ไหม ชี้ศก.ปีหน้าน่าห่วง หลัง 4 หน่วยงานแจงงบ’69 คาดการณ์จีดีพี โตแค่ 1.6% คลังเล็งเก็บภาษีน้ำมัน-รถยนต์เพิ่ม
https://www.matichon.co.th/politics/news_5225466
.
.
ไหม ชี้ศก.ปีหน้าน่าห่วง หลัง 4 หน่วยงานแจงงบ’69 จีดีพี โตแค่ 1.6% หวั่นเก็บรายได้ต่ำเป้า เผยคลังเล็งเก็บภาษีน้ำมัน-รถยนต์ ชดเชย เชื่อปี 70 หนี้สาธารณะทะลุเพดาน เชื่อ ‘รักชนก’ เหมาะนั่งรองประธาน กมธ.
.
เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 11 มิถุนายน ที่รัฐสภา น.ส.
ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) เปิดเผยว่า วันนี้ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 มีการประชุมเป็นนัดแรก โดยจะมี 4 หน่วยงานหลักมาชี้แจงประกอบด้วย กระทรวงการคลัง ,สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงบประมาณ ในขั้นต้นก่อนที่จะมีการจัดทำร่างพ.ร.บ.ฯ ซึ่งทุกหน่วยงานพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เศรษฐกิจทั้งปีนี้และปีหน้าจะตกต่ำจึงเป็นสิ่งที่น่ากังวล โดยปี 68 มีการคาดการณ์ว่าตัวเลขการขยายตัวของจีดีพีอยู่ที่ประมาณ 1.8-2% แต่ปีหน้าคาดว่าจะตกต่ำลงไปอีก โดยน่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.6%
.
“
ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นสิ่งที่น่ากังวล โดยเฉพาะสิ่งที่ส่งผลกระทบต่องบประมาณ ประเด็นแรกคือการประมาณการรายได้เข้ารัฐ ซึ่งเรามีการคำนวณเบื้องต้นว่า หากจีดีพีตกต่ำแบบนั้น ในปี 69 รายได้รัฐจะหายไป 6 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 2% ของประมาณการรายได้ และหากไม่สามารถหารายได้จากที่อื่นมาชดเชย ก็หมายความว่า รายจ่ายปี 69 จะใช้ได้ไม่เต็มที่ ตามที่ได้ตั้งไว้ 3.78 ล้านล้านบาท หากจะกู้เพิ่มก็กู้เพิ่มได้ไม่มาก คือน่าจะประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท เพราะรัฐบาลตั้งขาดดุลจนเกือบเต็มเพดานอยู่แล้ว”
.
น.ส.
ศิริกัญญา กล่าวอีกว่า ดังนั้น เราจึงมีการพูดคุยกับกระทรวงการคลังว่า จะมีแนวทางอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนภาษีสรรพสามิตที่เราเก็บได้ต่ำกว่าเป้ามาโดยตลอด ซึ่งกระทรวงการคลังมีการเสนอแนวทาง 2 อย่างคือ ประเด็นแรกที่จะใช้ทั้งปี 68 และปี 69 คือจะมีการเก็บภาษีน้ำมันเพิ่มขึ้น 1 บาท เพียงอาจจะยังไม่กระทบกับราคาน้ำมันที่ประชาชนต้องควักเงินจ่าย แต่จะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น 3 พันล้านบาทต่อเดือน
.
น.ส.
ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ประเด็นที่ 2 คือการเก็บภาษีตัวอื่นๆ เพิ่มเติม หรือมีการรื้อโครงสร้างของภาษีรถยนต์ในอนาคต เพราะการเก็บสรรพสามิตที่ลดลงมากคือ ในส่วนภาษีรถยนต์ตามที่เราขายได้น้อยลง รวมถึงการที่เราเก็บภาษีรถ EV ต่ำลงด้วย จึงถือว่าเป็นการปฏิรูปทั้งระบบ จะนำมาซึ่งรายได้ที่นำมาใช้จ่ายในปีงบประมาณ 69
.
“
เรายังมีข้อกังวล เนื่องจากยังไม่มีการลงละเอียดชัดเจนว่า จะมาจากเงินในส่วนไหนและเม็ดเงินเท่าไหร่ ที่ผ่านมาเมื่อมีปัญหาเช่นนี้ กระทรวงการคลังจะใช้วิธีการเอาเงินปันผลจากรัฐวิสาหกิจต่างๆ อย่าง ปตท. กองสลาก กองทุนวายุภักดิ์ ซึ่งอาจไม่จีรังยั่งยืน เนื่องจากผลประกอบการรัฐวิสาหกิจอาจจะไม่ดี มีเพียงแค่ท่าอากาศยานไทยที่มีผลประกอบการดีขึ้น”
.
