บอกไว้ก่อนว่าหลังจากอ่านแล้วก็อาจจะดูงงๆหน่อยนะครับ55 เพราะว่าผมก็พิมพ์ด้วยอารมณ์ซึมๆที่เป็นในตอนนี้เลย เลยอาจจะเป็นแค่การระบายแค่นั้น หลังจากที่ส่างแล้วผมก็คงจะเขินกับสิ่งที่ตัวเองพิมพ์นั่นแหละ
คือต้องบอกว่า ผมก็เป็นเด็กขี้อายคนนึงที่น่าจะเหมือนๆกับที่พบกันได้ทั่วไปนั่นแหละครับ เลยทำให้ไม่มีเพื่อนเลยตั้งแต่เด็กๆ บวกกับปัญหาทางสุขภาพ
ซึ่งช่วงก่อนหน้านี้ประมาณ1-2ปีก่อน ผมมีอาการที่อารมณ์ขึ้นๆลงๆแบบผิดปกติเลย จึงได้ไปตรวจที่โรงพยาบาล แล้วก็พบว่าผมนั้นเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งหลังจากนั้นผมก็จะมีช่วงที่ได้ไปตรวจอีกเรื่อยๆ ล่าสุดก็คือช่วงไม่กี่เดือนก่อนนี้เอง
แน่นอน ผมมองว่ามันไม่ได้มีผลกระทบอะไรอยู่แล้ว เพราะตามปกติผมก็เป็นเด็กที่เส้นตื้น บ้าจี้ หัวเราะได้ง่าย คือมาครบเลย พอเป็นงี้ก็เลยไม่ได้อะไร
แต่กลายเป็นว่าหลังๆมานี้ สุขภาพจิตใจผมไม่ดีเอามากๆเลยครับ แล้วผมก็พึ่งฉุกคิดขึ้นมาได้เลยว่า ชีวิตผมมันขาดสิ่งสำคัญค่อนข้างจะหลายอย่างเลยครับ
เริ่มจากอย่างแรกเลยคือ ผมนั้นไม่เคยได้รับความอบอุ่นจากพ่อแม่เลย ต้องบอกว่าไม่เคยสักครั้งเลยครับ เพราะว่าพ่อกับแม่ผมนั้นหย่ากันและแยกทางกันตั้งแต่ที่ผมนั้นเริ่มจำความได้ อีกทั้งตั้งแต่เกิดมาผมได้เจอกับแม่ตัวเองอาจจะไม่ถึง5ครั้งด้วยซ้ำมั้งครับ เพราะเขาก็ไปทำงานที่อื่นตลอด จนปัจจุบันนี้แม่ผมก็ไปทำงานที่ต่างประเทศอีก ครั้งล่าสุดที่เคยเจอนี่ผมพูดได้เลยว่าแทบจะจำไม่ได้เลยครับ
ต่อมาก็คือ การเข้าสังคม เพื่อน ต้องบอกว่าผมนั้นไม่ได้คุยกับเพื่อนหรือคนอื่นนอกจากคนในครอบครัวตัวเองมาเกือบ2ปีได้เลยครับ อีกทั้งคนในครอบครัวเอง ผมก็ยังคุยได้ไม่ถึง5คำต่อครั้งด้วยซ้ำครับ อันนี้อาจจะมองว่า เวอร์ไปรึป่าว คืออย่างที่บอกว่าผมเป็นคนขี้อายนั่นแหละครับ ปกติก็หนักอยู่แล้ว ดันมาเจอผลกระทบจากโควิดอีก ก็เลยกลายสว่าผมเป็นคนเก็บตัวไปเลย
ซึ่งอ่ะ แน่นอนอันนี้อาจจะมีคนสงสัยเลยว่า อ่าว แล้วเพื่อนที่โรงเรียนไง อย่างน้อยก็น่าจะได้คุยกันบ้าง คือ ผมนั้นหยุดเรียนตั้งแต่2ปีที่แล้วนั่นแหละครับ อนึ่งมาจากตัวผมเองเลย ถ้าตอนนั้นผมไม่ได้แพนิคและเครียดกับเรื่องการย้ายโรงเรียนหรือขี้กลัวต่อสังคมมากจนเกินไป ผมคงไม่ได้กลายแบบทุกวันนี้ ต้องบอกว่า โทษใครไม่ได้ ต้องโทษตัวเองแล้วแหละครับ
