ตัวอย่าง
10.01
.....
สำหรับในพระบาลีเดี๋ยวผมให้ทุกท่านดูในพระบาลีจะได้รู้ที่มาของคัมภีร์
อันนี้เป็นพระไตรปิฎกบาลีเล่มที่ 34 บาลีข้อที่ 413
455

นะครับแสดงธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศลก็คือ อกุสะละธัมมา นั่นเอง
แสดงโทสะมูลจิต 2 เวลาแสดงในบาลี นะครับ นี่เป็น คัมภีร์ธรรมสังคณี นะ พระไตรปิฏกเล่มที่ 34
ตอนนี้ไม่ได้เรียนธรรมสังคณี แต่ว่าเพื่อให้รู้ที่มา
กะตะเม ธัมมา อกุสะลา
ธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศลเป็นอย่างไร
ยัสสะมิง สะมะเย
ในขณะใด ในการใด เวลาใด
อะกุสะลัง จิตตัง อุปปันนัง โหติ โทมมะนัสสะสะหะคะตัง ปะฎิฆะสัมปะยุตตัง
จิตที่เป็นอกุศลเกิดขึ้น เกิดประกอบกับโทมนัสสเวทนา สัมปยุตกับปฎิฆะ ก็คือ สัมปยุตกับโทสะ ที่เราเรียกกันยุคนี้ก็คือ โทสะมูลจิตนั่นเอง
นะครับ
รูปารัมมะณัง วา สัททารัมมะณัง วา คันธารัมมะณัง วา ระสารัมมะณัง วา โผฎฐัพพารัมมะณัง วา ธัมมารัมมะณังวา
ซึ่งจิตนี้นะ มีรูปเป็นอารมณ์ก็ดี เสียงเป็นอารมณ์ก็ดี กลิ่นเป็นอารมณ์ก็ดี รสเป็นอารมณ์ก็ดี โผฎฐัพพะเป็นอารมณ์ก็ดี หรือธรรมเป็นอารมณ์ก็ดี
11.45
เนื่องจากจิตเนี่ยโดยลักษณะมันก็มีอย่างเดียวนั่นแหละก็คือ เป็นสภาวะที่รู้ซึ่งอารมณ์ นะครับ
โทสะมูลจิต เป็นโทมนัสสะสะหะคะตัง ปะฎิฆะสัมปะยุตตัง เนี่ยนะครับก็มีอารมณ์ได้ 6 อารมณ์เลย รูปารมณ์ก็ได้ สัททารมณ์ก็ได้ คันธารมณ์ก็ได้ รสารมณ์ก็ได้ โผฎฐัพพารมณ์ก็ได้ ธัมมารมณ์ก็ได้
ยังยังวาปะนารัพภะ
ก็หรือว่าจิตดวงนี้ปรารภซึ่งอารมณ์ใดๆเกิดขึ้น
ตัสสะมิง สะมะเย
ในขณะนั้น ในขณะที่จิต เกิดขึ้นนั่นแหละนะ ก็ในขณะจิตตุปปาทหนึ่ง ๆ ก็จะมีเจตสิกต่างๆ เกิดประกอบเข้ามา
ท่านก็จะแสดงอย่างที่ผมบอกไปแล้ว ก็คือ แสดงเป็นหมวดธรรม นา
ก็มีเจตสิก และจิต เกิดประชุมพร้อมกันอยู่
ผัสโส โหติ ,
ผัสสะ ก็ย่อมมีขึ้น
เวทนา โหติ ,
เวทนา ย่อมมีขึ้น
สัญญา โหติ ,
สัญญา ย่อมมีขึ้น ย่อมเกิดขึ้น เกิดด้วยกันเลย เกิดพร้อมกัน เป็นสะหะชาตะธรรม
เจตนา โหติ ,
จิตตัง โหติ ,
ชุดนี้ ชุดที่ 1 มี 5 อย่างนี้ เรียกว่า ผัสสะปัญจะกะ
ธรรมมะ 5 ประการ ก็คือ พวกกลุ่มนามธรรม ที่ต้องเกิดด้วยกันเสมอ มี ผัสสะ เป็นเบื้องต้น
เขาเรียกว่า ผัสสะปัญจะกะ
13.15
นะครับ ก็ ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต นะครับ
พวกนี้คือ นามขันธ์ 4 นั่นแหละเพียงแต่ท่านแสดงเป็นหมวดธรรม นะครับนะ
ที่แสดงผัสสะก่อนก็เพราะไม่ใช่ผัสสะเกิดก่อนมันเกิดพร้อมกันทั้งหมดนั่นแหละแต่ว่าแสดงเป็นหมวดธรรมเฉยๆ
หมวดธรรมหมวดนี้แสดงในทุกจิตอยู่แล้วเพราะว่าชี้ให้เห็นว่านามขันธ์ 4 เกิดประกอบร่วมกันเสมอนั่นเอง
โดยผัสสะกับเจตนานี่ตรงนี้เป็นตัวแทนของสังขารขันธ์ นะครับ
เวลาเราพูดถึงสังขารก็จะมีตัวแทนหลักอยู่ 2 ตัว ก็คือ ผัสสะ กับ เจตนา
ถ้าเป็นผัสสะชนิดที่เป็นโลกที่ปรากฎ ก็เป็นผัสสะ
แต่ถ้าเป็นคนกระทำคืนต่อโลกที่มีเจตนาจะทำนั่นทำนี่ ก็คือตัวเจตนา
เป็นตัวแทนของสังขารขันธ์
14.12
เวทนา ก็เวทนาขันธ์
สัญญา สัญญาขันธ์
จิต ก็วิญญานขันธ์
อย่างนี้นะครับ
