ปัจจุบัน เทศกาลดนตรีในประเทศไทย เป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง แทบจะเรียกได้ว่าเป็น สงครามคอนเสิร์ต (Red Ocean) เพราะอุตสาหกรรมดนตรีในบ้านเรากำลังเติบโตกันอย่างก้าวกระโดด ทั้ง T-POP เพลงร็อก เพลงอินดี้นอกกระแส หรือแม้แต่ลูกทุ่ง หมอลำ ก็มีฐานผู้ชมผู้ฟังขยายใหญ่ขึ้น โดยมีการจัดงานเทศกาลดนตรีไม่ต่ำกว่า 300 งานต่อปี
https://www.facebook.com/share/1Y9NYYgZD4/
ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดแบบนี้ การจะทำให้งานๆ หนึ่ง อยู่ได้แบบมั่นคงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ ‘บิ๊กเมาน์เท่น มิวสิก เฟสติวัล’ ทำได้ และยังเป็นชื่อเทศกาลดนตรีอันดับต้นๆ ที่คนไทยจะนึกถึงมาตลอด 15 ปี ในฐานะผู้บุกเบิกเทศกาลดนตรีสัญชาติไทย ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ แบบไม่จม ไม่หาย ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน
อะไรที่ทำให้ ‘บิ๊กเมาน์เท่น’ อยู่มาได้อย่างยาวนาน และมีฐานแฟนเพลงติดตามอย่างเหนียวแน่นขนาดนี้ Brand Inside จะพาไปแง้มเหตุผลทีละข้อ ไปพร้อมๆ กัน
1. ‘ใหญ่’ ที่สุดในประเทศ – ไม่ใช่แค่คำเคลม แต่ บิ๊กเมาน์เท่น เล่นใหญ่ได้ขนาดนั้นจริงๆ
จำนวนเวที ศิลปินจากทุกสังกัด ทุกแนวเพลง จากทั่วประเทศ ที่ขึ้นแสดงในพื้นที่ The Ocean เขาใหญ่ ในแต่ละปี นับเป็นการขมวดรวมเอาความฮิตของวงการดนตรี และเรื่องที่กำลังเป็นกระแสในปีนั้นๆ มารวมไว้ในงานเดียว ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา เรายังเห็น บิ๊กเมาน์เท่น รักษาเอกลักษณ์ของความ ‘เล่นใหญ่’ แบบนี้อาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
2. งานที่ศิลปินอยากขึ้นโชว์มากที่สุด - เวทีนี้เป็นหมุดหมายของศิลปินทั่วประเทศ จากทุกค่าย ทุกแนวเพลง ตั้งแต่วงฮิตติดกระแส วงอินดี้ ศิลปินตะวันตก ไปจนถึงหมอลำ รวมๆ แล้วไม่ต่ำกว่า 120 วงต่อปี โดยทั่วไปแล้ว วงเล็กๆ หรือวงที่ไม่ได้อยู่ในกระแสอาจหาเวทีใหญ่ในการแสดงไม่ง่ายนัก ซึ่งนอกจากศิลปินจะได้โชว์ของ ตกแฟนคลับหน้าใหม่ได้แล้ว เหล่าผู้ชมเองก็มีโอกาสพบเจอวงใหม่ๆ หรือเพลงที่ไม่เคยฟังมาก่อนได้ด้วยเช่นกัน พูดได้ว่างานนี้เป็นหนึ่งในหมุดหมาย ที่บรรดาศิลปินมากมายอยากมาให้ได้
3. เกาะทุกกระแส – เราอาจเคยชินกับการทำคอนเทนต์ตามกระแสในวงการมาร์เก็ตติ้ง แต่ในวงการเพลงเอง การหยิบเรื่องดังๆ มาดัดแปลงให้เข้ากับงานก็ทำได้เช่นกัน และ บิ๊กเมาน์เท่น เองก็ทำได้อย่างน่าสนใจเสียด้วย ไม่ว่าในแต่ละปีจะมีเทรนด์ หรือมีเรื่องอะไรที่เป็นกระแส ก็พร้อมนำมาสร้างสรรค์เป็นธีมได้อย่างลงตัว เช่น ในปี 2556 กับ บิ๊กเมาน์เท่น มิวสิก เฟสติวัล ครั้งที่ 5 ได้หยิบยกวลีจากเรื่อง ‘พี่มาก…พระโขนง’ มาเป็นธีมในชื่อว่า ‘มาเล่นกันเถอะ’ ในปี 2568 นี้ บิ๊กเมาน์เท่น ก็หยิบเอาเทรนด์มูเตลู เสริมมงคลของคนไทย มาสร้างสรรค์เป็นธีม “มันมงคลมาก”
