รุ่งอรุณแห่งความตาย
หมอกควันสีขาวลอยปกคลุมไปทั่วภาคใต้ของเมืองมิแอร์ เมืองท่าสำคัญของประเทศไซทารัส เมืองที่เพิ่งโดนระเบิดนิวเคลีร์ยถล่มจากชาติศัตรูอย่างประเทศซาเซีย
ท่าเรือหลายร้อยแห่งพังทลายย่อยยับ ซากปรักหักพังของอาคารบ้านเรือน ไม่คงเหลือเค้าเดิมให้เห็น
เสียงกรีดร้อง โหยหวนด้วยความเจ็บปวดของประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บ ดังกระหึ่มทั่วสารทิศ กลิ่นคาวเลือด ควันไฟ และฝุ่นละออง ล่องลอยคลุ้มเคล้าปนเปไปกับสายลม
เจ้าหน้าที่กู้ภัยวิ่งกันแตกตื่น เร่งรุกเข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ แต่คนเจ็บมีเยอะเกินกว่าเจ้าหน้าที่จะรับมือได้
เจ้าหน้าที่นายหนึ่งทรุดกายนั่งคุกเข่า ส่งกรีดร้องราวคนเสียสติ เมื่อเห็นศพคนตายนอนเกลื่อนกลาดอยู่ใต้ซากอาคาร อยู่บนถนนหนทาง และอยู่ข้างกายเขาอีกหนึ่งศพ
เด็กหญิงอายุราวแปดหรือเก้าขวบเลือดท่วมกาย ดวงตาเบิกโพลง ขาทั้งสองข้างของเธอหายไป ทิ้งไว้เพียงเลือดแดงฉานไหลอาบพื้นถนน เจ้าหน้าที่กู้ภัยร้องไห้ตัวสั่นเทาซบหน้าลงฝ่ามือ
ผมนอนดูภาพเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความหวาดกลัวจนตัวสั่น ผมติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง และยังไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนมองเห็นผม
ผมไม่คิดจะตะโกนขอความช่วยเหลือจากใครทั้งนั้น ผมรอคอยเวลาให้พวกเขาถอยร่นห่างออกไปจากพื้นที่ตรงนี้ ผมไม่อยากพบเจอเจ้าหน้าที่ ผมคิดว่าพวกเขาต้องจำผมได้อย่างแน่นอน
เรื่องราวที่ผมก่อไว้เป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก ฆาตกรต่อเนื่องที่ฆ่าหั่นศพผู้หญิงมาแล้วสิบห้าคน ชื่อเสียงเรียงนามรูปร่างหน้าตาของผมถูกตีแผ่ไปทั่วทุกมุมโลก และผมเพิ่งถูกจับเข้าคุกเมื่อสองเดือนก่อน โทษของผมคือประหารชีวิต
แต่ในสภาวะสงครามล่าดินแดนเช่นนี้ ทำให้ผมหนีออกจากคุกมาได้...โชคดีเป็นบ้าเลย...
คุกที่ผมอยู่ โดนโจมตีด้วยอาวุธหนักจนพังถล่มลงมา นักโทษหลายร้อยคนวิ่งแตกฮือหนีตายออกจากคุก
ผมปลอมตัวด้วยการใส่วิกผมและหนวดปลอมที่ไปขโมยมาจากร้านค้าแห่งหนึ่ง ซึ่งประตูหน้าร้านพังยับจากแรงระเบิด เจ้าของร้านตะโกนด่าทอผม แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะผมจับศีรษะเขากระแทกใส่ขอบโต๊ะไปสี่ครั้ง ร่างเขาชักดิ้นชักงอก่อนจะล้มตึงลงพื้นพรมสีเขียว
เลือดแดงฉานอาบบนหน้าผาก ทำผมเสียววาบไปทั้งตัว ดวงตาเบิกกว้างด้วยความภิรมย์ สองเดือนเต็ม ๆ ที่ผมไม่ได้ฆ่าใครเลย มือผมสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้น ริมฝีปากแย้มยิ้มอย่างมีสุข ได้เวลาออกล่าแล้ว...
ในสภาวะสงครามแบบนี้ ผมจะฆ่าใครก็ได้ ไม่มีใครมาจับ ไม่มีใครสนใจผม จะฆ่ากี่คนก็ได้ ฮะฮ่า...