ต่อมาก็หมวดธรรมอื่นๆ
วิตักโก โหติ ,
วิจาโร โหติ ,
ทุกขัง โหติ ,
จิตตัสเสกะคัคตา โหติ ,
อันนี้ก็คือ หมวดองค์ฌาน หมวดฌาณังคะ
ในตอนที่โทสะมูลจิตเกิดขึ้นนี้ก็จะมีองค์ฌานอยู่
องค์ฌานก็จะมีอยู่ 4 องค์ฌาน เหมือนกัน คือ วิตก วิจาร ทุกข์ และก็ จิตตัสเสกคัคตา
ต่อมาก็
วิริยินทริยัง โหติ ,
สมาธินทริยัง โหติ ,
มนินทริยัง โหติ ,
โทมนัสสินทริยัง โหติ ,
ชีวิตตินทริยัง โหติ ,
อันนี้ก็คือ หมวดอินทรีย์
อันนี้ลักษณะการแสดง
15.05
ในพระพุทธพจน์ท่านจะแสดงเป็นหมวดธรรม
นา อย่างนี้ ทำนองนี้
ฉนั้นองค์ธรรมหนึ่งๆ บางทีก็อยู่หลายหมวดธรรม
ถ้าเราไม่ได้เรียนองค์ธรรม ไม่ได้เรียนสภาวะมา บางทีก็อาจจะงงได้
อย่างเงี้ย ทำนองนี้ นะครับ
มิจฉาสังกัปโป โหติ ,
มิจฉาวายาโม โหติ ,
มิจฉาสมาธิ โหติ ,
นะครับ อันนี้คือหมวดมรรค เป็น มิจฉามรรค
นะหมวดมรรค
วิริยัง โหติ ,
สมาธิพลัง โหติ ,
อหิริกะพลัง โหติ ,
อโนตตัปปะพลัง โหติ ,
นะครับ อันนี้ก็คือ หมวดพละ มีวิริยะเกิดขึ้น สมาธิพละ อหิริกะพละ อโนตตัปปะพละ อย่างนี้เป็นต้น
โทโส โหติ ,
โมโห โหติ ,
โทสะก็ย่อมเกิด โมหะก็ย่อมเกิด ประชุมรวมกัน
นะครับ นะ พวกนี้ก็เป็นหมวดที่เรียกว่า มูล
นะ ตอนที่โทสะเกิดขึ้นก็มีมูล 2 ก็คือ โทะสะ กับ โมหะ
เป็นอย่างงี้ แล้วแต่เราจะเลือกพูดแบบไหนก็ได้นะครับ
พูดแบบมูลก็ได้ พูดแบบพละก็ได้ พูดแบบมรรคก็ได้ พูดแบบอินทรีย์ พูดแบบองค์ฌาน อย่างนี้ก็ได้
นะครับ พยาปาโด โหติ ,นะครับ ตรงนี้ก็คือ กรรมบท พูดแบบกรรมบทก็ได้ ก็เป็น พยาปาทะ
เหมือนกับเวลาเราเรียนในทางพระสูตร ถ้าพูดว่า พยาปาทะ อันนี้ก็คือพูดโทสะมูลจิต ดวงนี้นั่นเอง
นา แต่ว่าใช้คำว่า พยาปาทะ ในการพูด เพราะว่า พยาปาทะ เนี่ยมันเกิดเดี่ยวๆไม่ได้ มันเกิดกับเพื่อนมัน ก็คือ
เกิดกับจิตและจิตนี้ที่มีพยาปาทะเกิดนี้มันก็มีเจตสิกอื่นๆ เกิดประกอบร่วมกัน
เพียงแต่ตอนนี้เราระบุหรือว่ามองไปที่เจ้าพยาบาทเป็นพิเศษเป็นต้น
แต่ถ้าเราไม่ได้เรียนอย่างนี้เอาไว้
บางทีพูดถึงพยาบาทก็ดูเหมือนพยาบาทจะมาคนเดียว มาเดี่ยวๆ
อย่างนี้นะครับ แต่หากเราเรียนทางอภิธรรมดีแล้ว
พอในทางพระสูตรพระพุทธองค์ตรัสถึงพยาบาท เราก็เข้าใจว่าพระองค์หมายถึงจิตดวงนี้
ซึ่งเป็นสภาวะที่เกิดขึ้น และมีสภาวะอื่นๆเกิดประกอบร่วมกัน
เป็นส่วนหนึ่งของทุกขสัจจ์ 17.27
เกิดจากเงื่อนไขจากเหตุจากปัจจัย
อย่างนี้นะครับ
อะหิริกัง
อะโนตตัปปัง
สะมะโถ โหติ , นี่ก็เกิดขึ้นพวกนี้นะ
ก็เป็นชุด เป็นชุด เป็นชุดของเขา
จนถึงปัคคาโห อวิคเขโป โหติ ,
อันนี้ก็คือ สภาวะที่ออกชื่อ หรือว่าระบุชื่อขึ้นมาก็จะมีตั้งแต่ ผัสโส เวทนา สัญญา เจตนา จิต อย่างงี้ไล่ไป
17.56
ถ้าทุกท่านอยากจะรู้จำนวนตามพระพุทธพจน์ก็ใส่จำนวนดูก็จะรู้ว่าในพระพุทธพจน์นี่บอกว่ามีกี่ชื่อกี่หลักธรรมอย่างนี้
18.07
นอกจากนั้นแล้วยังมีเจตสิกอื่นๆ หรือสภาวะธรรมอื่นๆอีก เกิดประกอบร่วมด้วยแบบว่าเป็นสภาวะที่ไม่รวมอยู่ใน 17 หมวดธรรม
นะไม่อยู่ในหมวดธรรมต่างๆ ก็จะอยู่ใน เยวาปะนะ
เยวาปะนะ ตัสสะมิง สะมะเย อัญเญปิ อัตถิ ปฎิจสมุปปันนา อะรูปิโน ธัมมา ; อิเม ธัมมา กุสะลา .