4. อยู่มานาน แต่ไม่ยอมแก่ – พร้อมปรับตัวตามเทรนด์ที่เปลี่ยนไป สิ่งที่กลุ่มลูกค้าเดิมชอบก็ยังคงไว้ สิ่งที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ก็รีบนำมาปรับใช้ในงาน เช่น โซนแคมป์ปิ้ง หมูกระทะ เวทีเพื่อชาวอินดี้ แนวเพลงที่ฮิตมากในช่วงนี้
5. แคร์ผู้ชม – การจัดไลน์อัปศิลปิน ผังงานอะไรอยู่ตรงไหน ประเภทของบัตร ไปจนถึงธีม การดีไซน์เรื่องเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจที่ยึดเอาความต้องการจริงของผู้ชมเป็นหลัก พร้อมปรับเปลี่ยนการทำงานไปตามพฤติกรรมและฟีดแบคของคนดูในแต่ละปี ยกตัวอย่างเช่นเรื่อง การจัดสรรพื้นที่ การจราจร การควบคุมราคาวินมอเตอร์ไซค์ให้เหมาะสม ไปจนถึงห้องน้ำ ที่ปัจจุบัน บิ๊กเมาน์เท่น เป็นเทศกาลดนตรีที่มีห้องน้ำเยอะที่สุดในประเทศไทย ไปแล้ว
6. เวที ที่คนถามถึงทุกปี – นอกจากไลน์อัปศิลปินที่เจ๋งแล้ว การจัดเวที แสง สี เสียง ก็เป็นสิ่งที่ช่วยไฮป์คนดูได้เช่นกัน ด้วยจำนวนเวทีที่เยอะที่สุดในประเทศ รวมไปถึงกิมมิคเพิ่มสีสันของงานอย่าง Special Stage ที่เวียนกันมาไม่ซ้ำแต่ละปีอย่างหาที่ไหนไม่ได้ เช่น อโคจรผับ – น้าเน็ก, เทยเที่ยวไทย – เวทีซอย 2, Dancing Stage – โดม ปกรณ์ ลัม, ระเบียบวาทะศิลป์ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นจุดแข็ง เป็นไฮไลต์ ที่ทำให้แฟนๆ ตั้งตารอคอย
7. รายได้ในท้องถิ่นคึกคัก – การจัดงานที่ใหญ่ขนาดนี้ แน่นอนว่าคนจากทั่วประเทศต้องหลั่งไหลมารวมกัน การทำงานจึงต้องให้ความสำคัญกับคนในท้องถิ่นควบคู่กับผู้ชม Big Mountain Music Festival ทำงานร่วมกับภาครัฐและเอกชนในโคราช เช่น ประสานงานเตรียมความพร้อมธุรกิจที่พัก ร้านอาหาร และอื่นๆ เพื่อรองรับผู้ชมจำนวนมาก จัดทำวินมอเตอร์ไซค์ร่วมกับชาวบ้าน เพื่อควบคุมราคาให้เป็นมาตรฐาน ร่วมกับตำรวจและอาสาจราจรในการดูแลจราจรในพื้นที่ จับมือหน่วยกู้ภัย-หน่วยพยาบาล เตรียมพร้อมทุกสถานการณ์ เปิดพื้นที่ให้คนท้องถิ่นค้าขายภายในงานได้ โดยในแต่ละปีช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในท้องถิ่นได้มากกว่า 2,200 ล้านบาท/ปี