ผมหัวเราะร่าอย่างมีความสุข คว้าเอาเสื้อแจ็กเก็ตสีดำภายในร้านมาสวมใส่ เดินผิวปากออกจากร้าน สำนึกในใจด้วยความลิงโลด โลกใบนี้เป็นของผม....
ผมไม่สนใจสงครามของพวกนักการเมืองกระหายอำนาจ ไม่สนใจใครจะอยู่ ใครจะตาย ไม่สนใจบ้านเมืองที่กำลังจะล่มสลาย ผมสนใจแค่หาเหยื่อสาวสวยสดงดงามสักคนสองคนมาหั่นเล่น
อ่า!...ผมเจอแล้ว เธอคนนั้นกำลังเดินเข้าไปในร้านขายดอกไม้ ผนังร้านหายไปข้างหนึ่ง เธอทรุดกายลงนั่งแล้วร้องไห้ ข้าง ๆ เธอมีผู้ชายคนหนึ่งยืนมอง เขายื่นมือมาตบไหล่เธอเบา ๆ
ผมรีบเดินเข้าไปหาพวกเขา แสร้งตีหน้าเศร้าหมอง ผมใช้นิ้วปาดเศษฝุ่นที่ติดอยู่ตามผนังอาคารมาป้ายบนใบหน้า
"เอ่อ..ขอโทษนะครับ พอมีน้ำให้ผมดื่มบ้างไหมครับ ผมหิวน้ำมาก" ผมแกล้งทำเป็นน้ำเสียงสั่นคลอ ดวงตาแดงก่ำ ขดตัวงอหลังลงเล็กน้อย ทำทีเป็นหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
หญิงสาวเงยหน้ามองผม และหยุดร้องไห้..
โอ้ให้ตายเถอะ! เธอสวยมากจริง ๆ เหมาะกับการนำมาหั่น
ผมต้องใช้อะไรบ้างนะ...ใช้มีดอีโต้ดีไหมนะ ไม่ละ...เดี๋ยวชิ้นเนื้อออกมาไม่สวย ต้องเป็นเลื่อยสำหรับหั่นเนื้อเท่านั้น ผมจำได้ว่าที่ตรอกถัดไปมีร้านขายอุปกรณ์พวกนี้อยู่ ผมแอบยิ้มมุมปาก แผนการทุกอย่างที่ผมคิดกำลังก่อร่างขึ้นมาอย่างกระจ่างชัด
"มาคัส ไปเอาน้ำมาให้คุณผู้ชายคนนี้สักขวดสิ"
หญิงสาวลุกขึ้นยืนตรงหน้าผม แล้วหันไปพูดกับชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ดวงตาที่เคยเอ่อรื้นไปด้วยน้ำตาเหือดแห้งสนิท คงไว้เพียงสายตาอันว่างเปล่าและล่องลอย
"น้องชายฉันค่ะ เราเหลือกันแค่สองคน คุณบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ"
"ไม่ครับ ขอบคุณครับ...แล้วนี่ ร้านของคุณใช่ไหมครับ"
"ค่ะ"
"เสียใจด้วยครับ"
มาคัสเดินมาพร้อมขวดน้ำแล้วยื่นให้ผม ผมยกขวดน้ำขึ้นดื่ม ลอบมองสำรวจสรีระรูปร่างของเธอ จะเริ่มหั่นจากตรงไหนดีนะ แขนเรียวขาวนวล หรือส่วนขาก่อนดี แต่ก่อนอื่นต้องหาทางกำจัดมาคัสให้ได้ก่อน
วี้ด!!....เสียงสัญญาณเตือนภัยดังกระหึ่มกึกก้องไปทั่วท้องฟ้า ฉับพลันปรากฏเครื่องบินรบหลายสิบลำ บินอยู่เหนือน่านฟ้า เราทั้งสามเงยหน้ามองด้วยความตื่นตระหนก หญิงสาวกรีดร้องเสียงหลง...
