรวมสงฆ์ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในกิจการต่างๆ ของวัด หรือแบ่งปันกันในหมู่สงฆ์ได้
* สิ่งที่พึงถวาย: สามารถถวายได้ทั้งปัจจัยสี่ หรือสิ่งของอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการบำรุงวัดวาอาราม เช่น อุปกรณ์ทำความสะอาด เครื่องมือช่าง หนังสือธรรมะ หรือแม้แต่ ปัจจัยที่เป็นเงิน
* ข้อควรระวังเรื่องเงินในสังฆทาน: แม้จะสามารถถวายเงินเป็นสังฆทานได้ แต่เงินนั้น ไม่ควรถูกส่งมอบโดยตรงให้กับพระภิกษุผู้รับถวายสังฆทาน การดำเนินการที่ถูกต้องคือ:
* ถวายผ่านไวยาวัจกร: ไวยาวัจกร คือฆราวาสที่ได้รับมอบหมายจากสงฆ์ให้เป็นผู้ดูแลจัดการทรัพย์สินและเงินทองของวัด เงินที่ถวายเป็นสังฆทานควรมอบให้กับไวยาวัจกร หรือเจ้าหน้าที่วัดโดยตรง เพื่อนำเข้าสู่บัญชีกลางของวัด
* ใส่ในตู้บริจาค: วัดส่วนใหญ่จะมีตู้รับบริจาคสำหรับเงินทำบุญโดยเฉพาะ เงินที่ใส่ในตู้เหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในกิจการของวัดภายใต้การบริหารจัดการของคณะกรรมการวัดหรือไวยาวัจกร ซึ่งเป็นผู้ที่สามารถจัดการเงินได้ตามพระวินัย ไม่ใช่พระภิกษุโดยตรง
* การกล่าวคำถวาย: เวลาถวาย ให้กล่าวคำว่า "ขอถวายปัจจัยนี้แด่พระสงฆ์ เพื่อประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา" หรือ "ปัจจัยนี้ขอถวายเป็นของสงฆ์" โดยไม่ได้เจาะจงให้พระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเป็นผู้ครอบครอง
ทำไมผู้คนส่วนใหญ่ยังคงนิยมถวายเงินสด?
คำถามนี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของศรัทธาและบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป:
1. ความไม่รู้พระวินัย: ผู้คนจำนวนมากอาจไม่ทราบโดยละเอียดถึงพระวินัยข้อห้ามเรื่องการรับเงินทองของพระภิกษุ พวกเขามักเห็นการกระทำนี้โดยทั่วไปจึงคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
2. ความสะดวกสบาย: การใส่เงินเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกที่สุดในชีวิตประจำวันที่เร่งรีบ ไม่ต้องเตรียมสิ่งของให้ยุ่งยาก
3. ความเชื่อว่าเป็นการช่วยพระ: หลายคนเชื่อว่าการถวายเงินเป็นการช่วยให้พระสงฆ์มีปัจจัยใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หรือช่วยบำรุงวัด ซึ่งมีเจตนาเป็นกุศล แต่กระทำผิดวิธี
4. ธรรมเนียมปฏิบัติ: การใส่เงินในบาตรหรือถวายเป็นเงินสดเป็นสิ่งที่ทำกันมานานและเห็นได้ทั่วไป จนกลายเป็น "ธรรมเนียม" ซึ่งมักจะฝังรากลึกและเปลี่ยนแปลงได้ยาก
5. การขาดคำแนะนำที่ชัดเจน: บางครั้งพระภิกษุเองก็ไม่ได้ให้คำแนะนำที่ชัดเจนในเรื่องนี้ ทำให้ญาติโยมไม่ทราบว่าควรปฏิบัติอย่างไรให้ถูกต้อง
แนวทางปฏิบัติเพื่อศรัทธาที่บริสุทธิ์
การที่คุณพยายามให้ความรู้แก่ผู้อื่นเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม เพราะเป็นการช่วยรักษาพระธรรมวินัยและส่งเสริมการทำบุญที่ถูกต้องให้ยั่งยืน การเปลี่ยนความเชื่อและพฤติกรรมของผู้คนต้องใช้เวลาและความเข้าใจ:
1. ให้ข้อมูลอย่างใจเย็นและสุภาพ: อธิบายด้วยเหตุผลที่อิงตามพระวินัย โดยใช้ถ้อยคำที่เข้าใจง่าย ไม่ควรตำหนิหรือใช้คำพูดรุนแรง
2. สาธิตด้วยการปฏิบัติ: แสดงให้เห็นด้วยการที่คุณเองเลือกถวายปัจจัยที่ถูกต้อง เช่น เน้นการถวายอาหารในบาตร หรือหากต้องการทำบุญด้วยเงิน ก็บริจาคผ่านตู้รับบริจาคของวัด หรือมอบให้ไวยาวัจกรโดยตรง