8. ปั้นคนรุ่นใหม่ให้มีอาชีพ – โอกาสที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของงานเทศกาลดนตรีระดับประเทศไม่ได้หาได้ง่ายๆ ซึ่ง บิ๊กเมาน์เท่น ได้ใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาคนรุ่นใหม่ด้วยโครงการ ‘ยุวชนเกเร’ ที่เปิดรับนักศึกษาฝึกงาน เพื่อฝึกสกิลการทำอีเวนต์ และจัดงานเทศกาลดนตรี มากถึง 200 คนต่อปี ส่งเสริมคนรุ่นใหม่ให้หาประสบการณ์ในพื้นที่หน้างานจริง พร้อมผลักดันเข้าสู่ตลาดแรงงาน สร้างโอกาสในการร่วมงานกับ GMM SHOW และบริษัทชั้นนำ
9. รับผิดชอบสิ่งแวดล้อม – เทศกาลดนตรีที่ใหญ่ขนาดนี้ แน่นอนว่ามาพร้อมกับปริมาณขยะมหาศาล บิ๊กเมาน์เท่นได้ทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ในการแก้ปัญหาขยะอย่างจริงจัง เพื่อรักษาและป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการจัดงาน และส่งต่อจิตสำนึกให้ผู้ชม ร่วมรักษาสิ่งแวดล้อมไปด้วยกัน ผ่านการจัดเก็บ คัดแยก และรีไซเคิลขยะอย่างจริงจัง รวมกว่า 11 ตัน/ปี
10. วางตัวเป็นเพื่อนกับทุก Gen – การเลี้ยงกระแสในโซเชียล ก็เหมือนโจทย์ที่ปราบเซียนมานักต่อนัก แต่ บิ๊กเมาท์เท่น ทำได้ และทำได้น่าจดจำอีกด้วย กับคาแรคเตอร์ของ ‘พี่วัว’ แอดมินเฟซบุ๊กแฟนเพจ ที่สื่อสารกับผู้ติดตามอย่างเป็นกันเอง กวนๆ ถูกจริตคนไทย ล้อกับชื่อเล่นสุดน่ารักของผู้ติดตามอย่าง ‘ชาวเพื่อนโค’ ที่พร้อมตอบสนองทุกคอนเทนต์ที่เสิร์ฟต่อเนื่องทั้งปี ไม่เงียบหาย ตลอดเวลากว่า 15 ปีที่เปิดเพจมา ความเหนียวแน่นนี้เอง ที่ทำให้เฟซบุ๊ก บิ๊กเมาท์เท่น กลายเป็นคอมมูนิตี้ของคนชอบคอนเสิร์ตที่แข็งแกร่ง ด้วยผู้ติดตามกว่า 1.5 ล้านคน และมีเอนเกจเมนต์ดีต่อเนื่อง ถือเป็นกลยุทธ์การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าที่มีประสิทธิภาพ
และนี่ก็คือเหตุผลส่วนหนึ่งว่าทำไมผ่านมาแล้ว 15 ปี แต่ Big Mountain Music Festival ถึงยังครองใจแฟนเพลงและศิลปินทั่วประเทศ
"บิ๊ก เมาน์เท่น มิวสิค เฟสติวัล" คอนเสริร์ต ที่อยู่คู่คนไทย ถึงจะผ่านมา15 ปี ก็ยังอยู่ได้
https://www.facebook.com/share/1Y9NYYgZD4/
ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดแบบนี้ การจะทำให้งานๆ หนึ่ง อยู่ได้แบบมั่นคงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ ‘บิ๊กเมาน์เท่น มิวสิก เฟสติวัล’ ทำได้ และยังเป็นชื่อเทศกาลดนตรีอันดับต้นๆ ที่คนไทยจะนึกถึงมาตลอด 15 ปี ในฐานะผู้บุกเบิกเทศกาลดนตรีสัญชาติไทย ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ แบบไม่จม ไม่หาย ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน
อะไรที่ทำให้ ‘บิ๊กเมาน์เท่น’ อยู่มาได้อย่างยาวนาน และมีฐานแฟนเพลงติดตามอย่างเหนียวแน่นขนาดนี้ Brand Inside จะพาไปแง้มเหตุผลทีละข้อ ไปพร้อมๆ กัน
