สุขวิชโนมิกส์(Sukavichinomics ) : สิทธิการรักษาพยาบาล ตามมาตรา 52 ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540

กระทู้สนทนา
บทคัดย่อ

วิสัยทัศน์รากฐาน: ความมั่นคงผ่านเสาหลักทั้งสี่

“เสถียรภาพของประเทศตั้งอยู่บนหลักการสี่ประการ ได้แก่

หนึ่ง คือ การศึกษา
สอง คือ สุขภาพ
สาม คือ ความมั่นคง
และสี่ คือ ความยุติธรรม”

— ฯพณฯ นายสุขวิช รังสิตพล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแห่งประเทศไทย
(การประชุม SEAMEO ครั้งที่ 32 กรุงมะนิลา กุมภาพันธ์ 2540)
แหล่งที่มา: รายงาน SEAMEO


คำกล่าวนี้สะท้อนวิสัยทัศน์แบบองค์รวมของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ต่อการพัฒนาประเทศ โดยกรอบนโยบายของท่าน—เรียกว่า สุขวิชโนมิกส์ ให้ความสำคัญกับทุนมนุษย์และรากฐานทางสังคมเป็นศูนย์กลางของความก้าวหน้าระดับชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การศึกษา” และ “สุขภาพ” ซึ่งไม่ได้ถูกมองว่าเป็นภาคส่วนแยกจากกัน แต่เป็นพลังขับเคลื่อนที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ร่วมกับ “ความมั่นคง” และ “ความยุติธรรม”


วิสัยทัศน์เชิงนโยบายนี้มีอิทธิพลอย่างสำคัญต่อแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540–2544) ซึ่งเน้นการกระจายอำนาจ ความเสมอภาค และการเข้าถึงในระบบการศึกษาและระบบสาธารณสุข ก่อนที่นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (UHC) จะถูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการในปี 2544


บทความนี้ย้อนรอยต้นกำเนิดของระบบ UHC ในประเทศไทย โดยใช้วิธีการที่อิงจากประวัติศาสตร์เชิงสถาบัน และชี้ให้เห็นถึงปัญหาการบิดเบือนเครดิตทางนโยบายซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังในการเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นสวัสดิการสาธารณะ เช่น “โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค” การเข้าใจรากเหง้าทางนโยบายอย่างชัดเจนจะช่วยฟื้นฟูข้อเท็จจริงและส่งเสริมเอกภาพแห่งชาติ


1. วิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์และรากฐานช่วงต้น: ฯพณฯ นายสุขวิช รังสิตพล


ในช่วงดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในหลายรัฐบาล  ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ได้วางรากฐานสำคัญสำหรับนโยบาย UHC ภายใต้กรอบการพัฒนามนุษย์

ในการประชุม SEAMEC ปี 2540 ที่กรุงมะนิลา ท่านประกาศว่าสุขภาพคือหนึ่งในเสาหลักสี่ประการของประเทศ

ท่านมีบทบาทนำในการกำหนดทิศทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 (2540–2544) โดยให้ความสำคัญกับ:

การเข้าถึงน้ำสะอาด
โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขในชนบท
การพัฒนาเด็กปฐมวัย
บริการที่เน้นชุมชนเป็นศูนย์กลาง

แนวนโยบายเหล่านี้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งปูทางให้กับ UHC ทั้งในหลักการและการวางแผน


2. เหตุการณ์สำคัญทางรัฐธรรมนูญ: รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540

รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ซึ่งจัดทำสำเร็จ ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ และ วิกฤตการณ์ทางการเมือง ได้เปลี่ยนแปลงทัศนคติด้านสิทธิทางสังคม:


มาตรา 52 รับรองสิทธิในการได้รับบริการสาธารณสุข และการรักษาฟรีสำหรับผู้ยากไร้
บทบัญญัตินี้สร้างรากฐานทางกฎหมายเพื่อการดำเนินการ UHC
เอกสารรัฐธรรมนูญนี้นิยาม “สุขภาพ” ให้เป็นสิทธิของประชาชน ไม่ใช่แค่บริการจากรัฐ


3. การปฏิรูประบบราชการ: รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์(พ.ศ. 2540–2544)