มาคัสเข้าคว้าตัวพี่สาวเพื่อพาไปยังที่ปลอดภัย แต่ช้าไประเบิดหลายลูกถูกปล่อยลงมาใกล้จุดที่พวกเขาอยู่ แรงระเบิดดังสนั่นไหวหวั่น แผ่นดินสั่นสะเทือนแตกระแหง อาคารบ้านเรือนถล่มทลายพังครืน
เพียงเสี้ยวเวลาไม่กี่วินาที แหล่งชุมชนที่มีอาคารบ้านเรือน ตึกรามบ้านช่อง ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า พังราบเป็นหน้ากลอง กองซากปรักหักพังกระจายไปทั่วอาณาบริเวณในรัศมีสิบกิโลเมตร
ผมติดอยู่ใต้ซากร้านขายดอกไม้นานเท่าไหร่ไม่รู้ ตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าตัวเองโชคดีเหลือเกินที่คานเหล็กหลังคาหล่นลงมาบังร่างจากแผ่นปูน แต่คงอยู่แบบนี้ได้ไม่นาน คานเหล็กเริ่มหักงอลงเรื่อย ๆ อีกหน่อยแผ่นปูนขนาดใหญ่คงหล่นลงมาทับร่างผม
ฝุ่นละอองสีขาวล่องลอยปลิวไปทั่วจนผมสำลักและไอ ออกมา
ผมสำรวจร่างกายตัวเองว่าบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า และพบเพียงรอยถลอกเล็กน้อยที่ขาแขนและบริเวณแผ่นหลัง
มองไปรอบ ๆ เพื่อหาสองพี่น้อง และได้พบหญิงสาวนอนจมกองเลือดอยู่ใต้แผ่นผนังปูน ดวงตาเบิกโพลง เธอตายแล้ว...
โธ่เอ๊ย!..ผมสบถด้วยความเสียดาย มาคัสอยู่ตรงไหนผมไม่รู้และไม่สนใจ ผมมองออกไปยังถนนเห็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยคนหนึ่งนั่งคุกเข่าร้องไห้ ข้างตัวเขามีศพเด็กหญิงอายุราวแปดหรือเก้าขวบ ผมรอให้เขาจากไปแล้วค่อยตะเกียกตะกายคลานออกมาจากใต้ซากร้านขายดอกไม้
"ชอ..ชอ..ช่วยด้วย"
มือใครบางคนดึงขาผมไว้
"ปล่อยนะโว้ย" ผมสะบัดขาไปมาให้หลุดออกจากการดึง แต่มาคัสไม่ยอมปล่อยมือง่าย ๆ ผมจึงใช้เท้าอีกข้างตะบันหน้าเขาไปหลายทีจนเขาแน่นิ่งไป
ผมหลุดออกมาจากซากร้านขายดอกไม้ได้อย่างปลอดภัย ไม่มีเจ้าหน้าที่กู้ภัยอยู่บริเวณนี้แล้ว
ผมระบายลมหายใจด้วยความโล่งอก และยืนเคว้งอยู่กลางถนน ไม่รู้จะไปทางไหน เหยื่อสาวที่หมายตาไว้ก็ตายซะก่อน ผมไม่มีญาติพี่น้อง ไม่มีเพื่อน ไม่มีบ้านให้กลับ
ไม่นึกสะทกสะท้านอะไรกับคำว่าสงคราม แม้แต่นรกยังไม่ต้องการคนชั่วอย่างผม งั้นผมก็ต้องออกล่าเหยื่อต่อไป
ผมออกเดินอีกครั้งบนเส้นทางแหลกสลายของบ้านเมือง บนเส้นทางที่ปกคลุมไปด้วยกลิ่นเหม็นไหม้ กลิ่นคาวเลือด ต้องหาเหยื่อสักคน สักคนที่รอดชีวิตจากสงคราม
ร้านขายเลื่อยหั่นเนื้อยังเป็นจุดมุ่งหมายที่ผมอยากไป และผมกำลังเดินไปที่นั่น มันอยู่ไม่ไกลมากนักหรอกผมจำได้
อ๊าก...
แท่งเหล็กลอยมาจากด้านไหนไม่รู้ ฟาดเข้ากกหูผมอย่างจัง ทำเอาผมหน้ามืดตาลายแทบเข่าอ่อน ยังไม่ทันมองหาทิศทางที่มาของแท่งเหล็ก
แท่งเหล็กอันเดิมฟาดย้ำมายังจุดเดิม และกระหน่ำลงแผ่นหลัง จนผมล้มพับลงพื้นถนน
ผมกระอักเลือดออกจากปาก เจ็บปวดระบมทรมานจนพูดอะไรไม่ออก ตะเกียกตะกายคลานหนีไปตามถนน ผมอยากเอี้ยวตัวกลับไปมองว่าใครทำร้ายผม
แต่ไม่มีแม้โอกาสจะขยับตัวได้อีกแล้ว บุคคลปริศนาใช้แท่งเหล็กแหลมคมที่หาได้ไม่ยากตามซากปรักหักพัง จ้วงแทงลงกลางแผ่นหลังซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ผมส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บ เหล็กอีกแท่งแทงเสียบคาที่ต้นขาทั้งสองข้าง
ผมเจ็บปวดทรมานแสนสาหัสราวตกนรก น้ำตาเลือดไหลพราก ชักดิ้นชักงอน้ำลายฟูมปากจนเจียนใกล้ความตายเข้าไปทุกที
แต่นรกก็ยังไม่ต้องการตัวผม สติหลุดลอย ทุกอย่างกำลังจะมืดสนิทลง....
