คือ ให้วางตำราลงก่อน ไม่ต้องไปเรียนจนจบพระไตรปิฏก เรียนนั่นเรียนนี่จนจบ
แล้วค่อยมาปฏิบัติธรรม มันเสียเวลา 7 ปี 7 เดือน 7 วัน จะเรียนจบรึเปล่าก็ไม่รู้
เรียนแล้วก็ไม่ใช่จะเข้าใจถูก 100% เพราะภูมิธรรมเราไม่ถึง
ให้เข้าสู่การปฏิบัติ ไม่ต้องไปหาธรรมะจากการอ่านหนังสือ ให้อ่านกายอ่านใจเจ้าของ
หาธรรมะจากของจริง ไม่ใช่หาจากสัญญาความจำ คิดวิเคราะห์ธรรมะ เหมือนนักวิชาการ นักปรัชญา
ให้เรียนแค่วิธีปฏิบัติหลักการสำคัญต่างๆ ก็พอ แล้วออกปฏิบัติ เหมือนสมัยพุทธกาล
ที่พระพุทธเจ้าเทศน์สอน บางพวกไม่บรรลุ ต้องออกปฏิบัติต่อ หรือที่เรียกว่าเนยยะบุคคล ซึ่งสมัยนี้เป็นบุคคลจำพวกนี้หมดแล้ว
ให้เอาเวลาไปปฏิบัติ 7 ปี 7 เดือน 7 วัน ลงสนามรบกิเลสของจริงเลย ของจริงอยู่ตรงหน้าแล้ว
ไม่ใช่ไปหาสมบัติคนอื่นแล้วคิดว่าเป็นสมบัติของตน ตนเองรู้ธรรมะแล้วจึงไม่ยอมปฏิบัติจริงๆ จังๆ
คิดว่าตนเอง รู้จุดจบพระพุทธศาสนาแล้ว แค่นี้ก็พอแล้ว หรือฟังอ่านมากๆ คิดว่าชาติหน้าจะได้เจอพระพุทธเจ้า
แล้วฟังธรรมจะบรรลุ ซึ่งเป็นความคิดที่ประมาทและผิด เหมือนพระใบลานเปล่าท่องคำภีร์ใบลาน
พระพุทธเจ้าได้ 7 พระองค์ ก็ไม่บรรลุอะไรเลย เพราะไม่เคยปฏิบัติธรรมมาก่อน เลยขาดสมาธิ แบบนี้ถึงฟังธรรมก็ไม่บรรลุอะไร
ถ้าใครเคยเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมจะรู้ว่าเค้าห้ามไม่ให้อ่านหนังสือธรรมะ เพราะสัญญาตัวนี้จะไปขวางการปฏิบัติ
ทำให้ฟุ้งซ่าน คิดคาดคะเน จินตนาการต่างๆ เค้าให้ไปปฏิบัติธรรม นี่คือเวลาปฏิบัติธรรม ไม่ใช่เวลาท่องจำ คิดวิเคราห์
ให้เจอสภาวะธรรมจากของจริงเลย ไม่ใช่ไปอ่านพระอภิธรรม แล้วคิดว่าตัวเองเก่ง ตัวเองรู้มาก ซึ่งเป็นเพียงแค่สัญญาความจำ
สมัยพุทธกาลก็ไม่ได้มีคัมภีร์พระอภิธรรมเหมือนสมัยนี้ที่แต่งใหม่ แต่อย่างใด พระก็เรียนไม่มาก แต่ก็สามารถบรรลุธรรมได้
ต่างกับสมัยนี้ชอบคิดว่ารู้เยอะแล้วจะไม่หลงทาง แต่กลับกลายเป็นพวกจับผิดพระจับผิดคนปฏิบัติธรรมไปซะงั้น
แค่คำว่าทิ้งตำรา เผาตำรา ก็ไม่เข้าใจว่าพระป่าท่านสื่ออะไร ก็เลยปรามาสพระไปทั่ว เห็นแล้วก็ได้แต่ปล่อยวาง กรรมใครกรรมมัน
พวกนี้รู้ตำรามาก แต่ไม่ค่อยฉลาดไม่ค่อยมีความเฉลียวใจ มองเจตนาแท้จริงพระป่าไม่ออก น่าจะเพราะ ปฏิบัติธรรมน้อย
เน้นปริยัติมากเกินไป จนกลายเป็นคลั่งตำรา บ้าปริยัติ องครักษ์พิทักษ์ตัวหนังสือ ไป