น.ส.
ศิริกัญญา กล่าวอีกว่า สำหรับสัดส่วนดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายในแต่ละปี ที่ไม่มีการตั้งไว้ตามที่ได้วางแผนตอนต้น แต่สำนักงบประมาณได้ให้ความเห็นว่า จะต้องรอลุ้นว่าดอกเบี้ยนโยบายจะตกลงเรื่อยๆ แล้วทำให้ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล มีค่าใช้จ่ายลดลงหรือไม่อย่างไร ซึ่งเป็นข้อกังวลในอนาคตว่า หากไม่เพียงพอคงต้องใช้เงินคงคลัง หรืองบกลางมาชำระดอกเบี้ยอีกเหมือนปี 67
.
น.ส.
ศิริกัญญา กล่าวด้วยว่า ขณะที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี เราได้ฉายภาพให้ดูว่า ด้วยความที่จีดีพีโตตกต่ำจะทำให้ไปถึง 70% เร็วขึ้น และปลายปีงบประมาณ 69 จะขึ้นไปถึง 69 % เร็วกว่าที่เคยวางแผนเอาไว้ ส่วนในปี 70 อย่างไรก็ต้องมีการขยายเพดานหนี้สาธารณะออกไปอย่างแน่นอน และกระทรวงการคลังก็ไม่ได้ปฏิเสธในเรื่องนี้ เท่ากับว่าประเทศไทยคงต้องมีมติของคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ เพื่อขยายเพดานหนี้สาธารณะในปี 70 และไม่แน่ใจว่า จะเป็นงบประมาณที่รัฐบาลไหนได้ใช้ หากมีการยุบสภาเร็วกว่านี้ ก็อาจไม่ใช่รัฐบาลนี้ที่จะรับภาระหนี้สาธารณะเกิน 70% ต่อจีดีพี
.
น.ส.
ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีเงินฝืด เรารับรู้กันว่า ตลาดต่างๆ เงียบเหงา กำลังซื้อประชาชนกำลังอ่อนตัวลง โดยธปท.ชี้แจงว่า ยังไม่เข้าสู่ช่วงเงินฝืด เพราะเวลาเงินเฟ้อติดลบ จะติดลบเป็นหย่อมๆ ไม่ได้ติดลบทุกรายการอย่างเท่าเทียม จึงยังไม่เข้าเกณฑ์ภาวะเงินฝืด แต่ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า มีการจับตาดูเรื่องกำลังซื้อที่อ่อนแอลงเรื่อยๆ อย่างที่เราเห็นว่า คนจับจ่ายใช้สอยน้อยลง ตลาดเงียบเหงา หรือรายได้ของคนที่ซื้อลดลงทั้งค่าจ้างแรงงานและเกษตรกร
.
เมื่อถามว่า เรื่องไลฟ์สดไม่มีการติดใจอะไรใช่หรือไม่ น.ส.
ศิริกัญญา กล่าวว่า เราเข้าใจมากกว่า เพราะหลายปีที่ผ่านมาเราก็พยายามกันในเรื่องนี้ แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนใจกมธ.เสียงข้างมากได้ แต่กรณีที่บอกว่าไม่สามารถไลฟ์สด เนื่องจากตารางโปรแกรมของทีวีรัฐสภาถูกล็อกไว้หมดแล้วนั้น ตนขอเสนอวิธีการแก้ไขง่ายๆ คือการไลฟ์ผ่านช่องยูทูป ซึ่งสามารถไลฟ์พร้อมกันได้มากกว่าหนึ่งรายการ
.
เมื่อถามถึง กำหนดการการพิจารณาในชั้น กมธ.ที่อาจล่าช้า น.ส.
ศิริกัญญา กล่าวว่า จริงๆ น่าจะล่าช้าประมาณ 1 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่ากมธ.เองสามารถยืดหยุ่นในการพิจารณาได้ หรือสามารถลดจำนวนวันลงได้ เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ ไม่ได้กังวลอะไร เพราะจำนวน 105 วันที่ได้รับมาตามรัฐธรรมนูญ ปกติก็ใช้ไม่หมดเป็นส่วนใหญ่อยู่แล้ว
.