1. ‘ใหญ่’ ที่สุดในประเทศ – ไม่ใช่แค่คำเคลม แต่ บิ๊กเมาน์เท่น เล่นใหญ่ได้ขนาดนั้นจริงๆ
จำนวนเวที ศิลปินจากทุกสังกัด ทุกแนวเพลง จากทั่วประเทศ ที่ขึ้นแสดงในพื้นที่ The Ocean เขาใหญ่ ในแต่ละปี นับเป็นการขมวดรวมเอาความฮิตของวงการดนตรี และเรื่องที่กำลังเป็นกระแสในปีนั้นๆ มารวมไว้ในงานเดียว ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา เรายังเห็น บิ๊กเมาน์เท่น รักษาเอกลักษณ์ของความ ‘เล่นใหญ่’ แบบนี้อาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
3. เกาะทุกกระแส – เราอาจเคยชินกับการทำคอนเทนต์ตามกระแสในวงการมาร์เก็ตติ้ง แต่ในวงการเพลงเอง การหยิบเรื่องดังๆ มาดัดแปลงให้เข้ากับงานก็ทำได้เช่นกัน และ บิ๊กเมาน์เท่น เองก็ทำได้อย่างน่าสนใจเสียด้วย ไม่ว่าในแต่ละปีจะมีเทรนด์ หรือมีเรื่องอะไรที่เป็นกระแส ก็พร้อมนำมาสร้างสรรค์เป็นธีมได้อย่างลงตัว เช่น ในปี 2556 กับ บิ๊กเมาน์เท่น มิวสิก เฟสติวัล ครั้งที่ 5 ได้หยิบยกวลีจากเรื่อง ‘พี่มาก…พระโขนง’ มาเป็นธีมในชื่อว่า ‘มาเล่นกันเถอะ’ ในปี 2568 นี้ บิ๊กเมาน์เท่น ก็หยิบเอาเทรนด์มูเตลู เสริมมงคลของคนไทย มาสร้างสรรค์เป็นธีม “มันมงคลมาก”
4. อยู่มานาน แต่ไม่ยอมแก่ – พร้อมปรับตัวตามเทรนด์ที่เปลี่ยนไป สิ่งที่กลุ่มลูกค้าเดิมชอบก็ยังคงไว้ สิ่งที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ก็รีบนำมาปรับใช้ในงาน เช่น โซนแคมป์ปิ้ง หมูกระทะ เวทีเพื่อชาวอินดี้ แนวเพลงที่ฮิตมากในช่วงนี้
5. แคร์ผู้ชม – การจัดไลน์อัปศิลปิน ผังงานอะไรอยู่ตรงไหน ประเภทของบัตร ไปจนถึงธีม การดีไซน์เรื่องเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจที่ยึดเอาความต้องการจริงของผู้ชมเป็นหลัก พร้อมปรับเปลี่ยนการทำงานไปตามพฤติกรรมและฟีดแบคของคนดูในแต่ละปี ยกตัวอย่างเช่นเรื่อง การจัดสรรพื้นที่ การจราจร การควบคุมราคาวินมอเตอร์ไซค์ให้เหมาะสม ไปจนถึงห้องน้ำ ที่ปัจจุบัน บิ๊กเมาน์เท่น เป็นเทศกาลดนตรีที่มีห้องน้ำเยอะที่สุดในประเทศไทย ไปแล้ว
6. เวที ที่คนถามถึงทุกปี – นอกจากไลน์อัปศิลปินที่เจ๋งแล้ว การจัดเวที แสง สี เสียง ก็เป็นสิ่งที่ช่วยไฮป์คนดูได้เช่นกัน ด้วยจำนวนเวทีที่เยอะที่สุดในประเทศ รวมไปถึงกิมมิคเพิ่มสีสันของงานอย่าง Special Stage ที่เวียนกันมาไม่ซ้ำแต่ละปีอย่างหาที่ไหนไม่ได้ เช่น อโคจรผับ – น้าเน็ก, เทยเที่ยวไทย – เวทีซอย 2, Dancing Stage – โดม ปกรณ์ ลัม, ระเบียบวาทะศิลป์ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นจุดแข็ง เป็นไฮไลต์ ที่ทำให้แฟนๆ ตั้งตารอคอย