เฮือก!!... ผมสะดุ้งตื่น เหงื่อกาฬผุดพรายบนหน้าผากและแผ่นหลัง หอบหายใจแรงจนเกือบหายใจไม่ทัน ฝันบ้าบออะไร เหมือนจริงจนทำเอาผมตัวสั่นสะท้าน แม้แต่ความเจ็บปวดสาหัสยังตามมาหลอกหลอนแม้ในยามตื่น
ผมมองไปรอบ ๆ ห้องสีขาวทุกอย่างยังเหมือนเดิม โต๊ะเก้าอี้สีขาววางอยู่มุมห้อง เตียงนอนและผ้าห่มสีขาวหม่น ผมเหวี่ยงผ้าห่มออกจากตัว แล้วลุกขึ้นนั่ง จ้องมองไปยังประตู กี่วันกี่เดือนแล้วไม่รู้ ที่ผมเข้ามารักษาตัวในโรงพยาบาลบ้าแห่งนี้
เพราะนี่คือบทลงโทษของคนที่ฆ่าแมว ผมจำไม่ได้ว่าฆ่าแมวไปแล้วกี่ตัว จำได้แค่ว่าการฆ่าแมวคืองานศิลปะของผม การได้หั่นชิ้นส่วนแมวออกทีละชิ้นทีละชิ้นและถลกหนังเล่นทีหลัง ช่างเป็นผลงานศิลปะที่งดงาม
โอ้ ไหนจะเสียงร้องเล็กแหลมของแมวเหมียวอีก ทำผมคลั่งไคล้ และหลงใหลจนโงหัวไม่ขึ้น
แต่ก็นั่นแหละ พวกตำรวจเข้าไม่ถึงงานศิลปะที่ผมสรรค์สร้างขึ้นมา พวกเขาบอกว่าผมมันบ้า ไอ้โรคจิต ไม่นานผมก็ถูกจับให้มาอยู่ในโรงพยาบาลบ้าแห่งนี้ แทนที่จะได้เข้าไปนอนอยู่ในคุก
แก๊ก... เสียงประตูเปิดอ้าออก คุณหมอเดินเข้ามาในห้อง ผมเอียงหน้ามองด้วยความสงสัยเพราะไม่เคยเห็นคุณหมอคนนี้มาก่อน
"สวัสดีค่ะ ฉันชื่อเจนนะคะเป็นจิตแพทย์คนใหม่ ต่อไปนี้ ฉันจะมาทำหน้าที่รักษาคุณต่อจากคุณหมอมาคัสค่ะ"
เธอแย้มยิ้มให้ผม เดินไปลากเก้าอี้มานั่งตรงข้ามกับผม ดวงหน้ากลมมน ดวงตาเป็นประกายสดใส ริมฝีปากอวบอิ่มชมพู เนินอกที่โผล่พ้นออกมาให้เห็น ทำผมกลืนน้ำลายลงคอด้วยความประหม่า เธอสวยจนทำเอาผมนั่งไม่ติด บ้าไปแล้ว!...ส่งหมอแบบนี้มารักษาคนบ้าได้ยังไง ผมสบถในใจ...
"วันนี้เป็นยังไงบ้างคะ คุณรู้สึกผ่อนคลายหรือเครียดอะไรหรือเปล่า"
"ผมฝันร้าย"
"ฝันถึงแมวหรือเปล่าคะ"
แววตาของเธอจ้องเขม็งมองผมราวจะให้ผมตอบว่า ใช่ครับ
"เปล่าครับ..ผมฝันว่าผมโดนทำร้าย"
เธอนิ่งเงียบ ไม่พูดหรือถามว่าผมโดนทำร้ายอย่างไร ทว่าแววตาที่เธอจ้องมองทำเอาผมเสียววาบไปทั้งตัว
"กินยานะคะ คุณจะได้ไม่ต้องฝันร้ายอีกต่อไป"
เธอส่งสัญญาณบอกนางพยาบาลที่ยืนอยู่ด้านหลังให้นำยามาให้ ผมรับยามากินเหมือนทุกครั้งและหลับไป
.