เมื่อถามถึง การตั้งเป้าตัดงบ 5 หมื่นล้านบาทของฝ่ายค้านนั้น น.ส.
ศิริกัญญา กล่าวว่า กมธ.ในสัดส่วนของฝ่ายค้านยังคิดว่าเป็นปัญหา ตามที่ได้เล่าไปว่า เมื่อรายได้เก็บไม่เข้าเป้า รายจ่ายก็ควรจะต้องมีการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์เหมือนกัน แต่หากรอถึงวันนั้น วันที่ได้รายได้ไม่ครบจริงๆ ก็ไม่ทราบว่าโครงการไหนจะต้องเป็นโครงการที่โดนตัดลดไป ฉะนั้น ควรตัดสินใจตั้งแต่วันนี้
.
“
ยืนยันว่าแม้ในท้ายที่สุดเรื่องที่เราแถลงไปว่า เราอยากให้มีมติในเรื่องต่างๆ นั้น แต่ประธานกมธ. และกมธ.เสียงข้างมากไม่เอาด้วยกับเรา แต่เราคิดว่าจำเป็นจะต้องตระเตรียมเรื่องนี้เอาไว้ ในชั้นอนุกรรมาธิการ ซึ่งเราสามารถเข้าไปส่งเสียงในการขอตัดได้ แต่หากไม่ได้อย่างไร เราจะรวบรวมไปขอตัดต่อในวาระที่สอง ในสภา และจะทำเป็นรายงานเสนอต่อประชาชนว่าเราพยายามตัดให้ได้มากที่สุดแล้ว แต่เสียงข้างมากไม่เห็นด้วยกับเรา” น.ส.
ศิริกัญญา กล่าว
.
เมื่อถามถึง กรณีที่ น.ส.
รักชนก ศรีนอก ส.ส.กทม. พรรคปชน. ได้เป็นรองประธานกมธ.ลำดับที่ 18 นั้น น.ส.
ศิริกัญญา กล่าวว่า เป็นกลยุทธ์ของเรา ซึ่งในรอบนี้เราส่งรองประธานกมธ. หลังจากที่ไม่ได้ส่งมาประมาณ 3-4 ปีแล้ว เพราะเห็นว่าปีที่แล้ว มีกมธ.ฝ่ายค้าน ซึ่งคือพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นรองประธานได้ขึ้นนั่งบัลลังก์มาแล้ว จากกรณีที่รองประธานทั้งหมดไม่มาทำงานในช่วงเวลานั้นๆ ฉะนั้น เราจึงคิดว่าถ้าเราติ่งไว้หนึ่งคน จะเป็นโอกาสที่เราสามารถเดินเกมอะไรบางอย่างได้ ในเวลาที่กมธ.ฝั่งรัฐบาลไม่มาทำงานตามปกติ
.
น.ส.
ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ น.ส.
รักชนก เป็นกมธ.สมัยที่สอง และเป็นประธานคณะอนุกมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ของทั้งปี 68 และปี 69 ประจำคณะกมธ.งบประมาณ จึงต้องบอกว่า คุณสมบัติและความรู้ความสามารถครบถ้วน
.
เมื่อถามว่า ได้มีการวางตัวเป็นประธานคณะอนุกมธ.ชุดไหนบ้างหรือไม่ น.ส.
ศิริกัญญา กล่าวว่า ยังอยู่ระหว่างการต่อรอง เพราะต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมาประธานอนุกมธ.จะเป็นตำแหน่งของ ส.ส.ฝั่งของรัฐบาลทั้งหมด เช่น ในปีที่แล้ว แม้แต่คณะอนุกมธ.พิจารณาร่างข้อสังเกตฯ ที่เป็นคนจดบันทึกการประชุม และสรุปข้อสังเกตต่างๆ ก็ยังไม่ได้ แต่รอบนี้คงต้องรอดูกันอีกครั้ง
.
.
สมาคมนักข่าวฯ ชี้เข้าข่ายคุกคาม กรณีทีมงานนายกฯแพร่ใบหน้าสื่อ หลังสอบถามปมพิพาทไทย-กัมพูชา
https://www.matichon.co.th/local/quality-life/news_5225773
.