3. ชี้ให้เห็นประโยชน์ของการทำบุญที่ถูกต้อง: อธิบายว่าการทำบุญที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยไม่เพียงแต่สร้างบุญกุศลแก่ผู้ให้เท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยให้พระภิกษุดำรงตนอยู่ในความบริสุทธิ์ตามพุทธโอวาท และช่วยรักษาพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนต่อไป
4. เข้าใจความแตกต่างของแต่ละบุคคล: บางคนอาจมีความเชื่อที่ฝังแน่นและยากที่จะเปลี่ยนแปลงในทันที การให้ข้อมูลซ้ำๆ อย่างสม่ำเสมอในโอกาสที่เหมาะสมจะช่วยให้พวกเขาค่อยๆ ซึมซับและเกิดการคิดตามได้
5. เน้นที่เจตนาพร้อมการปฏิบัติที่ถูกวิธี: เจตนาอันบริสุทธิ์ในการทำบุญเป็นสิ่งสำคัญ แต่การกระทำให้ถูกต้องตามหลักปฏิบัติจะทำให้บุญนั้นสมบูรณ์และส่งผลดีต่อทั้งผู้ให้และผู้รับอย่างแท้จริง
การทำบุญในพระพุทธศาสนาคือการสร้างกุศลบารมี การทำความเข้าใจและปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างถูกต้อง จะช่วยให้เราได้บุญอย่างเต็มเปี่ยม และเป็นส่วนหนึ่งในการธำรงรักษาพระพุทธศาสนาให้บริสุทธิ์ผุดผ่องสืบไป
คุณคิดว่า ทำไมพระไม่ควรรับเงินทอง และเราควรทำบุญอย่างไรให้ถูกต้อง???
ในสังคมไทย พุทธศาสนาหยั่งรากลึกในวิถีชีวิตของผู้คน การทำบุญตักบาตรและถวายสังฆทานเป็นกิจวัตรที่หลายคนปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ แต่ในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ความสะดวกสบายและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนบางประการได้นำมาซึ่งข้อถกเถียงสำคัญ นั่นคือ การใส่เงินในบาตรพระ หรือการถวายเงินสดกับสังฆทาน ซึ่งเป็นประเด็นที่มักสร้างความเข้าใจผิดและอาจขัดแย้งกับหลักพระวินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้
บทความนี้จะเจาะลึกถึงเหตุผลเบื้องหลังว่าทำไมพระภิกษุจึงไม่ควรรับเงินทอง ความแตกต่างของการตักบาตรและสังฆทานในเรื่องเงิน รวมถึงแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องเพื่อรักษาพระธรรมวินัยและส่งเสริมศรัทธาที่บริสุทธิ์
แก่นแท้แห่งพระวินัย: เหตุใดพระภิกษุจึงห้ามรับเงินทอง
หลักการพื้นฐานที่ว่าพระภิกษุไม่พึงรับและยินดีในเงินทองเป็นหัวใจสำคัญของพระวินัยปิฎก ซึ่งเป็นประมวลข้อปฏิบัติสำหรับพระภิกษุสงฆ์ที่พระพุทธเจ้าทรงวางรากฐานไว้ด้วยพระองค์เอง เหตุผลสำคัญมีดังนี้:
1. ป้องกัน "เดรัจฉานวิชา": พระพุทธองค์ทรงเห็นว่าการจับต้องหรือสะสมเงินทองเป็น "เดรัจฉานวิชา" หมายถึงวิชาที่ขัดขวางการบรรลุมรรคผลนิพพาน ทำให้จิตใจของพระภิกษุหมกมุ่นอยู่กับกิเลสทางโลก แทนที่จะมุ่งสู่การหลุดพ้นจากทุกข์
2. ส่งเสริมความมักน้อยสันโดษ: การบวชคือการสละทางโลกและทรัพย์สินส่วนตัว พระภิกษุควรฝึกฝนความมักน้อยสันโดษ พึ่งพาปัจจัยสี่ (จีวร, บิณฑบาต, เสนาสนะ, คิลานเภสัช) ที่ญาติโยมถวายด้วยศรัทธา การมีเงินทองอาจนำไปสู่ความอยากได้ อยากมี และการสะสม ซึ่งบั่นทอนหลักธรรมนี้
3. รักษาความบริสุทธิ์ของสมณเพศ: หากพระภิกษุรับเงินทอง อาจนำไปสู่การใช้จ่ายที่ไม่เหมาะสม การค้าขาย หรือการทำกิจกรรมที่ไม่สมควรแก่สมณสารูป ทำให้ภาพลักษณ์ของคณะสงฆ์เสื่อมเสีย และอาจลดทอนความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนลง
4. ป้องกันการล่วงละเมิดวินัยอื่น: เมื่อมีเงินทองอยู่ในมือ พระภิกษุอาจนำไปใช้ซื้อของที่ไม่จำเป็น หรือใช้ในทางที่ผิดวินัยอื่น ๆ เช่น การใช้จ่ายฟุ่มเฟือย หรือการมองว่าศาสนาเป็นช่องทางในการหารายได้
5. ความเป็นอิสระจากทางโลก: พระภิกษุควรเป็นผู้ที่หลุดพ้นจากพันธนาการทางโลก การยึดติดกับเงินทองจะทำให้จิตใจยังคงผูกพันและติดข้องอยู่กับโลกีย์วิสัย ไม่อาจก้าวเข้าสู่มรรคผลที่สูงขึ้นได้
ด้วยเหตุนี้ การที่พระภิกษุรับเงินทองจึงถือเป็นการกระทำที่ผิดพระวินัย และอาจเป็นอาบัติได้
แยกแยะความเข้าใจ: การตักบาตร กับ สังฆทาน
แม้หลักการจะไม่ให้พระภิกษุรับเงินทอง แต่ในทางปฏิบัติและเจตนารมณ์ของการทำบุญก็มีความแตกต่างกันระหว่างการตักบาตรและการถวายสังฆทาน ซึ่งส่งผลต่อวิธีการจัดการเรื่องเงินทอง:
1. การตักบาตร (ถวายปัจจัยแก่พระภิกษุโดยตรง)
* เจตนา: คือการถวายอาหารหรือปัจจัยที่จำเป็นแก่พระภิกษุแต่ละรูปโดยตรง เพื่อให้ท่านมีอาหารบิณฑบาตสำหรับดำรงชีพในแต่ละวัน
* สิ่งที่พึงถวาย: ควรเป็นข้าว อาหารคาวหวาน ผลไม้ น้ำดื่ม ยารักษาโรค หรือสิ่งของจำเป็นสำหรับดำรงชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นปัจจัยสี่ที่พระสงฆ์พึงบริโภคหรือใช้สอย
* ข้อห้ามเรื่องเงิน: การใส่เงินลงในบาตร หรือถวายเงินสดให้กับพระภิกษุโดยตรงขณะบิณฑบาต ถือเป็นการผิดพระวินัยอย่างชัดเจนสำหรับพระภิกษุผู้รับ พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้อย่างเคร่งครัดว่าพระภิกษุไม่ควรจับต้องเงินทอง หากพระท่านรับ ก็ถือว่าอาบัติทันที สำหรับฆราวาสเอง การถวายเงินในลักษณะนี้ก็ไม่ได้ส่งเสริมให้พระภิกษุดำรงตนอยู่ในพระวินัยที่บริสุทธิ์
2. สังฆทาน (ถวายปัจจัยแก่คณะสงฆ์)
* เจตนา: คือการถวายทานที่ถือว่าประเสริฐยิ่ง เพราะถวายให้แก่ คณะสงฆ์ทั้งหมด โดยไม่ระบุเจาะจงพระรูปใดรูปหนึ่ง เพื่อให้สิ่งของนั้นๆ เป็นของส่วนรวมสงฆ์ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในกิจการต่างๆ ของวัด หรือแบ่งปันกันในหมู่สงฆ์ได้
* สิ่งที่พึงถวาย: สามารถถวายได้ทั้งปัจจัยสี่ หรือสิ่งของอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการบำรุงวัดวาอาราม เช่น อุปกรณ์ทำความสะอาด เครื่องมือช่าง หนังสือธรรมะ หรือแม้แต่ ปัจจัยที่เป็นเงิน
* ข้อควรระวังเรื่องเงินในสังฆทาน: แม้จะสามารถถวายเงินเป็นสังฆทานได้ แต่เงินนั้น ไม่ควรถูกส่งมอบโดยตรงให้กับพระภิกษุผู้รับถวายสังฆทาน การดำเนินการที่ถูกต้องคือ:
* ถวายผ่านไวยาวัจกร: ไวยาวัจกร คือฆราวาสที่ได้รับมอบหมายจากสงฆ์ให้เป็นผู้ดูแลจัดการทรัพย์สินและเงินทองของวัด เงินที่ถวายเป็นสังฆทานควรมอบให้กับไวยาวัจกร หรือเจ้าหน้าที่วัดโดยตรง เพื่อนำเข้าสู่บัญชีกลางของวัด
* ใส่ในตู้บริจาค: วัดส่วนใหญ่จะมีตู้รับบริจาคสำหรับเงินทำบุญโดยเฉพาะ เงินที่ใส่ในตู้เหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในกิจการของวัดภายใต้การบริหารจัดการของคณะกรรมการวัดหรือไวยาวัจกร ซึ่งเป็นผู้ที่สามารถจัดการเงินได้ตามพระวินัย ไม่ใช่พระภิกษุโดยตรง
* การกล่าวคำถวาย: เวลาถวาย ให้กล่าวคำว่า "ขอถวายปัจจัยนี้แด่พระสงฆ์ เพื่อประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา" หรือ "ปัจจัยนี้ขอถวายเป็นของสงฆ์" โดยไม่ได้เจาะจงให้พระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเป็นผู้ครอบครอง
ทำไมผู้คนส่วนใหญ่ยังคงนิยมถวายเงินสด?