รุ่งอรุณแห่งความตาย
ท่าเรือหลายร้อยแห่งพังทลายย่อยยับ ซากปรักหักพังของอาคารบ้านเรือน ไม่คงเหลือเค้าเดิมให้เห็น
เสียงกรีดร้อง โหยหวนด้วยความเจ็บปวดของประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บ ดังกระหึ่มทั่วสารทิศ กลิ่นคาวเลือด ควันไฟ และฝุ่นละออง ล่องลอยคลุ้มเคล้าปนเปไปกับสายลม
เจ้าหน้าที่กู้ภัยวิ่งกันแตกตื่น เร่งรุกเข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ แต่คนเจ็บมีเยอะเกินกว่าเจ้าหน้าที่จะรับมือได้
เจ้าหน้าที่นายหนึ่งทรุดกายนั่งคุกเข่า ส่งกรีดร้องราวคนเสียสติ เมื่อเห็นศพคนตายนอนเกลื่อนกลาดอยู่ใต้ซากอาคาร อยู่บนถนนหนทาง และอยู่ข้างกายเขาอีกหนึ่งศพ
เด็กหญิงอายุราวแปดหรือเก้าขวบเลือดท่วมกาย ดวงตาเบิกโพลง ขาทั้งสองข้างของเธอหายไป ทิ้งไว้เพียงเลือดแดงฉานไหลอาบพื้นถนน เจ้าหน้าที่กู้ภัยร้องไห้ตัวสั่นเทาซบหน้าลงฝ่ามือ
ผมนอนดูภาพเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความหวาดกลัวจนตัวสั่น ผมติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง และยังไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนมองเห็นผม
ผมไม่คิดจะตะโกนขอความช่วยเหลือจากใครทั้งนั้น ผมรอคอยเวลาให้พวกเขาถอยร่นห่างออกไปจากพื้นที่ตรงนี้ ผมไม่อยากพบเจอเจ้าหน้าที่ ผมคิดว่าพวกเขาต้องจำผมได้อย่างแน่นอน
เรื่องราวที่ผมก่อไว้เป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก ฆาตกรต่อเนื่องที่ฆ่าหั่นศพผู้หญิงมาแล้วสิบห้าคน ชื่อเสียงเรียงนามรูปร่างหน้าตาของผมถูกตีแผ่ไปทั่วทุกมุมโลก และผมเพิ่งถูกจับเข้าคุกเมื่อสองเดือนก่อน โทษของผมคือประหารชีวิต
แต่ในสภาวะสงครามล่าดินแดนเช่นนี้ ทำให้ผมหนีออกจากคุกมาได้...โชคดีเป็นบ้าเลย...
คุกที่ผมอยู่ โดนโจมตีด้วยอาวุธหนักจนพังถล่มลงมา นักโทษหลายร้อยคนวิ่งแตกฮือหนีตายออกจากคุก
ผมปลอมตัวด้วยการใส่วิกผมและหนวดปลอมที่ไปขโมยมาจากร้านค้าแห่งหนึ่ง ซึ่งประตูหน้าร้านพังยับจากแรงระเบิด เจ้าของร้านตะโกนด่าทอผม แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะผมจับศีรษะเขากระแทกใส่ขอบโต๊ะไปสี่ครั้ง ร่างเขาชักดิ้นชักงอก่อนจะล้มตึงลงพื้นพรมสีเขียว
เลือดแดงฉานอาบบนหน้าผาก ทำผมเสียววาบไปทั้งตัว ดวงตาเบิกกว้างด้วยความภิรมย์ สองเดือนเต็ม ๆ ที่ผมไม่ได้ฆ่าใครเลย มือผมสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้น ริมฝีปากแย้มยิ้มอย่างมีสุข ได้เวลาออกล่าแล้ว...
ในสภาวะสงครามแบบนี้ ผมจะฆ่าใครก็ได้ ไม่มีใครมาจับ ไม่มีใครสนใจผม จะฆ่ากี่คนก็ได้ ฮะฮ่า...
ผมหัวเราะร่าอย่างมีความสุข คว้าเอาเสื้อแจ็กเก็ตสีดำภายในร้านมาสวมใส่ เดินผิวปากออกจากร้าน สำนึกในใจด้วยความลิงโลด โลกใบนี้เป็นของผม....