สิ่งที่มันเหมือนกับเข็มที่คอยทิ่มแทงผมอยู่เรื่อยๆ ก็คงจะเป็นเรื่องต่างๆในอดีตที่ตัวผมนั้นแทบจะลืมไปเกือบหมด แต่ก็กลายเป็นว่าจิตใต้สำนึก ไปจนถึงงความฝันที่มักจะทำให้ผมเก็บมาคิดจนเครียดตลอด ปัจจุบันนี้ผมก็ยังคงเป็นแบบนี้อยู่ จนผมต้องคอยลุ้นเอาว่าพรุ่งนี้จะเป็นยังไง จะอารมณ์ดีมั้ย หรือจะซึมไปเลย สิ่งที่ผมมักจะทำบ่อยๆก็คงเป็นพวกฟังเพลง ดูอนิเมะ ที่ถ้าดูแล้วถูกใจมีความสุข วันนั้นจะเป็นวันที่ผมสามารถกระโดดโลดเต้นอย่างสนุกได้ แต่ถ้าเกิดวันนั้นมีเรื่องอดีตมาปั่นป่วนในหัวผม วั้นนั้นมันจะเป็นวันที่ย่ำแย่ที่สุดของผมเลย
คือผมเริ่มเข้าใจแล้วแหละครับว่าอาการที่ขาดการเล่นอินเตอร์เน็ตไม่ได้เนี่ย มันเป็นยังไง เพราะว่าถ้าเกิดผมหยุดการทำสิ่งนั้นๆ ผมจะหยุดคิดเรื่องในอดีตม่ได้เลย
มันก็คงจะเป็นเหมือนวนลูปมั้งครับที่จะมีเศร้า สุข ปนกันไปเรื่อยๆ สิ่งที่ผมจะทำได้ในตอนนี้ก็คงต้องหาความสุขไปเรื่อยๆเลย ขอบคุณที่อ่านครับ
ปล. อีกเรื่องที่ผมนั้นสงสัยแต่เพราะไม่ได้ตรวจเลยมีแค่มีอาการที่เหมือนและคิดว่าตัวเองอาจจะเป็นก็คือ โรคสมาธิสั้น คือนั่นแหละผมไม่แน่ใจว่าอาการจริงๆเป็นไง แต่เพราะส่วนตัวปัจจุบันก็มีปัญหากับอาการที่คล้ายๆอยู่ครับ
ผมอยากรู้เกี่ยวกับวิธีแก้ปัญหาเรื่องซึมเศร้าและ.. ระบายครับ
คือต้องบอกว่า ผมก็เป็นเด็กขี้อายคนนึงที่น่าจะเหมือนๆกับที่พบกันได้ทั่วไปนั่นแหละครับ เลยทำให้ไม่มีเพื่อนเลยตั้งแต่เด็กๆ บวกกับปัญหาทางสุขภาพ
ซึ่งช่วงก่อนหน้านี้ประมาณ1-2ปีก่อน ผมมีอาการที่อารมณ์ขึ้นๆลงๆแบบผิดปกติเลย จึงได้ไปตรวจที่โรงพยาบาล แล้วก็พบว่าผมนั้นเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งหลังจากนั้นผมก็จะมีช่วงที่ได้ไปตรวจอีกเรื่อยๆ ล่าสุดก็คือช่วงไม่กี่เดือนก่อนนี้เอง
แน่นอน ผมมองว่ามันไม่ได้มีผลกระทบอะไรอยู่แล้ว เพราะตามปกติผมก็เป็นเด็กที่เส้นตื้น บ้าจี้ หัวเราะได้ง่าย คือมาครบเลย พอเป็นงี้ก็เลยไม่ได้อะไร
แต่กลายเป็นว่าหลังๆมานี้ สุขภาพจิตใจผมไม่ดีเอามากๆเลยครับ แล้วผมก็พึ่งฉุกคิดขึ้นมาได้เลยว่า ชีวิตผมมันขาดสิ่งสำคัญค่อนข้างจะหลายอย่างเลยครับ