ก็หรือว่า อรูปธรรม ธรรมมะที่ไม่ใช่รูป แม้อย่างอื่น ที่อิงอาศัย ซึ่งกันและกัน เกิดขึ้นในขณะนั้นที่มีอยู่ เหล่านี้ทั้งหมดนั่นแหละเป็น อกุศล
อิเม ธัมมา อกุสะลา
อย่างนี้ อันนี้คือพระบาลีจะแสดงอย่างนี้นะ
ซึ่งถ้าเราไปอ่านแบบไม่มีความรู้พื้นฐานอะไร ก็งงเลย 19.07
จะตีความอะไรไม่ออกนะครับ
ในคัมภีร์อภิธัมมาวตาร ท่านก็จะเอามาอธิบายให้ฟัง
จริงๆท่านก็อธิบายตั้งแต่ รุ่นอรรถกถาแล้ว เพียงแต่อรรถกถาอธิบายก็จะยาว
มีตัวอย่างอุปมาอุปมัยบางทีเราก็อ่านไม่ไหว
นะครับ อย่างนี้ 19.26
อภิธัมมาวตาร ท่านก็จะช่วยตรงนี้
ก็คือเป็นเหมือนย่อๆก่อน ว่างั้นเถอะ เรียนง่ายนะครับ
บางท่านก็บอกว่า นี่ขนาดง่ายแล้วนะยังงงอยู่เลย
ถ้าไปเจอพระไตรปิฏกจริงๆ เจออรรถกถาจริงๆ เนี่ยโอ้โหหน้ามืดเลย
อย่างงี้แบบนี้ฉนั้น เรียนอภิธรรมก็อาศัยครูบาอาจารย์แหละง่ายดี
พอท่านชี้แนะบ้างแล้ว เราพอมีความรู้พื้นฐานแล้ว ก็ไปว่ากันต่อไป ดีกว่าอ่านเอง
คือความรู้มันก็มีอยู่ในหนังสืออยู่แล้ว แต่ถ้าเราไปอ่านเองกว่าจะเข้าใจใช้เวลานาน
เรียนกับอาจารย์ดีกว่า เรียนกับคนที่เขาศึกษามา เขาย่อไว้ให้
พอเรียนย่อได้แล้ว เราได้ความรู้แล้ว เราก็ไปต่อ 20.09
--------------------------
จาก ตัวอย่างนี้ เห็นไหมครับว่า ยกหัวข้อบาลีภาษาไทยขึ้นมา แล้วอาจารย์ก็บรรยายไปแปลไป เห็นไหมครับ
ต่อมา คำบรรยาย อาจารย์ก็เปิดให้ดูใน อรรถกถาวรรณา ว่า บาลีอธิบายของอรรถกถา นั้นเขียนอย่างไร และแปลออกมาข้างต้นเหมือนอรรถกถาบาลีกล่าวไว้ทุกประการ มีขยายความบ้างเพื่อให้คนฟังตาปริบๆได้เข้าใจได้อย่างง่ายๆมากขึ้น
เขาเรียนอะไรกัน
พวกไม่เคยเรียนจะด้วยขี้เกียจหรือเรียนไม่ไหว งงเกิน ก็มักจะบอกว่า อย่าไปเรียน มันเป็นคำสาวก มันเป็นคัมภีร์แต่งใหม่ มันไม่ใช่พุทธวะจะนะ
คนพวกดังกล่าวข้างต้น จะเข้าใจหรือเปล่าว่า แม้แต่ภาษาบาลีอักษรไทยตามภาพก็มาจากอรรถกถา
แม้แต่ภาษามคธที่ออกมาเป็นคัมภีร์ก็มาจากอรรถกถา
ทีนี้ พอไม่เอาอรรถกถา ไม่แปลให้เหมือนอรรถกถา แล้วจะแปลยังไงกันหละทีนี้
อ้อ มีท่านผู้รู้ทำคำแปลบาลีอักษรไทย แปลเป็นภาษาไทย ไว้ให้ นี่ก็อรรถกถา
ไม่เอาอรรถกถาแต่ก็ไปเอาคำแปลบาลีอักษรไทย อักษรอังกฤษ มา แล้วบอกว่า ไม่เอาอรรถกถา
และพระสารีบุตร ก็ถือว่า เป็นอรรถกถาในยุคพุทธกาล เลยนะครับ
ต่อมามีบางพวกบอกว่า พระไตรปิฎกภาษาไทยแปลผิด แถมไม่อ่านอรรถกถาภาษาไทยอีกเพราะไม่เอาอรรถกถา แถมบอกว่าพระอภิธรรมปิฎกไม่มีเป็นคัมภีร์แต่งใหม่
ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นพระอภิธรรมปิฎก หัวข้อที่ 413 ครับ
เขาศึกษาพระธรรมกันอย่างนี้นะครับ จะอ่านในพระไตรปิฎกเช่น 84000.org ก็ได้ไม่ต้องซื้อ อ่านจาก tripitaka91.com ก็ได้ไม่ต้องซื้อครับ