ผมไม่สนใจสงครามของพวกนักการเมืองกระหายอำนาจ ไม่สนใจใครจะอยู่ ใครจะตาย ไม่สนใจบ้านเมืองที่กำลังจะล่มสลาย ผมสนใจแค่หาเหยื่อสาวสวยสดงดงามสักคนสองคนมาหั่นเล่น
อ่า!...ผมเจอแล้ว เธอคนนั้นกำลังเดินเข้าไปในร้านขายดอกไม้ ผนังร้านหายไปข้างหนึ่ง เธอทรุดกายลงนั่งแล้วร้องไห้ ข้าง ๆ เธอมีผู้ชายคนหนึ่งยืนมอง เขายื่นมือมาตบไหล่เธอเบา ๆ
ผมรีบเดินเข้าไปหาพวกเขา แสร้งตีหน้าเศร้าหมอง ผมใช้นิ้วปาดเศษฝุ่นที่ติดอยู่ตามผนังอาคารมาป้ายบนใบหน้า
"เอ่อ..ขอโทษนะครับ พอมีน้ำให้ผมดื่มบ้างไหมครับ ผมหิวน้ำมาก" ผมแกล้งทำเป็นน้ำเสียงสั่นคลอ ดวงตาแดงก่ำ ขดตัวงอหลังลงเล็กน้อย ทำทีเป็นหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
หญิงสาวเงยหน้ามองผม และหยุดร้องไห้..
โอ้ให้ตายเถอะ! เธอสวยมากจริง ๆ เหมาะกับการนำมาหั่น
ผมต้องใช้อะไรบ้างนะ...ใช้มีดอีโต้ดีไหมนะ ไม่ละ...เดี๋ยวชิ้นเนื้อออกมาไม่สวย ต้องเป็นเลื่อยสำหรับหั่นเนื้อเท่านั้น ผมจำได้ว่าที่ตรอกถัดไปมีร้านขายอุปกรณ์พวกนี้อยู่ ผมแอบยิ้มมุมปาก แผนการทุกอย่างที่ผมคิดกำลังก่อร่างขึ้นมาอย่างกระจ่างชัด
"มาคัส ไปเอาน้ำมาให้คุณผู้ชายคนนี้สักขวดสิ"
หญิงสาวลุกขึ้นยืนตรงหน้าผม แล้วหันไปพูดกับชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ดวงตาที่เคยเอ่อรื้นไปด้วยน้ำตาเหือดแห้งสนิท คงไว้เพียงสายตาอันว่างเปล่าและล่องลอย
"น้องชายฉันค่ะ เราเหลือกันแค่สองคน คุณบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ"
"ไม่ครับ ขอบคุณครับ...แล้วนี่ ร้านของคุณใช่ไหมครับ"
"ค่ะ"
"เสียใจด้วยครับ"
มาคัสเดินมาพร้อมขวดน้ำแล้วยื่นให้ผม ผมยกขวดน้ำขึ้นดื่ม ลอบมองสำรวจสรีระรูปร่างของเธอ จะเริ่มหั่นจากตรงไหนดีนะ แขนเรียวขาวนวล หรือส่วนขาก่อนดี แต่ก่อนอื่นต้องหาทางกำจัดมาคัสให้ได้ก่อน
วี้ด!!....เสียงสัญญาณเตือนภัยดังกระหึ่มกึกก้องไปทั่วท้องฟ้า ฉับพลันปรากฏเครื่องบินรบหลายสิบลำ บินอยู่เหนือน่านฟ้า เราทั้งสามเงยหน้ามองด้วยความตื่นตระหนก หญิงสาวกรีดร้องเสียงหลง...