เริ่มจากอย่างแรกเลยคือ ผมนั้นไม่เคยได้รับความอบอุ่นจากพ่อแม่เลย ต้องบอกว่าไม่เคยสักครั้งเลยครับ เพราะว่าพ่อกับแม่ผมนั้นหย่ากันและแยกทางกันตั้งแต่ที่ผมนั้นเริ่มจำความได้ อีกทั้งตั้งแต่เกิดมาผมได้เจอกับแม่ตัวเองอาจจะไม่ถึง5ครั้งด้วยซ้ำมั้งครับ เพราะเขาก็ไปทำงานที่อื่นตลอด จนปัจจุบันนี้แม่ผมก็ไปทำงานที่ต่างประเทศอีก ครั้งล่าสุดที่เคยเจอนี่ผมพูดได้เลยว่าแทบจะจำไม่ได้เลยครับ
ต่อมาก็คือ การเข้าสังคม เพื่อน ต้องบอกว่าผมนั้นไม่ได้คุยกับเพื่อนหรือคนอื่นนอกจากคนในครอบครัวตัวเองมาเกือบ2ปีได้เลยครับ อีกทั้งคนในครอบครัวเอง ผมก็ยังคุยได้ไม่ถึง5คำต่อครั้งด้วยซ้ำครับ อันนี้อาจจะมองว่า เวอร์ไปรึป่าว คืออย่างที่บอกว่าผมเป็นคนขี้อายนั่นแหละครับ ปกติก็หนักอยู่แล้ว ดันมาเจอผลกระทบจากโควิดอีก ก็เลยกลายสว่าผมเป็นคนเก็บตัวไปเลย
ซึ่งอ่ะ แน่นอนอันนี้อาจจะมีคนสงสัยเลยว่า อ่าว แล้วเพื่อนที่โรงเรียนไง อย่างน้อยก็น่าจะได้คุยกันบ้าง คือ ผมนั้นหยุดเรียนตั้งแต่2ปีที่แล้วนั่นแหละครับ อนึ่งมาจากตัวผมเองเลย ถ้าตอนนั้นผมไม่ได้แพนิคและเครียดกับเรื่องการย้ายโรงเรียนหรือขี้กลัวต่อสังคมมากจนเกินไป ผมคงไม่ได้กลายแบบทุกวันนี้ ต้องบอกว่า โทษใครไม่ได้ ต้องโทษตัวเองแล้วแหละครับ
สิ่งที่มันเหมือนกับเข็มที่คอยทิ่มแทงผมอยู่เรื่อยๆ ก็คงจะเป็นเรื่องต่างๆในอดีตที่ตัวผมนั้นแทบจะลืมไปเกือบหมด แต่ก็กลายเป็นว่าจิตใต้สำนึก ไปจนถึงงความฝันที่มักจะทำให้ผมเก็บมาคิดจนเครียดตลอด ปัจจุบันนี้ผมก็ยังคงเป็นแบบนี้อยู่ จนผมต้องคอยลุ้นเอาว่าพรุ่งนี้จะเป็นยังไง จะอารมณ์ดีมั้ย หรือจะซึมไปเลย สิ่งที่ผมมักจะทำบ่อยๆก็คงเป็นพวกฟังเพลง ดูอนิเมะ ที่ถ้าดูแล้วถูกใจมีความสุข วันนั้นจะเป็นวันที่ผมสามารถกระโดดโลดเต้นอย่างสนุกได้ แต่ถ้าเกิดวันนั้นมีเรื่องอดีตมาปั่นป่วนในหัวผม วั้นนั้นมันจะเป็นวันที่ย่ำแย่ที่สุดของผมเลย
คือผมเริ่มเข้าใจแล้วแหละครับว่าอาการที่ขาดการเล่นอินเตอร์เน็ตไม่ได้เนี่ย มันเป็นยังไง เพราะว่าถ้าเกิดผมหยุดการทำสิ่งนั้นๆ ผมจะหยุดคิดเรื่องในอดีตม่ได้เลย
มันก็คงจะเป็นเหมือนวนลูปมั้งครับที่จะมีเศร้า สุข ปนกันไปเรื่อยๆ สิ่งที่ผมจะทำได้ในตอนนี้ก็คงต้องหาความสุขไปเรื่อยๆเลย ขอบคุณที่อ่านครับ
ปล. อีกเรื่องที่ผมนั้นสงสัยแต่เพราะไม่ได้ตรวจเลยมีแค่มีอาการที่เหมือนและคิดว่าตัวเองอาจจะเป็นก็คือ โรคสมาธิสั้น คือนั่นแหละผมไม่แน่ใจว่าอาการจริงๆเป็นไง แต่เพราะส่วนตัวปัจจุบันก็มีปัญหากับอาการที่คล้ายๆอยู่ครับ