‘ซักอบผ้า’ จนเข้าตลาดหุ้น! คนไทยซักฉ่ำเกิน 1 หมื่น/เดือน WashXpress ขยายอีก 80 แห่ง

ซักผ้า จนเข้าตลาดหุ้น! เตรียมตัว



‘ซักอบผ้า’ จนเข้าตลาดหุ้น! คนไทยซักฉ่ำเกิน 1 หมื่น/เดือน WashXpress ขยายอีก 80 แห่ง มีบริการพับผ้า อนาคตรับส่งถึงบ้านด้วย

จาก “Pain Point” อยากได้เครื่องซักผ้าทนทาน-แข็งแรง สู่ร้านสะดวกซัก 542 สาขา รายได้เฉียดพันล้าน! คุยกับ “กวิน กลองกระโทก” หนึ่งในผู้ก่อตั้ง “WashXpress” เตรียมความพร้อมพาธุรกิจ IPO มองตลาดโตได้อีก เผยอินไซต์คนไทยชอบซักผ้า สถิติสูงสุดทะลุ “หลักหมื่นบาทต่อเดือน”

ตอนนี้ธุรกิจร้านสะดวกซักคงไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไป ยิ่งในเขตชุมชนที่มีผู้คนหนาแน่น ยิ่งได้เห็นร้านสะดวกซักเรียงรายแทบจะทุกๆ 3 กิโลเมตร แต่ถ้าย้อนกลับไป 7-8 ปีก่อนหน้านี้ การมาถึงของเครื่องซัก-อบผ้าถือเป็นเรื่องใหม่สุดๆ ตอนนั้นสิ่งที่เป็นความปกติมากกว่า คือเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญครั้งละ 10-20 บาท

จุดเริ่มต้นของธุรกิจสะดวกซักยักษ์ใหญ่อย่าง “WashXpress” ก็ออกสตาร์ทจากเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญเช่นกัน เวลาต่อมาจึงได้พัฒนากลายเป็นอาณาจักรร้านสะดวกซักกว่า 542 สาขา (ตัวเลข ณ เดือนพฤษภาคม 2568) มาไกลกระทั่งตอนนี้กำลังจะกลายเป็นธุรกิจร้านสะดวกซักเจ้าแรกในตลาดหลักทรัพย์ ปิดรายได้ปีล่าสุดไปที่ “823 ล้านบาท” โดยมีอัตราการเติบโตต่อเนื่องทุกปี

ก่อนจะมาเป็นร้านซักอบผ้าพี่วัว ปี 2560 “นิค-ชิษณุพันธ์ ตั้งเฉลิมกุล” และ “วิน-กวิน กลองกระโทก” ผู้ก่อตั้งร้าน “WashXpress” รู้จักสนิทสนมกันตั้งแต่เรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บ้านของ “นิค” ทำธุรกิจสิ่งทอ บวกกับมีอพาร์ตเมนต์ให้เช่าแถวนิคมอุตสาหกรรม สิ่งที่พ่วงมากับธุรกิจห้องเช่า คือเครื่องซักผ้าฝาบนหยอดเหรียญที่มีรายได้ค่อนข้างดีมาก แต่ขณะเดียวกัน “นิค” ก็ต้องเจอกับปัญหาเครื่องซักผ้าเสียบ่อย ซ่อมได้สัก 6 เดือนก็กลับมาเสียอีกรอบ จึงเริ่มมองหาเครื่องซักผ้าที่อึดถึกทน กระทั่ง “นิค” มาสะดุดตากับร้านสะดวกซักหน้าหมู่บ้าน เมื่อได้พูดคุยกับเจ้าของร้านก็พบว่า เป็นธุรกิจแฟรนไชส์จากมาเลเซียเข้ามาขยายในไทยได้ราว 2 ปีแล้ว