มาคัสเข้าคว้าตัวพี่สาวเพื่อพาไปยังที่ปลอดภัย แต่ช้าไประเบิดหลายลูกถูกปล่อยลงมาใกล้จุดที่พวกเขาอยู่ แรงระเบิดดังสนั่นไหวหวั่น แผ่นดินสั่นสะเทือนแตกระแหง อาคารบ้านเรือนถล่มทลายพังครืน
เพียงเสี้ยวเวลาไม่กี่วินาที แหล่งชุมชนที่มีอาคารบ้านเรือน ตึกรามบ้านช่อง ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า พังราบเป็นหน้ากลอง กองซากปรักหักพังกระจายไปทั่วอาณาบริเวณในรัศมีสิบกิโลเมตร
ผมติดอยู่ใต้ซากร้านขายดอกไม้นานเท่าไหร่ไม่รู้ ตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าตัวเองโชคดีเหลือเกินที่คานเหล็กหลังคาหล่นลงมาบังร่างจากแผ่นปูน แต่คงอยู่แบบนี้ได้ไม่นาน คานเหล็กเริ่มหักงอลงเรื่อย ๆ อีกหน่อยแผ่นปูนขนาดใหญ่คงหล่นลงมาทับร่างผม
ฝุ่นละอองสีขาวล่องลอยปลิวไปทั่วจนผมสำลักและไอ ออกมา
ผมสำรวจร่างกายตัวเองว่าบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า และพบเพียงรอยถลอกเล็กน้อยที่ขาแขนและบริเวณแผ่นหลัง
มองไปรอบ ๆ เพื่อหาสองพี่น้อง และได้พบหญิงสาวนอนจมกองเลือดอยู่ใต้แผ่นผนังปูน ดวงตาเบิกโพลง เธอตายแล้ว...
โธ่เอ๊ย!..ผมสบถด้วยความเสียดาย มาคัสอยู่ตรงไหนผมไม่รู้และไม่สนใจ ผมมองออกไปยังถนนเห็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยคนหนึ่งนั่งคุกเข่าร้องไห้ ข้างตัวเขามีศพเด็กหญิงอายุราวแปดหรือเก้าขวบ ผมรอให้เขาจากไปแล้วค่อยตะเกียกตะกายคลานออกมาจากใต้ซากร้านขายดอกไม้
"ชอ..ชอ..ช่วยด้วย"
มือใครบางคนดึงขาผมไว้
"ปล่อยนะโว้ย" ผมสะบัดขาไปมาให้หลุดออกจากการดึง แต่มาคัสไม่ยอมปล่อยมือง่าย ๆ ผมจึงใช้เท้าอีกข้างตะบันหน้าเขาไปหลายทีจนเขาแน่นิ่งไป
ผมหลุดออกมาจากซากร้านขายดอกไม้ได้อย่างปลอดภัย ไม่มีเจ้าหน้าที่กู้ภัยอยู่บริเวณนี้แล้ว
ผมระบายลมหายใจด้วยความโล่งอก และยืนเคว้งอยู่กลางถนน ไม่รู้จะไปทางไหน เหยื่อสาวที่หมายตาไว้ก็ตายซะก่อน ผมไม่มีญาติพี่น้อง ไม่มีเพื่อน ไม่มีบ้านให้กลับ
ไม่นึกสะทกสะท้านอะไรกับคำว่าสงคราม แม้แต่นรกยังไม่ต้องการคนชั่วอย่างผม งั้นผมก็ต้องออกล่าเหยื่อต่อไป
ผมออกเดินอีกครั้งบนเส้นทางแหลกสลายของบ้านเมือง บนเส้นทางที่ปกคลุมไปด้วยกลิ่นเหม็นไหม้ กลิ่นคาวเลือด ต้องหาเหยื่อสักคน สักคนที่รอดชีวิตจากสงคราม
ร้านขายเลื่อยหั่นเนื้อยังเป็นจุดมุ่งหมายที่ผมอยากไป และผมกำลังเดินไปที่นั่น มันอยู่ไม่ไกลมากนักหรอกผมจำได้
อ๊าก...
แท่งเหล็กลอยมาจากด้านไหนไม่รู้ ฟาดเข้ากกหูผมอย่างจัง ทำเอาผมหน้ามืดตาลายแทบเข่าอ่อน ยังไม่ทันมองหาทิศทางที่มาของแท่งเหล็ก
แท่งเหล็กอันเดิมฟาดย้ำมายังจุดเดิม และกระหน่ำลงแผ่นหลัง จนผมล้มพับลงพื้นถนน
ผมกระอักเลือดออกจากปาก เจ็บปวดระบมทรมานจนพูดอะไรไม่ออก ตะเกียกตะกายคลานหนีไปตามถนน ผมอยากเอี้ยวตัวกลับไปมองว่าใครทำร้ายผม
แต่ไม่มีแม้โอกาสจะขยับตัวได้อีกแล้ว บุคคลปริศนาใช้แท่งเหล็กแหลมคมที่หาได้ไม่ยากตามซากปรักหักพัง จ้วงแทงลงกลางแผ่นหลังซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ผมส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บ เหล็กอีกแท่งแทงเสียบคาที่ต้นขาทั้งสองข้าง
ผมเจ็บปวดทรมานแสนสาหัสราวตกนรก น้ำตาเลือดไหลพราก ชักดิ้นชักงอน้ำลายฟูมปากจนเจียนใกล้ความตายเข้าไปทุกที
แต่นรกก็ยังไม่ต้องการตัวผม สติหลุดลอย ทุกอย่างกำลังจะมืดสนิทลง....