สมาคมนักข่าวฯ แถลงการณ์ เตือนทีมงานนายกฯ กรณีถ่ายภาพและเผยแพร่ใบหน้าสื่อมวลชนที่ตั้งคำถามปมพิพาท ‘ไทย-กัมพูชา’ อาจเข้าข่ายคุกคาม สร้างบรรยากาศแห่งความกลัว หวังให้รัฐบาล เคารพเสรีภาพสื่อ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำหน้าที่อย่างปลอดภัย
.
สืบเนื่องจากกรณีที่มีข่าวว่า ทีมงานด้านภาพลักษณ์ และสื่อสังคมออนไลน์ของนายกรัฐมนตรีได้บันทึกภาพสื่อมวลชน ขณะปฏิบัติหน้าที่ตั้งคำถามต่อ น.ส.
แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชา เมื่อวันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน 2568 ภายหลังการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยต่อมา ภาพใบหน้าของผู้สื่อข่าวดังกล่าว ได้ถูกเผยแพร่ผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์
.
และปรากฏว่า ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากกลุ่มผู้สนับสนุนนายกรัฐมนตรี เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่นายกรัฐมนตรีแสดงปฏิกิริยาไม่พึงพอใจต่อคำถามของสื่อมวลชนเกี่ยวกับประเด็นเดียวกัน ณ ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดความกังวลใจต่อบรรยากาศในการทำหน้าที่ของผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล
.
สมาคมนักข่าวฯ ขอแสดงความไม่สบายใจต่อเหตุการณ์ดังกล่าว และขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องตระหนักถึงผลกระทบของการกระทำที่อาจเป็นการคุกคามต่อเสรีภาพของสื่อมวลชน โดยมีข้อสังเกต ดังนี้
.
1. การบันทึกภาพสื่อมวลชนเฉพาะเจาะจงระหว่างการตั้งคำถามต่อผู้บริหารประเทศ และการเผยแพร่ภาพดังกล่าวต่อสาธารณะ อาจถูกมองว่าเป็นการกดดันหรือข่มขู่ ซึ่งกระทบต่อบรรยากาศการทำงานของสื่อมวลชน และบั่นทอนหลักเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารและการตั้งคำถามอันเป็นหัวใจของวิชาชีพในระบอบประชาธิปไตย
.
2. พฤติกรรมดังกล่าวก่อให้เกิดบรรยากาศความหวาดกลัวในการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อ โดยเฉพาะในการสอบถามประเด็นอ่อนไหวที่ประชาชนให้ความสนใจและต้องการคำชี้แจงจากรัฐบาล
.
3. สมาคมฯ ขอเรียกร้องให้ทีมงานนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หยุดพฤติกรรมที่อาจถูกตีความว่าเป็นการคุกคามสื่อมวลชน และขอให้รัฐบาลส่งเสริมเสรีภาพสื่อโดยสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเป็นอิสระในการปฏิบัติงานของสื่อมวลชน
.
4. สมาคมนักข่าวฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับบทบาทของสื่อในฐานะกลไกตรวจสอบและกระบอกเสียงของประชาชน พร้อมทั้งขอให้ทุกฝ่ายเคารพเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร และร่วมกันสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการทำงานของสื่อมวลชนอย่างมีคุณภาพและเป็นอิสระ.
.
.
ศิริกัญญา ชี้ ยื่นปปช.ปมโยกงบ’68 รวม 3.5 หมื่นล. กระตุ้นศก.ไม่เข้าข่าย ม.144 แต่ถ้าชี้มูลว่าผิด ถือเป็นนิติสงคราม
https://www.matichon.co.th/politics/news_5225388
.
ศิริกัญญา ชี้ ยื่นปปช.ปมโยกงบ’68 รวม 3.5 หมื่นล. กระตุ้นศก.ไม่เข้าข่าย ม.144 แต่ถ้าชี้มูลว่าผิด ถือเป็นนิติสงคราม
.
เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 11 มิถุนายน ที่รัฐสภา น.ส.
ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติรับเรื่องที่ นาย
ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และคณะ ยื่นคําร้องและหลักฐานให้ตรวจสอบ กรณีการตัดงบชําระหนี้ให้ธนาคารรัฐในปีงบประมาณ 2568 หรือหนี้มาตรา 28 วงเงิน 35,000 ล้านบาท โดยโยกไปใส่ไว้ในงบกลางเพื่ออาจจะนำไปใช้ในโครงการแจกเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต อาจขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 เป็นการเมืองหรือนิติสงครามหรือไม่ ว่า น่าจะเป็นกรรมาธิการงบปี 68 ที่มีการอนุมัติลดงบในการจ่ายหนี้คืนธนาคารรัฐ และแปรเปลี่ยนงบประมาณเพื่อไปใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ตในปี 68 ในชั้นกรรมาธิการและวาระสอง
JJNY : 5in1 ศก.ปีหน้าน่าห่วง│ชี้เข้าข่ายคุกคาม│ศิริกัญญาชี้ยื่นปปช.│ศิริกัญญาชี้เรื่องภายใน รทสช.│ชี้จีน“เจตนา”ส่งเรือรบ
https://www.matichon.co.th/politics/news_5225466
.
ไหม ชี้ศก.ปีหน้าน่าห่วง หลัง 4 หน่วยงานแจงงบ’69 จีดีพี โตแค่ 1.6% หวั่นเก็บรายได้ต่ำเป้า เผยคลังเล็งเก็บภาษีน้ำมัน-รถยนต์ ชดเชย เชื่อปี 70 หนี้สาธารณะทะลุเพดาน เชื่อ ‘รักชนก’ เหมาะนั่งรองประธาน กมธ.
.
เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 11 มิถุนายน ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) เปิดเผยว่า วันนี้ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 มีการประชุมเป็นนัดแรก โดยจะมี 4 หน่วยงานหลักมาชี้แจงประกอบด้วย กระทรวงการคลัง ,สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงบประมาณ ในขั้นต้นก่อนที่จะมีการจัดทำร่างพ.ร.บ.ฯ ซึ่งทุกหน่วยงานพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เศรษฐกิจทั้งปีนี้และปีหน้าจะตกต่ำจึงเป็นสิ่งที่น่ากังวล โดยปี 68 มีการคาดการณ์ว่าตัวเลขการขยายตัวของจีดีพีอยู่ที่ประมาณ 1.8-2% แต่ปีหน้าคาดว่าจะตกต่ำลงไปอีก โดยน่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.6%
.
“ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นสิ่งที่น่ากังวล โดยเฉพาะสิ่งที่ส่งผลกระทบต่องบประมาณ ประเด็นแรกคือการประมาณการรายได้เข้ารัฐ ซึ่งเรามีการคำนวณเบื้องต้นว่า หากจีดีพีตกต่ำแบบนั้น ในปี 69 รายได้รัฐจะหายไป 6 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 2% ของประมาณการรายได้ และหากไม่สามารถหารายได้จากที่อื่นมาชดเชย ก็หมายความว่า รายจ่ายปี 69 จะใช้ได้ไม่เต็มที่ ตามที่ได้ตั้งไว้ 3.78 ล้านล้านบาท หากจะกู้เพิ่มก็กู้เพิ่มได้ไม่มาก คือน่าจะประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท เพราะรัฐบาลตั้งขาดดุลจนเกือบเต็มเพดานอยู่แล้ว”
.
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวอีกว่า ดังนั้น เราจึงมีการพูดคุยกับกระทรวงการคลังว่า จะมีแนวทางอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนภาษีสรรพสามิตที่เราเก็บได้ต่ำกว่าเป้ามาโดยตลอด ซึ่งกระทรวงการคลังมีการเสนอแนวทาง 2 อย่างคือ ประเด็นแรกที่จะใช้ทั้งปี 68 และปี 69 คือจะมีการเก็บภาษีน้ำมันเพิ่มขึ้น 1 บาท เพียงอาจจะยังไม่กระทบกับราคาน้ำมันที่ประชาชนต้องควักเงินจ่าย แต่จะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น 3 พันล้านบาทต่อเดือน
.
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ประเด็นที่ 2 คือการเก็บภาษีตัวอื่นๆ เพิ่มเติม หรือมีการรื้อโครงสร้างของภาษีรถยนต์ในอนาคต เพราะการเก็บสรรพสามิตที่ลดลงมากคือ ในส่วนภาษีรถยนต์ตามที่เราขายได้น้อยลง รวมถึงการที่เราเก็บภาษีรถ EV ต่ำลงด้วย จึงถือว่าเป็นการปฏิรูปทั้งระบบ จะนำมาซึ่งรายได้ที่นำมาใช้จ่ายในปีงบประมาณ 69
.