และแถมในยุคนี้มีหมด ตำราพระพุทธศาสนาบาลี หาได้หมดทุกเล่ม และบางเล่มก็มีแปลไทยให้ด้วย แต่ต้องเลือกเพราะพระคิดเองอาจารย์คิดเองนึกเองเพราะไม่เข้าใจอรรถะของพระไตรปิฎกเยอะแยะยั๊วะเยี้ยะน่ารังเกียจมีมากมายแถมผลิตคนหลงทางออกมามากมาย อุตส่าห์แปะพระโอวาทของพระสังฆราชแล้วไอ้คนพวกนี้พระคิดเองพวกนี้ก็ไม่เคยสนใจเพราะทิฎฐิกับมานะที่เกาะกุมแน่นในใจนั่นเองนะครับ

ถ้าจะศึกษาพระธรรมนะครับ
เรียนจากภาษาบาลีอักษรไทย แล้วหาอาจารย์ที่มีความรู้มีที่มาที่ไปชัดเจนมีประสบการณ์การสอนในมหาวิทยาลัยพระ มีลูกศิษย์เป็นพระครูเป็นต้น นะครับ
ไม่งั้นก็อ่านจากพระไตรปิฎก และอ่านอรรถกถาประกอบด้วย เพื่อง่ายในการศึกษา แต่จะเข้าใจง่ายๆตามที่ตนเองคิดว่าอย่างนั้นไม่ได้ ต้องตรงความหมายกับอรรถกถาครับ
เอาแค่พระที่สอน ถามท่านว่า บวชมากี่พรรษาแล้ว บวชจากวัดไหน เรียนหนังสือยังไง วิธีนั่งสมถยังไง นังเดินยืนนอนวิปัสสนายังไง เงินวัดอยู่ไหน ไม่มีเรื่องอมเงินวัด ไม่เคยถูกวัดอาจารย์อัปเปหิ
ส่วนฆราวาสที่สอน ก็ดูว่าเป็นตามแบบข้างต้น
ส่วนพวกที่ ไม่เคยรู้เรื่อง จิต เจตสิก รูป นิพพาน มาก่อน ไม่เคยเรียนมาก่อน ก็อยู่ให้ห่างๆไว้
เวลาที่คนเรียนเรื่องปรมัตถธรรมมา ฟังคนหรือพระสอนพระธรรมแล้วสอนเรื่องปรมัตถธรรมเหล่านี้ผิดๆ ออกมาตาใส แล้วมันรู้สึกว่า กระจอกงอกง่อย ครับ
จำไว้เลยนะครับ ถ้าไม่เรียนเรื่อง จิต เจตสิก รูป นิพพาน แล้ว ในความคิดผมถือว่า ยังไม่เรียกว่า ศึกษาพระธรรม ครับ
ถ้าไม่เอาอรรถกถาก็จะมั่วไปจนสิ้นชีพแหละครับ
หลอกได้แต่พวกไม่รู้เรื่องรู้ราวไม่ชอบศึกษาหาความรู้เชื่อหมดไม่รู้จักคิด
เชื่อพระสังฆราชเถิดครับ กระบวนการศึกษาพระธรรม เขามีมาอย่างชัดเจนแล้ว นะครับมีเวลาก็ค่อยๆเรียนไป เรียนจบขั้นต้นแล้วนั่นแหละจึงจะให้ความเห็นเล็กๆน้อยกับทางโลกได้ครับ แต่ถ้ายังก็ควรเว้นให้ความเห็นในเรื่องพระธรรมเอาไว้ก่อน ได้แล้วมีแล้วค่อยเอามาแนะนำเขานะครับ
การสอนพระธรรมนั้นไม่ใช่ของง่ายครับ การฟังพระธรรมก็ไม่ใช่ของง่ายครับ
อนุโมทนา ถ้าอ่านแล้วในตอนท้ายสามารถโยนิโสมนสิการได้จนชวนะไม่เกิด โทสะมูลจิต 2 ตัว ตามภาพแรกนะครับ แต่กลับเกิดเป็น กุศลจิต ดวงที่ 1 มีเจตสิกประกอบ 33/34 ได้นะครับ
การเรียนแบบผมนี่เรียกว่า การเรียนจากพระพุทธเจ้าและอาศัยอรรถกถาและอาจารย์สุภีร์ ทุมทอง ที่มีความรู้มากมายเป็นที่ยอมรับมีที่มาไม่มั่วไม่มีเรื่องด่างพร้อยเสียหายเป็นที่ยอมรับของพระที่มีความรู้พระธรรมสูงๆนะครับ แบบนี้ นะครับ พอเข้าใจไหมครับ งงไหมครับ นะอย่างนี้นะครับ ต่อไป
ความเข้าใจเรื่อง การศึกษาพระธรรมในพระพุทธศาสนาในประเทศไทยนี้ ต้องเข้าใจแบบนี้ นะครับ
10.01
.....