เฮือก!!... ผมสะดุ้งตื่น เหงื่อกาฬผุดพรายบนหน้าผากและแผ่นหลัง หอบหายใจแรงจนเกือบหายใจไม่ทัน ฝันบ้าบออะไร เหมือนจริงจนทำเอาผมตัวสั่นสะท้าน แม้แต่ความเจ็บปวดสาหัสยังตามมาหลอกหลอนแม้ในยามตื่น
ผมมองไปรอบ ๆ ห้องสีขาวทุกอย่างยังเหมือนเดิม โต๊ะเก้าอี้สีขาววางอยู่มุมห้อง เตียงนอนและผ้าห่มสีขาวหม่น ผมเหวี่ยงผ้าห่มออกจากตัว แล้วลุกขึ้นนั่ง จ้องมองไปยังประตู กี่วันกี่เดือนแล้วไม่รู้ ที่ผมเข้ามารักษาตัวในโรงพยาบาลบ้าแห่งนี้
เพราะนี่คือบทลงโทษของคนที่ฆ่าแมว ผมจำไม่ได้ว่าฆ่าแมวไปแล้วกี่ตัว จำได้แค่ว่าการฆ่าแมวคืองานศิลปะของผม การได้หั่นชิ้นส่วนแมวออกทีละชิ้นทีละชิ้นและถลกหนังเล่นทีหลัง ช่างเป็นผลงานศิลปะที่งดงาม
โอ้ ไหนจะเสียงร้องเล็กแหลมของแมวเหมียวอีก ทำผมคลั่งไคล้ และหลงใหลจนโงหัวไม่ขึ้น
แต่ก็นั่นแหละ พวกตำรวจเข้าไม่ถึงงานศิลปะที่ผมสรรค์สร้างขึ้นมา พวกเขาบอกว่าผมมันบ้า ไอ้โรคจิต ไม่นานผมก็ถูกจับให้มาอยู่ในโรงพยาบาลบ้าแห่งนี้ แทนที่จะได้เข้าไปนอนอยู่ในคุก
แก๊ก... เสียงประตูเปิดอ้าออก คุณหมอเดินเข้ามาในห้อง ผมเอียงหน้ามองด้วยความสงสัยเพราะไม่เคยเห็นคุณหมอคนนี้มาก่อน
"สวัสดีค่ะ ฉันชื่อเจนนะคะเป็นจิตแพทย์คนใหม่ ต่อไปนี้ ฉันจะมาทำหน้าที่รักษาคุณต่อจากคุณหมอมาคัสค่ะ"
เธอแย้มยิ้มให้ผม เดินไปลากเก้าอี้มานั่งตรงข้ามกับผม ดวงหน้ากลมมน ดวงตาเป็นประกายสดใส ริมฝีปากอวบอิ่มชมพู เนินอกที่โผล่พ้นออกมาให้เห็น ทำผมกลืนน้ำลายลงคอด้วยความประหม่า เธอสวยจนทำเอาผมนั่งไม่ติด บ้าไปแล้ว!...ส่งหมอแบบนี้มารักษาคนบ้าได้ยังไง ผมสบถในใจ...
"วันนี้เป็นยังไงบ้างคะ คุณรู้สึกผ่อนคลายหรือเครียดอะไรหรือเปล่า"
"ผมฝันร้าย"
"ฝันถึงแมวหรือเปล่าคะ"
แววตาของเธอจ้องเขม็งมองผมราวจะให้ผมตอบว่า ใช่ครับ
"เปล่าครับ..ผมฝันว่าผมโดนทำร้าย"
เธอนิ่งเงียบ ไม่พูดหรือถามว่าผมโดนทำร้ายอย่างไร ทว่าแววตาที่เธอจ้องมองทำเอาผมเสียววาบไปทั้งตัว
"กินยานะคะ คุณจะได้ไม่ต้องฝันร้ายอีกต่อไป"
เธอส่งสัญญาณบอกนางพยาบาลที่ยืนอยู่ด้านหลังให้นำยามาให้ ผมรับยามากินเหมือนทุกครั้งและหลับไป