คำถามนี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของศรัทธาและบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป:
1. ความไม่รู้พระวินัย: ผู้คนจำนวนมากอาจไม่ทราบโดยละเอียดถึงพระวินัยข้อห้ามเรื่องการรับเงินทองของพระภิกษุ พวกเขามักเห็นการกระทำนี้โดยทั่วไปจึงคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
2. ความสะดวกสบาย: การใส่เงินเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกที่สุดในชีวิตประจำวันที่เร่งรีบ ไม่ต้องเตรียมสิ่งของให้ยุ่งยาก
3. ความเชื่อว่าเป็นการช่วยพระ: หลายคนเชื่อว่าการถวายเงินเป็นการช่วยให้พระสงฆ์มีปัจจัยใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หรือช่วยบำรุงวัด ซึ่งมีเจตนาเป็นกุศล แต่กระทำผิดวิธี
4. ธรรมเนียมปฏิบัติ: การใส่เงินในบาตรหรือถวายเป็นเงินสดเป็นสิ่งที่ทำกันมานานและเห็นได้ทั่วไป จนกลายเป็น "ธรรมเนียม" ซึ่งมักจะฝังรากลึกและเปลี่ยนแปลงได้ยาก
5. การขาดคำแนะนำที่ชัดเจน: บางครั้งพระภิกษุเองก็ไม่ได้ให้คำแนะนำที่ชัดเจนในเรื่องนี้ ทำให้ญาติโยมไม่ทราบว่าควรปฏิบัติอย่างไรให้ถูกต้อง
แนวทางปฏิบัติเพื่อศรัทธาที่บริสุทธิ์
การที่คุณพยายามให้ความรู้แก่ผู้อื่นเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม เพราะเป็นการช่วยรักษาพระธรรมวินัยและส่งเสริมการทำบุญที่ถูกต้องให้ยั่งยืน การเปลี่ยนความเชื่อและพฤติกรรมของผู้คนต้องใช้เวลาและความเข้าใจ:
1. ให้ข้อมูลอย่างใจเย็นและสุภาพ: อธิบายด้วยเหตุผลที่อิงตามพระวินัย โดยใช้ถ้อยคำที่เข้าใจง่าย ไม่ควรตำหนิหรือใช้คำพูดรุนแรง
2. สาธิตด้วยการปฏิบัติ: แสดงให้เห็นด้วยการที่คุณเองเลือกถวายปัจจัยที่ถูกต้อง เช่น เน้นการถวายอาหารในบาตร หรือหากต้องการทำบุญด้วยเงิน ก็บริจาคผ่านตู้รับบริจาคของวัด หรือมอบให้ไวยาวัจกรโดยตรง
3. ชี้ให้เห็นประโยชน์ของการทำบุญที่ถูกต้อง: อธิบายว่าการทำบุญที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยไม่เพียงแต่สร้างบุญกุศลแก่ผู้ให้เท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยให้พระภิกษุดำรงตนอยู่ในความบริสุทธิ์ตามพุทธโอวาท และช่วยรักษาพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนต่อไป
4. เข้าใจความแตกต่างของแต่ละบุคคล: บางคนอาจมีความเชื่อที่ฝังแน่นและยากที่จะเปลี่ยนแปลงในทันที การให้ข้อมูลซ้ำๆ อย่างสม่ำเสมอในโอกาสที่เหมาะสมจะช่วยให้พวกเขาค่อยๆ ซึมซับและเกิดการคิดตามได้
5. เน้นที่เจตนาพร้อมการปฏิบัติที่ถูกวิธี: เจตนาอันบริสุทธิ์ในการทำบุญเป็นสิ่งสำคัญ แต่การกระทำให้ถูกต้องตามหลักปฏิบัติจะทำให้บุญนั้นสมบูรณ์และส่งผลดีต่อทั้งผู้ให้และผู้รับอย่างแท้จริง
การทำบุญในพระพุทธศาสนาคือการสร้างกุศลบารมี การทำความเข้าใจและปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างถูกต้อง จะช่วยให้เราได้บุญอย่างเต็มเปี่ยม และเป็นส่วนหนึ่งในการธำรงรักษาพระพุทธศาสนาให้บริสุทธิ์ผุดผ่องสืบไป