สำหรับในพระบาลีเดี๋ยวผมให้ทุกท่านดูในพระบาลีจะได้รู้ที่มาของคัมภีร์
อันนี้เป็นพระไตรปิฎกบาลีเล่มที่ 34 บาลีข้อที่ 413
455
นะครับแสดงธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศลก็คือ อกุสะละธัมมา นั่นเอง
แสดงโทสะมูลจิต 2 เวลาแสดงในบาลี นะครับ นี่เป็น คัมภีร์ธรรมสังคณี นะ พระไตรปิฏกเล่มที่ 34
ตอนนี้ไม่ได้เรียนธรรมสังคณี แต่ว่าเพื่อให้รู้ที่มา
กะตะเม ธัมมา อกุสะลา
ธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศลเป็นอย่างไร
ยัสสะมิง สะมะเย
ในขณะใด ในการใด เวลาใด
อะกุสะลัง จิตตัง อุปปันนัง โหติ โทมมะนัสสะสะหะคะตัง ปะฎิฆะสัมปะยุตตัง
จิตที่เป็นอกุศลเกิดขึ้น เกิดประกอบกับโทมนัสสเวทนา สัมปยุตกับปฎิฆะ ก็คือ สัมปยุตกับโทสะ ที่เราเรียกกันยุคนี้ก็คือ โทสะมูลจิตนั่นเอง
นะครับ
รูปารัมมะณัง วา สัททารัมมะณัง วา คันธารัมมะณัง วา ระสารัมมะณัง วา โผฎฐัพพารัมมะณัง วา ธัมมารัมมะณังวา
ซึ่งจิตนี้นะ มีรูปเป็นอารมณ์ก็ดี เสียงเป็นอารมณ์ก็ดี กลิ่นเป็นอารมณ์ก็ดี รสเป็นอารมณ์ก็ดี โผฎฐัพพะเป็นอารมณ์ก็ดี หรือธรรมเป็นอารมณ์ก็ดี
11.45
เนื่องจากจิตเนี่ยโดยลักษณะมันก็มีอย่างเดียวนั่นแหละก็คือ เป็นสภาวะที่รู้ซึ่งอารมณ์ นะครับ
โทสะมูลจิต เป็นโทมนัสสะสะหะคะตัง ปะฎิฆะสัมปะยุตตัง เนี่ยนะครับก็มีอารมณ์ได้ 6 อารมณ์เลย รูปารมณ์ก็ได้ สัททารมณ์ก็ได้ คันธารมณ์ก็ได้ รสารมณ์ก็ได้ โผฎฐัพพารมณ์ก็ได้ ธัมมารมณ์ก็ได้
ยังยังวาปะนารัพภะ
ก็หรือว่าจิตดวงนี้ปรารภซึ่งอารมณ์ใดๆเกิดขึ้น
ตัสสะมิง สะมะเย
ในขณะนั้น ในขณะที่จิต เกิดขึ้นนั่นแหละนะ ก็ในขณะจิตตุปปาทหนึ่ง ๆ ก็จะมีเจตสิกต่างๆ เกิดประกอบเข้ามา
ท่านก็จะแสดงอย่างที่ผมบอกไปแล้ว ก็คือ แสดงเป็นหมวดธรรม นา
ก็มีเจตสิก และจิต เกิดประชุมพร้อมกันอยู่
ผัสโส โหติ ,
ผัสสะ ก็ย่อมมีขึ้น
เวทนา โหติ ,
เวทนา ย่อมมีขึ้น
สัญญา โหติ ,
สัญญา ย่อมมีขึ้น ย่อมเกิดขึ้น เกิดด้วยกันเลย เกิดพร้อมกัน เป็นสะหะชาตะธรรม
เจตนา โหติ ,
จิตตัง โหติ ,
ชุดนี้ ชุดที่ 1 มี 5 อย่างนี้ เรียกว่า ผัสสะปัญจะกะ
ธรรมมะ 5 ประการ ก็คือ พวกกลุ่มนามธรรม ที่ต้องเกิดด้วยกันเสมอ มี ผัสสะ เป็นเบื้องต้น
เขาเรียกว่า ผัสสะปัญจะกะ
13.15
นะครับ ก็ ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต นะครับ
พวกนี้คือ นามขันธ์ 4 นั่นแหละเพียงแต่ท่านแสดงเป็นหมวดธรรม นะครับนะ
ที่แสดงผัสสะก่อนก็เพราะไม่ใช่ผัสสะเกิดก่อนมันเกิดพร้อมกันทั้งหมดนั่นแหละแต่ว่าแสดงเป็นหมวดธรรมเฉยๆ
หมวดธรรมหมวดนี้แสดงในทุกจิตอยู่แล้วเพราะว่าชี้ให้เห็นว่านามขันธ์ 4 เกิดประกอบร่วมกันเสมอนั่นเอง
โดยผัสสะกับเจตนานี่ตรงนี้เป็นตัวแทนของสังขารขันธ์ นะครับ
เวลาเราพูดถึงสังขารก็จะมีตัวแทนหลักอยู่ 2 ตัว ก็คือ ผัสสะ กับ เจตนา
ถ้าเป็นผัสสะชนิดที่เป็นโลกที่ปรากฎ ก็เป็นผัสสะ
แต่ถ้าเป็นคนกระทำคืนต่อโลกที่มีเจตนาจะทำนั่นทำนี่ ก็คือตัวเจตนา
เป็นตัวแทนของสังขารขันธ์
14.12
เวทนา ก็เวทนาขันธ์
สัญญา สัญญาขันธ์
จิต ก็วิญญานขันธ์
อย่างนี้นะครับ
ต่อมาก็หมวดธรรมอื่นๆ