7. รายได้ในท้องถิ่นคึกคัก – การจัดงานที่ใหญ่ขนาดนี้ แน่นอนว่าคนจากทั่วประเทศต้องหลั่งไหลมารวมกัน การทำงานจึงต้องให้ความสำคัญกับคนในท้องถิ่นควบคู่กับผู้ชม Big Mountain Music Festival ทำงานร่วมกับภาครัฐและเอกชนในโคราช เช่น ประสานงานเตรียมความพร้อมธุรกิจที่พัก ร้านอาหาร และอื่นๆ เพื่อรองรับผู้ชมจำนวนมาก จัดทำวินมอเตอร์ไซค์ร่วมกับชาวบ้าน เพื่อควบคุมราคาให้เป็นมาตรฐาน ร่วมกับตำรวจและอาสาจราจรในการดูแลจราจรในพื้นที่ จับมือหน่วยกู้ภัย-หน่วยพยาบาล เตรียมพร้อมทุกสถานการณ์ เปิดพื้นที่ให้คนท้องถิ่นค้าขายภายในงานได้ โดยในแต่ละปีช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในท้องถิ่นได้มากกว่า 2,200 ล้านบาท/ปี
8. ปั้นคนรุ่นใหม่ให้มีอาชีพ – โอกาสที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของงานเทศกาลดนตรีระดับประเทศไม่ได้หาได้ง่ายๆ ซึ่ง บิ๊กเมาน์เท่น ได้ใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาคนรุ่นใหม่ด้วยโครงการ ‘ยุวชนเกเร’ ที่เปิดรับนักศึกษาฝึกงาน เพื่อฝึกสกิลการทำอีเวนต์ และจัดงานเทศกาลดนตรี มากถึง 200 คนต่อปี ส่งเสริมคนรุ่นใหม่ให้หาประสบการณ์ในพื้นที่หน้างานจริง พร้อมผลักดันเข้าสู่ตลาดแรงงาน สร้างโอกาสในการร่วมงานกับ GMM SHOW และบริษัทชั้นนำ
9. รับผิดชอบสิ่งแวดล้อม – เทศกาลดนตรีที่ใหญ่ขนาดนี้ แน่นอนว่ามาพร้อมกับปริมาณขยะมหาศาล บิ๊กเมาน์เท่นได้ทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ในการแก้ปัญหาขยะอย่างจริงจัง เพื่อรักษาและป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการจัดงาน และส่งต่อจิตสำนึกให้ผู้ชม ร่วมรักษาสิ่งแวดล้อมไปด้วยกัน ผ่านการจัดเก็บ คัดแยก และรีไซเคิลขยะอย่างจริงจัง รวมกว่า 11 ตัน/ปี
10. วางตัวเป็นเพื่อนกับทุก Gen – การเลี้ยงกระแสในโซเชียล ก็เหมือนโจทย์ที่ปราบเซียนมานักต่อนัก แต่ บิ๊กเมาท์เท่น ทำได้ และทำได้น่าจดจำอีกด้วย กับคาแรคเตอร์ของ ‘พี่วัว’ แอดมินเฟซบุ๊กแฟนเพจ ที่สื่อสารกับผู้ติดตามอย่างเป็นกันเอง กวนๆ ถูกจริตคนไทย ล้อกับชื่อเล่นสุดน่ารักของผู้ติดตามอย่าง ‘ชาวเพื่อนโค’ ที่พร้อมตอบสนองทุกคอนเทนต์ที่เสิร์ฟต่อเนื่องทั้งปี ไม่เงียบหาย ตลอดเวลากว่า 15 ปีที่เปิดเพจมา ความเหนียวแน่นนี้เอง ที่ทำให้เฟซบุ๊ก บิ๊กเมาท์เท่น กลายเป็นคอมมูนิตี้ของคนชอบคอนเสิร์ตที่แข็งแกร่ง ด้วยผู้ติดตามกว่า 1.5 ล้านคน และมีเอนเกจเมนต์ดีต่อเนื่อง ถือเป็นกลยุทธ์การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าที่มีประสิทธิภาพ
และนี่ก็คือเหตุผลส่วนหนึ่งว่าทำไมผ่านมาแล้ว 15 ปี แต่ Big Mountain Music Festival ถึงยังครองใจแฟนเพลงและศิลปินทั่วประเทศ