เมื่อได้คุยกับเจ้าของร้านสะดวกซักหน้าหมู่บ้าน เห็นตัวเลขรายได้-กำไรที่สมน้ำสมเนื้อก็ไม่รอช้าทั้งคู่ทดลองซื้อแฟรนไชส์ของใครของมันมาบริหารกันเอง ช่วงแรกก็มีรายได้เข้ามาเรื่อยๆ แต่เมื่อเข้าเดือนที่ 6 กลับพบความผิดปกติ ลูกค้าเริ่มลดลง อัตราการกลับมาใช้ซ้ำน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด จนไปเจอกับปัญหาก้อนใหญ่ทั้งเรื่องความสะอาดที่ไม่มีแม่บ้านมาดูแล เครื่องเสียไม่มีช่างเข้ามาซ่อม ลูกค้าเจอปัญหาระหว่างใช้งานโทรหา Call Center แต่ไม่เจอใครรับสาย เป็นต้น

ผ่านเวลาไม่ถึง 1 ปีเต็ม จากสถานะแฟรนไชส์ซีทั้งคู่ตัดสินใจลุกขึ้นมาปั้นแบรนด์เองเพราะอยากโฟกัสที่การบริการหลังการขาย สร้างความประทับใจให้ลูกค้ามากที่สุด เริ่มจากมานั่งคุยตั้งแต่เลือกสีประจำร้าน ชื่อบริษัท ออกแบบโลโก้มองว่า จนมาลงเอยที่ “วัว” เพราะไม่มีใครใช้แน่นอน บวกกับความหมายเรื่องความแข็งแรงของเครื่องจักรด้วย แม้ว่ามองไกลๆ ร้านสะดวกซักแห่งนี้จะละม้ายคล้ายกับร้านขายนมไปหน่อย แต่นั่นก็เป็นความตั้งใจที่อยากให้ร้านดูเข้าถึงง่าย

“วิน” เล่าว่า ใช้เวลาสักพักเหมือนกัน เพราะสำหรับคนไทยมองว่า ผ้าตากแดดดีกว่านำไปอบ ต้องมีกลิ่นแดดจึงรู้สึกสะอาด ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วการอบผ้าก็ให้ความร้อนเพื่อฆ่าเชื้อได้ดี แถมยังไม่ต้องเสียเวลาพลิกด้านกลับผ้า อบเพียงไม่นานก็นำไปใช้ได้ทันที เมื่อเห็นข้อดีตรงนี้จึงเริ่มติดใจ “WashXpress” ก็ได้ฤกษ์ไปต่อจนได้ขยายเพิ่มอีก 35 แห่งในปีที่สอง

แม้จะเป็นเจ้าแรกๆ ในตลาด แต่ถัดจากนั้นไม่นานร้านสะดวกซักแบรนด์อื่นก็ผุดขึ้นมากมาย แต่เพราะอะไร “WashXpress” ยังครองใจผู้บริโภคได้อยู่หมัด “วิน” มองว่า หัวใจสำคัญนอกจากเรื่องมาตรฐานที่ต้องเหมือนกันทุกสาขา ความพึงพอใจของลูกค้าเป็นสิ่งที่ตนและพาร์ทเนอร์ให้ความสำคัญมาก ลงรายละเอียดแม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ทั้งระยะห่างระหว่างโต๊ะนั่งรอกับเครื่องซักผ้า ไม้แขวนเสื้อที่ต้องมีให้บริการเพียงพอ แม้กระทั่งไฟในร้านต้องเป็นแสงสีขาวไม่ใช่ไฟส้ม เพราะไม่เหมาะกับการอ่านหนังสือ หรือทำอะไรนานๆ ลูกค้าจะไม่สบายตัวเอาได้

https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1189711?anm&fbclid=IwY2xjawLmZcxleHRuA2FlbQIxMQABHoOtuzNSlm4MLj7a6Qu95yHhFkEgPegl6hAT0DkMcUM7k9OFzq6dmpxs3pPA_aem_x9WR85yTDJTBNKW2zD62Wg
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่