วิตักโก โหติ ,
วิจาโร โหติ ,
ทุกขัง โหติ ,
จิตตัสเสกะคัคตา โหติ ,
อันนี้ก็คือ หมวดองค์ฌาน หมวดฌาณังคะ
ในตอนที่โทสะมูลจิตเกิดขึ้นนี้ก็จะมีองค์ฌานอยู่
องค์ฌานก็จะมีอยู่ 4 องค์ฌาน เหมือนกัน คือ วิตก วิจาร ทุกข์ และก็ จิตตัสเสกคัคตา
ต่อมาก็
วิริยินทริยัง โหติ ,
สมาธินทริยัง โหติ ,
มนินทริยัง โหติ ,
โทมนัสสินทริยัง โหติ ,
ชีวิตตินทริยัง โหติ ,
อันนี้ก็คือ หมวดอินทรีย์
อันนี้ลักษณะการแสดง
15.05
ในพระพุทธพจน์ท่านจะแสดงเป็นหมวดธรรม
นา อย่างนี้ ทำนองนี้
ฉนั้นองค์ธรรมหนึ่งๆ บางทีก็อยู่หลายหมวดธรรม
ถ้าเราไม่ได้เรียนองค์ธรรม ไม่ได้เรียนสภาวะมา บางทีก็อาจจะงงได้
อย่างเงี้ย ทำนองนี้ นะครับ
มิจฉาสังกัปโป โหติ ,
มิจฉาวายาโม โหติ ,
มิจฉาสมาธิ โหติ ,
นะครับ อันนี้คือหมวดมรรค เป็น มิจฉามรรค
นะหมวดมรรค
วิริยัง โหติ ,
สมาธิพลัง โหติ ,
อหิริกะพลัง โหติ ,
อโนตตัปปะพลัง โหติ ,
นะครับ อันนี้ก็คือ หมวดพละ มีวิริยะเกิดขึ้น สมาธิพละ อหิริกะพละ อโนตตัปปะพละ อย่างนี้เป็นต้น
โทโส โหติ ,
โมโห โหติ ,
โทสะก็ย่อมเกิด โมหะก็ย่อมเกิด ประชุมรวมกัน
นะครับ นะ พวกนี้ก็เป็นหมวดที่เรียกว่า มูล
นะ ตอนที่โทสะเกิดขึ้นก็มีมูล 2 ก็คือ โทะสะ กับ โมหะ
เป็นอย่างงี้ แล้วแต่เราจะเลือกพูดแบบไหนก็ได้นะครับ
พูดแบบมูลก็ได้ พูดแบบพละก็ได้ พูดแบบมรรคก็ได้ พูดแบบอินทรีย์ พูดแบบองค์ฌาน อย่างนี้ก็ได้
นะครับ พยาปาโด โหติ ,นะครับ ตรงนี้ก็คือ กรรมบท พูดแบบกรรมบทก็ได้ ก็เป็น พยาปาทะ
เหมือนกับเวลาเราเรียนในทางพระสูตร ถ้าพูดว่า พยาปาทะ อันนี้ก็คือพูดโทสะมูลจิต ดวงนี้นั่นเอง
นา แต่ว่าใช้คำว่า พยาปาทะ ในการพูด เพราะว่า พยาปาทะ เนี่ยมันเกิดเดี่ยวๆไม่ได้ มันเกิดกับเพื่อนมัน ก็คือ
เกิดกับจิตและจิตนี้ที่มีพยาปาทะเกิดนี้มันก็มีเจตสิกอื่นๆ เกิดประกอบร่วมกัน
เพียงแต่ตอนนี้เราระบุหรือว่ามองไปที่เจ้าพยาบาทเป็นพิเศษเป็นต้น
แต่ถ้าเราไม่ได้เรียนอย่างนี้เอาไว้
บางทีพูดถึงพยาบาทก็ดูเหมือนพยาบาทจะมาคนเดียว มาเดี่ยวๆ
อย่างนี้นะครับ แต่หากเราเรียนทางอภิธรรมดีแล้ว
พอในทางพระสูตรพระพุทธองค์ตรัสถึงพยาบาท เราก็เข้าใจว่าพระองค์หมายถึงจิตดวงนี้
ซึ่งเป็นสภาวะที่เกิดขึ้น และมีสภาวะอื่นๆเกิดประกอบร่วมกัน
เป็นส่วนหนึ่งของทุกขสัจจ์ 17.27
เกิดจากเงื่อนไขจากเหตุจากปัจจัย
อย่างนี้นะครับ
อะหิริกัง
อะโนตตัปปัง
สะมะโถ โหติ , นี่ก็เกิดขึ้นพวกนี้นะ
ก็เป็นชุด เป็นชุด เป็นชุดของเขา
จนถึงปัคคาโห อวิคเขโป โหติ ,
อันนี้ก็คือ สภาวะที่ออกชื่อ หรือว่าระบุชื่อขึ้นมาก็จะมีตั้งแต่ ผัสโส เวทนา สัญญา เจตนา จิต อย่างงี้ไล่ไป
17.56
ถ้าทุกท่านอยากจะรู้จำนวนตามพระพุทธพจน์ก็ใส่จำนวนดูก็จะรู้ว่าในพระพุทธพจน์นี่บอกว่ามีกี่ชื่อกี่หลักธรรมอย่างนี้
18.07
นอกจากนั้นแล้วยังมีเจตสิกอื่นๆ หรือสภาวะธรรมอื่นๆอีก เกิดประกอบร่วมด้วยแบบว่าเป็นสภาวะที่ไม่รวมอยู่ใน 17 หมวดธรรม
นะไม่อยู่ในหมวดธรรมต่างๆ ก็จะอยู่ใน เยวาปะนะ
เยวาปะนะ ตัสสะมิง สะมะเย อัญเญปิ อัตถิ ปฎิจสมุปปันนา อะรูปิโน ธัมมา ; อิเม ธัมมา กุสะลา .