“เรายังมีข้อกังวล เนื่องจากยังไม่มีการลงละเอียดชัดเจนว่า จะมาจากเงินในส่วนไหนและเม็ดเงินเท่าไหร่ ที่ผ่านมาเมื่อมีปัญหาเช่นนี้ กระทรวงการคลังจะใช้วิธีการเอาเงินปันผลจากรัฐวิสาหกิจต่างๆ อย่าง ปตท. กองสลาก กองทุนวายุภักดิ์ ซึ่งอาจไม่จีรังยั่งยืน เนื่องจากผลประกอบการรัฐวิสาหกิจอาจจะไม่ดี มีเพียงแค่ท่าอากาศยานไทยที่มีผลประกอบการดีขึ้น”
.
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวอีกว่า สำหรับสัดส่วนดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายในแต่ละปี ที่ไม่มีการตั้งไว้ตามที่ได้วางแผนตอนต้น แต่สำนักงบประมาณได้ให้ความเห็นว่า จะต้องรอลุ้นว่าดอกเบี้ยนโยบายจะตกลงเรื่อยๆ แล้วทำให้ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล มีค่าใช้จ่ายลดลงหรือไม่อย่างไร ซึ่งเป็นข้อกังวลในอนาคตว่า หากไม่เพียงพอคงต้องใช้เงินคงคลัง หรืองบกลางมาชำระดอกเบี้ยอีกเหมือนปี 67
.
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวด้วยว่า ขณะที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี เราได้ฉายภาพให้ดูว่า ด้วยความที่จีดีพีโตตกต่ำจะทำให้ไปถึง 70% เร็วขึ้น และปลายปีงบประมาณ 69 จะขึ้นไปถึง 69 % เร็วกว่าที่เคยวางแผนเอาไว้ ส่วนในปี 70 อย่างไรก็ต้องมีการขยายเพดานหนี้สาธารณะออกไปอย่างแน่นอน และกระทรวงการคลังก็ไม่ได้ปฏิเสธในเรื่องนี้ เท่ากับว่าประเทศไทยคงต้องมีมติของคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ เพื่อขยายเพดานหนี้สาธารณะในปี 70 และไม่แน่ใจว่า จะเป็นงบประมาณที่รัฐบาลไหนได้ใช้ หากมีการยุบสภาเร็วกว่านี้ ก็อาจไม่ใช่รัฐบาลนี้ที่จะรับภาระหนี้สาธารณะเกิน 70% ต่อจีดีพี
.
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีเงินฝืด เรารับรู้กันว่า ตลาดต่างๆ เงียบเหงา กำลังซื้อประชาชนกำลังอ่อนตัวลง โดยธปท.ชี้แจงว่า ยังไม่เข้าสู่ช่วงเงินฝืด เพราะเวลาเงินเฟ้อติดลบ จะติดลบเป็นหย่อมๆ ไม่ได้ติดลบทุกรายการอย่างเท่าเทียม จึงยังไม่เข้าเกณฑ์ภาวะเงินฝืด แต่ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า มีการจับตาดูเรื่องกำลังซื้อที่อ่อนแอลงเรื่อยๆ อย่างที่เราเห็นว่า คนจับจ่ายใช้สอยน้อยลง ตลาดเงียบเหงา หรือรายได้ของคนที่ซื้อลดลงทั้งค่าจ้างแรงงานและเกษตรกร
.
เมื่อถามว่า เรื่องไลฟ์สดไม่มีการติดใจอะไรใช่หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า เราเข้าใจมากกว่า เพราะหลายปีที่ผ่านมาเราก็พยายามกันในเรื่องนี้ แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนใจกมธ.เสียงข้างมากได้ แต่กรณีที่บอกว่าไม่สามารถไลฟ์สด เนื่องจากตารางโปรแกรมของทีวีรัฐสภาถูกล็อกไว้หมดแล้วนั้น ตนขอเสนอวิธีการแก้ไขง่ายๆ คือการไลฟ์ผ่านช่องยูทูป ซึ่งสามารถไลฟ์พร้อมกันได้มากกว่าหนึ่งรายการ
.
เมื่อถามถึง กำหนดการการพิจารณาในชั้น กมธ.ที่อาจล่าช้า น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า จริงๆ น่าจะล่าช้าประมาณ 1 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่ากมธ.เองสามารถยืดหยุ่นในการพิจารณาได้ หรือสามารถลดจำนวนวันลงได้ เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ ไม่ได้กังวลอะไร เพราะจำนวน 105 วันที่ได้รับมาตามรัฐธรรมนูญ ปกติก็ใช้ไม่หมดเป็นส่วนใหญ่อยู่แล้ว
.
