ผมอยากแชร์ประสบการณ์ความทรงจำเหตุการณ์ก่อนมาเกิดในโลกมนุษย์ จำได้แม้กระทั่งว่าลงมาเกิดในโลกมนุษย์ได้อย่างไร

กระทู้สนทนา
ตามหัวข้อเลยครับ ซึ่งผมก็ยังสงสัย ว่าความทรงจำนี้ ทำไม มันไม่หายไปจากสมองของผม ตลอด30กว่าปีที่ผ่านมา  หรือมันอาจจะเป็นจินตการ ปรุงแต่งของผมเองก็ได้ แต่มันเป็นความทรงจำที่ผม จำแม่นไม่หายไปไหน จึงอยากแชร์เรื่องราวข้อความนี้ ส่งให้ใครสักคนที่เข้ามาอ่าน เพื่อช่วยวิเคราะห์ดู ว่าผมเสียสติ หรือเป็นบ้าหรือไม่
      ความทรงจำของผม คือ เป็นภาพที่เห็นตัวเอง เป็นเทวดา มีร่างกายทิพย์เหมือนมนุษย์ทุกประการ อยู่ในทุ่งดอกไม้ สีม่วงๆบานสะพรั่งที่บางครั้งก็เปลี่ยนสีเองได้ เป็นหลากสีสันตระการตา เป็นสีสันที่ไม่มีอยู่บนโลกและไม่สามารถใช้คำไหนๆมาอธิบายได้ ภาพที้เห็นเหมือนทุ่งดอกไม้ ไหลเป็นสายธาร ขยายกว้างออกไปไพศาลเปลี่ยนสีและหดลง วนเวียนสลับแบบไม่รู้จบ  จำได้ว่าตัวเองเป็นเทวดา ที่ค่อนข้างเกียจคร้าน ไม่ใส่ใจตัวเอง เอาแต่สนุก สำราญไปวันๆ (ซึ่งสำนึกรู้ มันบอกผมแบบบนี้)  สำนึกรู้บอกตัวผมว่า ผมเป็นเทวดาชนชั้นล่าง ที่ไม่มีระดับ ไม่เป็นที่โปรดปราน ของเทวดาคนอื่นๆ ในโลกสวรรค์ เทวดามีสังคมชนชั้น แบ่งพรรควรรณะ ไม่ต่างกันกับสังคมโลกมนุษย์เลย และผมมีเพื่อนสนิทเป็นเทวดาด้วยอีก1องค์  ซึ่งในโลกนั้น ผมสามารถบินไปไหนก็ได้ แต่ภาพส่วนใหญ่ในความทรงจำของผม ในโลกสวรรค์ผมแทบไม่เห็นสิ่งก่อสร้างเลย พื้นที่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นทุ่งแสงสีลำธารดอกไม้(ที่ไม่ใช่พืชหรือดอกไม้) และมีวิหารคล้ายๆกรีกโรมันโบราณ ที่อยู่ในตำราเรียน อยู่ตรงกลางของลานทุ่งอันกว้างใหญ่ไพศาล ผมได้บินมาเล่นกับกลุ่มเพื้อนเทวดาผู้หญิงและผู้ชายกลุ่มหนึ่ง ในลานลำธารดอกไม้(ที่ไม่ใช่พืช ไม่ใช่ดอกไม้ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าจะอธิบายยังไง) ระหว่างที่เพลิดเพลิน มีความสุข ก็ปรากฏว่าร่างกายผม ที่เคยมีแสง จู่ๆก็มืดดับลงไม่มีแสงออกจากร่างกาย และมีเหงื่อออกตามตัว ซึ่งผมก็ตกใจมาก เพราะไม่เคยเป็นมาก่อน เพื่อนๆเทวดาในนั้น ก็ทักผมมาว่า ผมกำลังจะตายในอีก7วันข้างหน้า  ให้รีบเตรียมตัว บินไปที่โลก เพื่อไปหาที่เกิด ดีๆสักที่ ให้เลือกเกิดในครอบครัว ที่ตระกูลดีๆ ไม่ลำบาก เพราะถ้าปล่อยเวลาให้เกิน7วัน ไม่รีบบินไปสำรวจหาที่เกิด ผมจะไม่สามารถเลือกเกิดได้ กระแสลำธารอะไรสักอย่าง จะสุ่มสถานที่เกิดให้ผม พัดให้ผม ไปเกิดเป็นอย่างอื่น อาจจะไปเกิด เป็นหมา เป็นแมว เป็นสัตว์เลื้อยคลานหรืออาจจะไปเกิดเป็นคน แล้วแต่ลำธารจะพัดเราให้ปลิวไปในที่ใดถ้าโชคร้าย