ทิ้งปริยัติในความหมายของพระป่า
แล้วค่อยมาปฏิบัติธรรม มันเสียเวลา 7 ปี 7 เดือน 7 วัน จะเรียนจบรึเปล่าก็ไม่รู้
เรียนแล้วก็ไม่ใช่จะเข้าใจถูก 100% เพราะภูมิธรรมเราไม่ถึง
ให้เข้าสู่การปฏิบัติ ไม่ต้องไปหาธรรมะจากการอ่านหนังสือ ให้อ่านกายอ่านใจเจ้าของ
หาธรรมะจากของจริง ไม่ใช่หาจากสัญญาความจำ คิดวิเคราะห์ธรรมะ เหมือนนักวิชาการ นักปรัชญา
ให้เรียนแค่วิธีปฏิบัติหลักการสำคัญต่างๆ ก็พอ แล้วออกปฏิบัติ เหมือนสมัยพุทธกาล
ที่พระพุทธเจ้าเทศน์สอน บางพวกไม่บรรลุ ต้องออกปฏิบัติต่อ หรือที่เรียกว่าเนยยะบุคคล ซึ่งสมัยนี้เป็นบุคคลจำพวกนี้หมดแล้ว
ให้เอาเวลาไปปฏิบัติ 7 ปี 7 เดือน 7 วัน ลงสนามรบกิเลสของจริงเลย ของจริงอยู่ตรงหน้าแล้ว
ไม่ใช่ไปหาสมบัติคนอื่นแล้วคิดว่าเป็นสมบัติของตน ตนเองรู้ธรรมะแล้วจึงไม่ยอมปฏิบัติจริงๆ จังๆ
คิดว่าตนเอง รู้จุดจบพระพุทธศาสนาแล้ว แค่นี้ก็พอแล้ว หรือฟังอ่านมากๆ คิดว่าชาติหน้าจะได้เจอพระพุทธเจ้า
แล้วฟังธรรมจะบรรลุ ซึ่งเป็นความคิดที่ประมาทและผิด เหมือนพระใบลานเปล่าท่องคำภีร์ใบลาน
พระพุทธเจ้าได้ 7 พระองค์ ก็ไม่บรรลุอะไรเลย เพราะไม่เคยปฏิบัติธรรมมาก่อน เลยขาดสมาธิ แบบนี้ถึงฟังธรรมก็ไม่บรรลุอะไร
ถ้าใครเคยเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมจะรู้ว่าเค้าห้ามไม่ให้อ่านหนังสือธรรมะ เพราะสัญญาตัวนี้จะไปขวางการปฏิบัติ
ทำให้ฟุ้งซ่าน คิดคาดคะเน จินตนาการต่างๆ เค้าให้ไปปฏิบัติธรรม นี่คือเวลาปฏิบัติธรรม ไม่ใช่เวลาท่องจำ คิดวิเคราห์
ให้เจอสภาวะธรรมจากของจริงเลย ไม่ใช่ไปอ่านพระอภิธรรม แล้วคิดว่าตัวเองเก่ง ตัวเองรู้มาก ซึ่งเป็นเพียงแค่สัญญาความจำ
สมัยพุทธกาลก็ไม่ได้มีคัมภีร์พระอภิธรรมเหมือนสมัยนี้ที่แต่งใหม่ แต่อย่างใด พระก็เรียนไม่มาก แต่ก็สามารถบรรลุธรรมได้
ต่างกับสมัยนี้ชอบคิดว่ารู้เยอะแล้วจะไม่หลงทาง แต่กลับกลายเป็นพวกจับผิดพระจับผิดคนปฏิบัติธรรมไปซะงั้น
แค่คำว่าทิ้งตำรา เผาตำรา ก็ไม่เข้าใจว่าพระป่าท่านสื่ออะไร ก็เลยปรามาสพระไปทั่ว เห็นแล้วก็ได้แต่ปล่อยวาง กรรมใครกรรมมัน
พวกนี้รู้ตำรามาก แต่ไม่ค่อยฉลาดไม่ค่อยมีความเฉลียวใจ มองเจตนาแท้จริงพระป่าไม่ออก น่าจะเพราะ ปฏิบัติธรรมน้อย
เน้นปริยัติมากเกินไป จนกลายเป็นคลั่งตำรา บ้าปริยัติ องครักษ์พิทักษ์ตัวหนังสือ ไป