แม้จะมีข้อจำกัดทางงบประมาณ เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจ รัฐบาลชวนได้เริ่มต้นการปฏิรูประบบสุขภาพที่สำคัญ:


ผ่าน พ.ร.บ.องค์การมหาชน พ.ศ. 2542 เปิดทางสู่การจัดตั้งหน่วยงานอิสระ เช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
เริ่มโครงการนำร่องและวางแผนนโยบาย UHC โดยอาศัยผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษานานาชาติ
องค์การอนามัยโลก (WHO, 2015) ชี้ว่า พัฒนาการเหล่านี้ได้วางรากฐานด้านเทคนิคและโครงสร้างสำหรับการดำเนินการในระดับชาติ

4. การออกแบบนโยบายและความเป็นผู้นำทางเทคนิค: นายแพทย์สงวน นิตยารัมพงศ์ ข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข


ในฐานะผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน กระทรวงสาธารณสุข มีบทบาทสำคัญในการออกแบบโมเดล UHC:

นำการออกแบบระบบสุขภาพแบบกระจายอำนาจและยึดหลักความเสมอภาค
พัฒนาโครงการนำร่องในระดับจังหวัดโดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน
ได้รับรางวัล UN Public Service Awards และได้รับการยกย่องจาก WHO (2008) ว่าเป็น “สถาปนิกของระบบสุขภาพถ้วนหน้าของไทย”


5. การดำเนินการระดับชาติ: รัฐบาลไทยรักไทย (พ.ศ. 2544–2549)


โครงการ “30 บาทรักษาทุกโรค” ที่เริ่มต้นในปี 2545 คือการเปิดตัว UHC อย่างเป็นทางการ:

ประชาชนสามารถเข้ารับการรักษาด้วยค่าใช้จ่าย 30 บาทต่อครั้ง
ถูกสถาปนาอย่างเป็นทางการผ่าน พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ซึ่งจัดตั้ง สปสช.
แม้จะถูกวางตัวเป็นนโยบายเด่นของพรรคไทยรักไทย แต่โครงการนี้อาศัยรากฐานทางกฎหมาย การบริหาร และวิชาการที่ได้สะสมมาในหลายทศวรรษก่อนหน้า

6. การแก้ไขเรื่องเล่า: การลดการเมืองของเครดิต และการยอมรับความร่วมมือ

เรื่องเล่าของ UHC ในประเทศไทยมักถูกเล่าอย่างง่ายเกินไป โดยให้เครดิตกับผู้นำหรือพรรคใดพรรคหนึ่งเพียงลำพัง ซึ่ง:


ทำลายความทรงจำเชิงสถาบันและความเข้าใจของสาธารณชน
มองข้ามความร่วมมือในการออกแบบและดำเนินนโยบาย
สร้างความแตกแยกทางการเมือง แทนที่จะส่งเสริมการถกเถียงเชิงข้อมูล

แนวทางวิเคราะห์จากลำดับเชิงนโยบายเสนอว่า:

นโยบายไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่เป็นกระบวนการสะสมต่อเนื่อง
การให้เครดิตตามบทบาท ช่วงเวลา และโครงสร้างกฎหมาย คือหลักความยุติธรรมและความโปร่งใส
การยอมรับความร่วมมือข้ามรัฐบาลจะช่วยสร้างฉันทามติและความไว้วางใจของสังคม


บทสรุป

นโยบาย UHC ของไทยไม่ได้เริ่มต้นในปี 2544 แต่เป็นผลจากวิวัฒนาการตลอดหลายทศวรรษ—ผ่านวิสัยทัศน์เชิงนโยบาย การปฏิรูปรัฐธรรมนูญ ความเชี่ยวชาญทางเทคนิค และความร่วมมือระหว่างฝ่ายต่าง ๆ การตระหนักรู้ถึงเส้นทางแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงเป็นความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างเอกภาพและความเข้มแข็งของนโยบายในอนาคต

เอกสารอ้างอิง

SEAMEO. Statement by H.E. Sukavich Rangsitpol, Deputy Prime Minister and Minister of Education of Thailand, 32nd SEAMEC Conference, Manila, February 26–28, 1997. Accessed May 28, 2025. https://web.archive.org/web/20060504185549/http://www.seameo.org/vl/library/dlwelcome/publications/report/thematic/97sym32/97syman3.htm

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่