เมื่อถามถึง การตั้งเป้าตัดงบ 5 หมื่นล้านบาทของฝ่ายค้านนั้น น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า กมธ.ในสัดส่วนของฝ่ายค้านยังคิดว่าเป็นปัญหา ตามที่ได้เล่าไปว่า เมื่อรายได้เก็บไม่เข้าเป้า รายจ่ายก็ควรจะต้องมีการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์เหมือนกัน แต่หากรอถึงวันนั้น วันที่ได้รายได้ไม่ครบจริงๆ ก็ไม่ทราบว่าโครงการไหนจะต้องเป็นโครงการที่โดนตัดลดไป ฉะนั้น ควรตัดสินใจตั้งแต่วันนี้
.
“ยืนยันว่าแม้ในท้ายที่สุดเรื่องที่เราแถลงไปว่า เราอยากให้มีมติในเรื่องต่างๆ นั้น แต่ประธานกมธ. และกมธ.เสียงข้างมากไม่เอาด้วยกับเรา แต่เราคิดว่าจำเป็นจะต้องตระเตรียมเรื่องนี้เอาไว้ ในชั้นอนุกรรมาธิการ ซึ่งเราสามารถเข้าไปส่งเสียงในการขอตัดได้ แต่หากไม่ได้อย่างไร เราจะรวบรวมไปขอตัดต่อในวาระที่สอง ในสภา และจะทำเป็นรายงานเสนอต่อประชาชนว่าเราพยายามตัดให้ได้มากที่สุดแล้ว แต่เสียงข้างมากไม่เห็นด้วยกับเรา” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว
.
เมื่อถามถึง กรณีที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.กทม. พรรคปชน. ได้เป็นรองประธานกมธ.ลำดับที่ 18 นั้น น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า เป็นกลยุทธ์ของเรา ซึ่งในรอบนี้เราส่งรองประธานกมธ. หลังจากที่ไม่ได้ส่งมาประมาณ 3-4 ปีแล้ว เพราะเห็นว่าปีที่แล้ว มีกมธ.ฝ่ายค้าน ซึ่งคือพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นรองประธานได้ขึ้นนั่งบัลลังก์มาแล้ว จากกรณีที่รองประธานทั้งหมดไม่มาทำงานในช่วงเวลานั้นๆ ฉะนั้น เราจึงคิดว่าถ้าเราติ่งไว้หนึ่งคน จะเป็นโอกาสที่เราสามารถเดินเกมอะไรบางอย่างได้ ในเวลาที่กมธ.ฝั่งรัฐบาลไม่มาทำงานตามปกติ
.
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ น.ส.รักชนก เป็นกมธ.สมัยที่สอง และเป็นประธานคณะอนุกมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ของทั้งปี 68 และปี 69 ประจำคณะกมธ.งบประมาณ จึงต้องบอกว่า คุณสมบัติและความรู้ความสามารถครบถ้วน
.
เมื่อถามว่า ได้มีการวางตัวเป็นประธานคณะอนุกมธ.ชุดไหนบ้างหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ยังอยู่ระหว่างการต่อรอง เพราะต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมาประธานอนุกมธ.จะเป็นตำแหน่งของ ส.ส.ฝั่งของรัฐบาลทั้งหมด เช่น ในปีที่แล้ว แม้แต่คณะอนุกมธ.พิจารณาร่างข้อสังเกตฯ ที่เป็นคนจดบันทึกการประชุม และสรุปข้อสังเกตต่างๆ ก็ยังไม่ได้ แต่รอบนี้คงต้องรอดูกันอีกครั้ง
.
.
สมาคมนักข่าวฯ ชี้เข้าข่ายคุกคาม กรณีทีมงานนายกฯแพร่ใบหน้าสื่อ หลังสอบถามปมพิพาทไทย-กัมพูชา
https://www.matichon.co.th/local/quality-life/news_5225773
.
สมาคมนักข่าวฯ แถลงการณ์ เตือนทีมงานนายกฯ กรณีถ่ายภาพและเผยแพร่ใบหน้าสื่อมวลชนที่ตั้งคำถามปมพิพาท ‘ไทย-กัมพูชา’ อาจเข้าข่ายคุกคาม สร้างบรรยากาศแห่งความกลัว หวังให้รัฐบาล เคารพเสรีภาพสื่อ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำหน้าที่อย่างปลอดภัย
.
สืบเนื่องจากกรณีที่มีข่าวว่า ทีมงานด้านภาพลักษณ์ และสื่อสังคมออนไลน์ของนายกรัฐมนตรีได้บันทึกภาพสื่อมวลชน ขณะปฏิบัติหน้าที่ตั้งคำถามต่อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชา เมื่อวันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน 2568 ภายหลังการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยต่อมา ภาพใบหน้าของผู้สื่อข่าวดังกล่าว ได้ถูกเผยแพร่ผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์
.
และปรากฏว่า ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากกลุ่มผู้สนับสนุนนายกรัฐมนตรี เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่นายกรัฐมนตรีแสดงปฏิกิริยาไม่พึงพอใจต่อคำถามของสื่อมวลชนเกี่ยวกับประเด็นเดียวกัน ณ ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดความกังวลใจต่อบรรยากาศในการทำหน้าที่ของผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล
.
สมาคมนักข่าวฯ ขอแสดงความไม่สบายใจต่อเหตุการณ์ดังกล่าว และขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องตระหนักถึงผลกระทบของการกระทำที่อาจเป็นการคุกคามต่อเสรีภาพของสื่อมวลชน โดยมีข้อสังเกต ดังนี้
.
1. การบันทึกภาพสื่อมวลชนเฉพาะเจาะจงระหว่างการตั้งคำถามต่อผู้บริหารประเทศ และการเผยแพร่ภาพดังกล่าวต่อสาธารณะ อาจถูกมองว่าเป็นการกดดันหรือข่มขู่ ซึ่งกระทบต่อบรรยากาศการทำงานของสื่อมวลชน และบั่นทอนหลักเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารและการตั้งคำถามอันเป็นหัวใจของวิชาชีพในระบอบประชาธิปไตย
.
2. พฤติกรรมดังกล่าวก่อให้เกิดบรรยากาศความหวาดกลัวในการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อ โดยเฉพาะในการสอบถามประเด็นอ่อนไหวที่ประชาชนให้ความสนใจและต้องการคำชี้แจงจากรัฐบาล
.
3. สมาคมฯ ขอเรียกร้องให้ทีมงานนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หยุดพฤติกรรมที่อาจถูกตีความว่าเป็นการคุกคามสื่อมวลชน และขอให้รัฐบาลส่งเสริมเสรีภาพสื่อโดยสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเป็นอิสระในการปฏิบัติงานของสื่อมวลชน
.
4. สมาคมนักข่าวฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับบทบาทของสื่อในฐานะกลไกตรวจสอบและกระบอกเสียงของประชาชน พร้อมทั้งขอให้ทุกฝ่ายเคารพเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร และร่วมกันสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการทำงานของสื่อมวลชนอย่างมีคุณภาพและเป็นอิสระ.
.
.
ศิริกัญญา ชี้ ยื่นปปช.ปมโยกงบ’68 รวม 3.5 หมื่นล. กระตุ้นศก.ไม่เข้าข่าย ม.144 แต่ถ้าชี้มูลว่าผิด ถือเป็นนิติสงคราม
https://www.matichon.co.th/politics/news_5225388
.
ศิริกัญญา ชี้ ยื่นปปช.ปมโยกงบ’68 รวม 3.5 หมื่นล. กระตุ้นศก.ไม่เข้าข่าย ม.144 แต่ถ้าชี้มูลว่าผิด ถือเป็นนิติสงคราม
.
เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 11 มิถุนายน ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติรับเรื่องที่ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และคณะ ยื่นคําร้องและหลักฐานให้ตรวจสอบ กรณีการตัดงบชําระหนี้ให้ธนาคารรัฐในปีงบประมาณ 2568 หรือหนี้มาตรา 28 วงเงิน 35,000 ล้านบาท โดยโยกไปใส่ไว้ในงบกลางเพื่ออาจจะนำไปใช้ในโครงการแจกเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต อาจขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 เป็นการเมืองหรือนิติสงครามหรือไม่ ว่า น่าจะเป็นกรรมาธิการงบปี 68 ที่มีการอนุมัติลดงบในการจ่ายหนี้คืนธนาคารรัฐ และแปรเปลี่ยนงบประมาณเพื่อไปใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ตในปี 68 ในชั้นกรรมาธิการและวาระสอง