อาจได้ไปเกิดในที่ ที่ทรมานมากๆ ซึ่งเราจะไม่สามารถเลือกได้  แต่ผมก็ไม่ได้สนใจในคำเตือนของกลุ่มเพื่อนเทวดา เพราะรู้สึกว่ารับไม่ได้ ที่ตัวเองจะไม่ได้เป็นเทวดาอีก และรู้สึกไม่เชื่อ ไม่อยากยอมรับความจริงว่าตัวเองกำลังจะตาย. แต่7วันในโลกเทวดา ค่อนข้างนานมาก ผมไม่ได้สนใจ บินไปโลกมนุษย์เลย เอาแต่เสพสุข สำราญไปวันๆ เพือนสนิทที่เป็นเทวดาของผม ได้มาเตือนผมหลายครั้งว่าให้รีบ บินไปเลือกสถานที่เกิดตอนนี้ แต่ผมก็ไม่ไปสักที จนเวลาผ่านไปถึงวันที่7 สำนึกรู้ ได้บอกผมว่า มีพลังงานอะไรสักอย่างกำลังดึงและดูดผมออกจากการเป็นเทวดา ผมตกใจมาก สำนึกรู้ ได้บอกกับผมว่า ผมเหลือเวลาอีกประมาณ30นาที ตอนนั้นผมมีความรู้สึกเศร้าและว้าเหว่โดดเดี่ยวมากๆ แต่เพื่อนสนิทเทวดาของผม ที่มีเพียงองค์เดียว ก็ได้เข้ามาปลอบใจผม ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น พร้อมกับอาสาพาผม มาส่งผมที่โลกมนุษย์ ผมและเพื่อนหายตัวจากโลกสวรรค์ วาบโผล่มายังมนุษย์โลก จำได้ว่าผมลอยอยู่เหนือประเทศไทยเลย แล้วค่อยๆบินลงมาอย่างรวดเร็วเห็นตึกรามบ้านช่องมากมาย  เพื่อนเทวดาของผม บอกให้ผมมองหาแสงสีรุ้งกลมๆ ที่จะปรากฏตามบ้านเรือน ตามอาคาร ซึ่งผม ก็ได้มองเห็น แสงสีรุ้งวงกลม ผุดขึ้น แล้ววาบหายไป มีขนาดเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง โผล่ขึ้นมา แล้วก็หายไป. ซึ่งบางเมืองก็มีวงกลมสีรุ้งเยอะ บางเมืองก็ไม่มีวงกลมสีรุ้งเลย แต่วงกลมสีรุ้งจะโผล่ขึ้นมาและหายไปอย่างรวดเร็วเสมอ  เพื่อนผมได้บอกกับผมว่าให้หาวงกลมแสงรุ้งที่มีขนาดใหญ่ที่สุด อย่าเข้าแสงสีรุ้งอันเล็ก เพราะแสงวงกลมสีรุ้งยิ่งมีขนาดใหญ่มากเท่าไหร่ ยิ่งจะได้เกิดในตระกูลที่ดีร่ำรวยสุขสบายและไม่ลำบาก ผมกับเพื่อน ช่วยกันบินหาแสงวงกลมสีรุ้งอันใหญ่ๆ แต่ก็หาไม่เจอ มีแต่แสงสีรุ้งอันเล็ก ซึ้งระหว่างที่บินหา มีแสงวงกลมสีรุ้งหลายอันพยายามดูดผมเข้าไปในแสงด้วยนะครับ ตอนที่แตะกับแสง มีความรู้สึกมีความสุขปีติมากๆ แต่เพราะแสงอันนั้นมันเล็ก ผมก็ลยพยายามสลัดหนี ผมบินหาอยู่นานก็ยังไม่เจอแสงสีรุ้งอันใหญ่สักที สำนึกรู้บอกกับผมว่าผมเหลือเวลา10วินาที สุดท้าย กระแสลำธารกำลังจะดึงผมแล้ว ผมเลยตัดสินใจกระทันหัน พุ่งเข้าใส่แสงวงกลมสีรุ้ง อันเล็กๆที่อยู่ในตึกอาคารแห่งหนึ่ง(ซึ่งตอนหลัง จึงได้รู้ว่าอาคารนั้น อยู่ในเขตลาดพร้าว) ตอนที่แสงดูดผมเข้าไป เพื่อนเทวดาของผมตกใจแทนผมมากๆได้รีบสั่งห้ามผมว่าอย่าเข้าแสงอันเล็กอันนั้น มันจะพาผมไปลำบาก พร้อมกับได้พูดตัดพ้อผม ว่าทำไมผม ไม่รีบมาตั้งแต่7วันแรกๆ ไม่อย่างนั้นจะได้มีเวลามากพอที่จะหาแสงสีรุ้งวงกลมอันใหญ่ๆ จะได้เกิดในตระกูลที่สุขสบายไม่ลำบาก แต่ผมก็ได้พูดสวนเพื่อนไปว่า ไม่เป็นไรหรอก อันไหนก็เหมือนๆกันแหละ แต่แล้วผมก็เกิดกลัวขึ้นมาว่าแสงอันนี้จะพาไปลำบากตามคำที่เพื่อนพูดไว้จริงๆ ผมพยายามสลัดออกจากแสงวงกลมสีรุ้งอันนั้น เพื่อกระโดดเข้าแสงสีรุ้งที่ใหญ่กว่านิดหนึ่ง ที่อยู่อันข้างๆ แต่ก็สลัดไม่หลุด วงกลมสีรุ้งดูดผมเข้าไป อย่างรุนแรงมากๆ ผมรู้สึกมีความสุขอย่างสุดขีดมากๆตอนที่แสงดูดเข้าไป แสงวงกลมสีรุ้งมันทั้งอบอุ่น สงบ และปีติสุข ยิ่งกว่าตอนที่ผมเป็นเทวดาเสียอีก แต่ความรู้สึกที่มีความสุขนั้นคงอยู่ได้ครู่เดียว และภาพมันก็ตัด และผมได้มาอยู่ในสถาน ที่ที่มืดๆมากๆ มองไปทางไหนก็มืดไปหมด ผมมองไม่เห็นร่างกายตัวเอง รู้สึกว่าไม่มีร่างกาย เหมือนเป็นแค่ก้อนพลังงานก้อนหนึ่งเท่านั้น แล้วจู่สำนึกรู้ก็ทำให้ผมเข้าใจได้เองว่าผมกำลังอยู่ในอุโมงบางอย่าง ผมองเห็นรูอุโมงแสงสีขาวที่อยู่ข้างหน้า ผมพยายามลอยเข้าไปหาแสงวงกลมที่อยู่ยังปลายทางอุโมง ผมค่อยๆลอยเข้าไปในอุโมง อย่างช้าๆ พอมาถึงปลายอุโมงวงกลมที่เป็นแสงสีขาว. ภาพก็ตัดไปอีก คราวนี้ผมมาอยู่ในที่มืดๆเหมือนเดิม แต่มีความรู้สึกว่าผมลอยอยู่ในที่โล่งๆอันกว้างใหญ่ไพศาลมากๆ รอบนี้ผมมีร่างกายแล้ว สำนึกรู้บอกว่าผมเป็นเด็กทารก ผมลอยเคว้งอยู่ในที่มืดนั้นอยู่นาน รู้สึกได้ถึงความเหงา และความว้าเหว่ แล้วจู่ๆผมก็ดีใจมากๆ เพราะเทวดาเพื่อนผม วาบเข้ามาปรากฏตัวในทีมืดๆที่กว้างใหญ่ไพศาลที่เดียวกับที่ผมอยู่ พร้อมกับทักถามผมด้วยความเป็นห่วงผม ว่าเป็นไงบ้าง อยู่ได้มั้ย ให้กำลังใจผมทุกอย่าง ผมพยายามร้องขอให้เพื่อนช่วยผมให้ช่วยพาผมออกไปจากที่มืดๆตรงนี้ เพราะผมรู้สึกกลัวมากๆ เพื่อนผมก็ได้แต่ปลอบใจ ว่าเขาช่วยผมไม่ได้จริงๆ และไม่รู้ว่าจะช่วยยังไง และเขาก็หายไป และสักพักก็จะมาหาผมอีก และทุกครั้งที่เพือนเทวดาเข้ามาหาผม ผมร้องไห้ฟูมฟาย ขอเพื่อนให้ช่วยทุกวัน  จนมีเทวดาอีกองค์ มาดึงเพื่อนผมไป และบอกกับเพื่อนผมว่า ปล่อยเขาไป ถ้าคุณยังอยู่ตรงนี้ ก็ไม่มีประโยช และช่วยอะไรไม่ได้หรอก มีแต่จะแย่ขึ้น หลังจากนั้นผมก็ไม่เห็นเทวดาเพือนของผม วาบเข้ามาหาผมอีกเลย  ผมลอยเคว้งอยู่ในสถานที่ ที่คล้ายๆอวกาศอยู่ตรงนั้นนาน มากๆ และบางครั้งก็มีเด็กทารก วาบเข้ามาเล่นกับผมในห้องโถงอวกาศด้วยนะครับ ซึ่งสำนึกรู้ของผม ไม่เหลือความมีสติที่มีความคิดแบบผู้ใหญ่แล้ว สมองและการคิดของผม เป็นแค่เด็กทารกโดยสมบูรณ์ ผมเอาแต่เล่นสนุกกับเด็กทารกคนนั้น พูดคุยหยอกล้อแข่งกัน  การละเล่นส่วนใหญ่ คือแข่งกันตีลังกากลับหัว แล้วเด็กคนนั้น ก็หายไปจากห้วงอวกาศห้องโถงอันกว้างใหญ่ เหลือแต่ผมคนเดียว แล้วผมก็เล่นกลับหัวคนเดียว แต่ปรากฏว่ารอบนี้ ผมดึงหัวให้อยู่ด้านบนไม่ได้แล้ว และภาพนิมิตรแสงอุโมงค์ เหมือนตอนแรก ก็เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าผมอีกรอบ ผมพยายามลอยเข้าไปในอุโมงค์นั้นแบบเดิมเลย พอถึงปลายอุโมงค์ ก็เกิด ปีติสุข แบบสุดขีดอีกรอบ แต่รอบนี้ความสุข มาพร้อมกับความเจ็บปวดแบบแสนสาหัสมากๆ ผมเห็นคนตัวใหญ่ผู้หญิง3คนผู้ชาย1คน อุ้มผม(ตอนหลังมารู้ว่า ก็คือหมอทีทำคลอดแม่ผม)  ช่วงที่ผมเป็นทารก มีความทรงจำหลงเหลือบางส่วนด้วยนะครับ คือผมเห็นตัวเอง ที่เป็นทารก ในมุมมองบุคคลที่3 ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ผมลอยอยู่เหนือที่นอนมองดูร่างตัวเอง และผม ถอดจิต ลอยขึ้นไปอยู่บนห้องมองดูร่างทารกตัวเอง จำได้ว่าผมสามารถทำแบบนี้ได้ประมาณ 4-5ครั้ง แล้วก็ทำไม่ได้อีกเลย แล้วความทรงจำ ผมก็สิ้นสุดแค่นี้ ครับ หลังจากนั้นก็เป็นความทรงจำแบบมนุษย์ในปกติ ที่เริ่มตอน2เข้า3ขวบแล้ว
        
                 ***** บทความนี้ไม่ต้องการให้ใครเชื่อ ซึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ว่าความทรงจำนี้เป็นแค่อุปปาทานจินตนาการของผม หรือว่าเป็นเรื่องจริงกันแน่ แค่มันเป็นความทรงจำ ที่จำได้อย่างแม่นยำ ไม่เคยลืมเลยตลอด30ปี เลยเขียนถ่ายทอดเอาไว้ เพื่อใครมีความทรงจำที่คล้ายกัน จะได้เอามาแชร์กัน *****
            
                 เพิ่มเติม*  ภาษาที่ใช้คุยตอนผมเป็นเทวดา กับภาษาที่ใช้คุย ตอนผมเข้าไปในอุโมง ไม่ใช่ภาษาไทยนะครับ จะเรียกว่าภาษาเทพก็ไม่ใช่ แต่ตอนสื่อสารกัน ไม่ได้พูดและเปล่งออกเป็นเสียง แต่เหมือนเป็นกระแสคลื่นลำธารสำนึกรู้ ที่จู่ๆก็เข้าใจได้เองเลย โดยไม่ต้องใช้ปากพูด ซึ่งผมบอกไม่ถูกและไม่รู้ว่าจะใช้คำศัพท์อะไรมาอธิบาย

                เพิ่มเติม* อธิบายโลกสวรรค์ ที่ผมเห็น  ที่นั่น ไม่มีแผ่นดิน ไม่มีข้างบน ไม่มีข้างล่าง ไม่มีซ้าย ไม่มีขวา มองเห็นทุกอย่างเหมือนรวมกันหมด พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทุ่งดอกไม้ลำธาร ที่บานสะพรั่งไพศาลยืดขยายเข้า ขยายออก ไหลยืดออกไปไม่สิ้นสุด และที่นั่นไม่มีดวงดาว ไม่ใช่จักรวาล  และผมแทบไม่เห็นอารยะธรรมหรือเห็นสิ่งก่อสร้างอะไรเลย นอกจากใจกลางมีวิหาร คล้ายๆของกรีกโรมัน อยู่ใจกลางตั้งอยู่1อัน เท่านั้น แต่ถึงแม้จะไม่มีอะไรเลย มีแต่ความสุขอย่างเดียวล้วนๆ  
         **** สุดท้าย ขอขอบคุณทุกคนหรือใครก็ตามที่เข้ามาอ่าน และขอยืนยัน  ว่าสิ่งที่ผมเขียนมาจากความทรงจำของผมจริงๆ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่