ก็หรือว่า อรูปธรรม ธรรมมะที่ไม่ใช่รูป แม้อย่างอื่น ที่อิงอาศัย ซึ่งกันและกัน เกิดขึ้นในขณะนั้นที่มีอยู่ เหล่านี้ทั้งหมดนั่นแหละเป็น อกุศล
อิเม ธัมมา อกุสะลา
อย่างนี้ อันนี้คือพระบาลีจะแสดงอย่างนี้นะ
ซึ่งถ้าเราไปอ่านแบบไม่มีความรู้พื้นฐานอะไร ก็งงเลย 19.07
จะตีความอะไรไม่ออกนะครับ
ในคัมภีร์อภิธัมมาวตาร ท่านก็จะเอามาอธิบายให้ฟัง
จริงๆท่านก็อธิบายตั้งแต่ รุ่นอรรถกถาแล้ว เพียงแต่อรรถกถาอธิบายก็จะยาว
มีตัวอย่างอุปมาอุปมัยบางทีเราก็อ่านไม่ไหว
นะครับ อย่างนี้ 19.26
อภิธัมมาวตาร ท่านก็จะช่วยตรงนี้
ก็คือเป็นเหมือนย่อๆก่อน ว่างั้นเถอะ เรียนง่ายนะครับ
บางท่านก็บอกว่า นี่ขนาดง่ายแล้วนะยังงงอยู่เลย
ถ้าไปเจอพระไตรปิฏกจริงๆ เจออรรถกถาจริงๆ เนี่ยโอ้โหหน้ามืดเลย
อย่างงี้แบบนี้ฉนั้น เรียนอภิธรรมก็อาศัยครูบาอาจารย์แหละง่ายดี
พอท่านชี้แนะบ้างแล้ว เราพอมีความรู้พื้นฐานแล้ว ก็ไปว่ากันต่อไป ดีกว่าอ่านเอง
คือความรู้มันก็มีอยู่ในหนังสืออยู่แล้ว แต่ถ้าเราไปอ่านเองกว่าจะเข้าใจใช้เวลานาน
เรียนกับอาจารย์ดีกว่า เรียนกับคนที่เขาศึกษามา เขาย่อไว้ให้
พอเรียนย่อได้แล้ว เราได้ความรู้แล้ว เราก็ไปต่อ 20.09
--------------------------
จาก ตัวอย่างนี้ เห็นไหมครับว่า ยกหัวข้อบาลีภาษาไทยขึ้นมา แล้วอาจารย์ก็บรรยายไปแปลไป เห็นไหมครับ
ต่อมา คำบรรยาย อาจารย์ก็เปิดให้ดูใน อรรถกถาวรรณา ว่า บาลีอธิบายของอรรถกถา นั้นเขียนอย่างไร และแปลออกมาข้างต้นเหมือนอรรถกถาบาลีกล่าวไว้ทุกประการ มีขยายความบ้างเพื่อให้คนฟังตาปริบๆได้เข้าใจได้อย่างง่ายๆมากขึ้น
เขาเรียนอะไรกัน
พวกไม่เคยเรียนจะด้วยขี้เกียจหรือเรียนไม่ไหว งงเกิน ก็มักจะบอกว่า อย่าไปเรียน มันเป็นคำสาวก มันเป็นคัมภีร์แต่งใหม่ มันไม่ใช่พุทธวะจะนะ
คนพวกดังกล่าวข้างต้น จะเข้าใจหรือเปล่าว่า แม้แต่ภาษาบาลีอักษรไทยตามภาพก็มาจากอรรถกถา
แม้แต่ภาษามคธที่ออกมาเป็นคัมภีร์ก็มาจากอรรถกถา
ทีนี้ พอไม่เอาอรรถกถา ไม่แปลให้เหมือนอรรถกถา แล้วจะแปลยังไงกันหละทีนี้
อ้อ มีท่านผู้รู้ทำคำแปลบาลีอักษรไทย แปลเป็นภาษาไทย ไว้ให้ นี่ก็อรรถกถา
ไม่เอาอรรถกถาแต่ก็ไปเอาคำแปลบาลีอักษรไทย อักษรอังกฤษ มา แล้วบอกว่า ไม่เอาอรรถกถา
และพระสารีบุตร ก็ถือว่า เป็นอรรถกถาในยุคพุทธกาล เลยนะครับ
ต่อมามีบางพวกบอกว่า พระไตรปิฎกภาษาไทยแปลผิด แถมไม่อ่านอรรถกถาภาษาไทยอีกเพราะไม่เอาอรรถกถา แถมบอกว่าพระอภิธรรมปิฎกไม่มีเป็นคัมภีร์แต่งใหม่
ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นพระอภิธรรมปิฎก หัวข้อที่ 413 ครับ
เขาศึกษาพระธรรมกันอย่างนี้นะครับ จะอ่านในพระไตรปิฎกเช่น 84000.org ก็ได้ไม่ต้องซื้อ อ่านจาก tripitaka91.com ก็ได้ไม่ต้องซื้อครับ
และแถมในยุคนี้มีหมด ตำราพระพุทธศาสนาบาลี หาได้หมดทุกเล่ม และบางเล่มก็มีแปลไทยให้ด้วย แต่ต้องเลือกเพราะพระคิดเองอาจารย์คิดเองนึกเองเพราะไม่เข้าใจอรรถะของพระไตรปิฎกเยอะแยะยั๊วะเยี้ยะน่ารังเกียจมีมากมายแถมผลิตคนหลงทางออกมามากมาย อุตส่าห์แปะพระโอวาทของพระสังฆราชแล้วไอ้คนพวกนี้พระคิดเองพวกนี้ก็ไม่เคยสนใจเพราะทิฎฐิกับมานะที่เกาะกุมแน่นในใจนั่นเองนะครับ
ถ้าจะศึกษาพระธรรมนะครับ
เรียนจากภาษาบาลีอักษรไทย แล้วหาอาจารย์ที่มีความรู้มีที่มาที่ไปชัดเจนมีประสบการณ์การสอนในมหาวิทยาลัยพระ มีลูกศิษย์เป็นพระครูเป็นต้น นะครับ
ไม่งั้นก็อ่านจากพระไตรปิฎก และอ่านอรรถกถาประกอบด้วย เพื่อง่ายในการศึกษา แต่จะเข้าใจง่ายๆตามที่ตนเองคิดว่าอย่างนั้นไม่ได้ ต้องตรงความหมายกับอรรถกถาครับ
เอาแค่พระที่สอน ถามท่านว่า บวชมากี่พรรษาแล้ว บวชจากวัดไหน เรียนหนังสือยังไง วิธีนั่งสมถยังไง นังเดินยืนนอนวิปัสสนายังไง เงินวัดอยู่ไหน ไม่มีเรื่องอมเงินวัด ไม่เคยถูกวัดอาจารย์อัปเปหิ
ส่วนฆราวาสที่สอน ก็ดูว่าเป็นตามแบบข้างต้น
ส่วนพวกที่ ไม่เคยรู้เรื่อง จิต เจตสิก รูป นิพพาน มาก่อน ไม่เคยเรียนมาก่อน ก็อยู่ให้ห่างๆไว้
เวลาที่คนเรียนเรื่องปรมัตถธรรมมา ฟังคนหรือพระสอนพระธรรมแล้วสอนเรื่องปรมัตถธรรมเหล่านี้ผิดๆ ออกมาตาใส แล้วมันรู้สึกว่า กระจอกงอกง่อย ครับ
จำไว้เลยนะครับ ถ้าไม่เรียนเรื่อง จิต เจตสิก รูป นิพพาน แล้ว ในความคิดผมถือว่า ยังไม่เรียกว่า ศึกษาพระธรรม ครับ
ถ้าไม่เอาอรรถกถาก็จะมั่วไปจนสิ้นชีพแหละครับ
หลอกได้แต่พวกไม่รู้เรื่องรู้ราวไม่ชอบศึกษาหาความรู้เชื่อหมดไม่รู้จักคิด
เชื่อพระสังฆราชเถิดครับ กระบวนการศึกษาพระธรรม เขามีมาอย่างชัดเจนแล้ว นะครับมีเวลาก็ค่อยๆเรียนไป เรียนจบขั้นต้นแล้วนั่นแหละจึงจะให้ความเห็นเล็กๆน้อยกับทางโลกได้ครับ แต่ถ้ายังก็ควรเว้นให้ความเห็นในเรื่องพระธรรมเอาไว้ก่อน ได้แล้วมีแล้วค่อยเอามาแนะนำเขานะครับ
การสอนพระธรรมนั้นไม่ใช่ของง่ายครับ การฟังพระธรรมก็ไม่ใช่ของง่ายครับ
อนุโมทนา ถ้าอ่านแล้วในตอนท้ายสามารถโยนิโสมนสิการได้จนชวนะไม่เกิด โทสะมูลจิต 2 ตัว ตามภาพแรกนะครับ แต่กลับเกิดเป็น กุศลจิต ดวงที่ 1 มีเจตสิกประกอบ 33/34 ได้นะครับ
การเรียนแบบผมนี่เรียกว่า การเรียนจากพระพุทธเจ้าและอาศัยอรรถกถาและอาจารย์สุภีร์ ทุมทอง ที่มีความรู้มากมายเป็นที่ยอมรับมีที่มาไม่มั่วไม่มีเรื่องด่างพร้อยเสียหายเป็นที่ยอมรับของพระที่มีความรู้พระธรรมสูงๆนะครับ แบบนี้ นะครับ พอเข้าใจไหมครับ งงไหมครับ นะอย่างนี้นะครับ ต่อไป