เป็นเรื่องโชว์เหนือของตัวเอกแบบชิลล์ในเรื่องหนึ่ง แต่พออ่านผ่านๆ คนทั่วไปไม่สู้เข้าใจว่าพิศดารลึกล้ำอย่างไร ทั้งที่ตัวละครหลายตัวก็บอกลึกล้ำพิศดารน่านับถือสุดใจ แต่ๆ มันดูไม่เป็นที่เข้าใจของผู้อ่าน
มังกรหยก 2 จอมยุทธ์อินทรี
ตามนิยาย เอี้ยก้วยอยู่ห่างจากก๊วยเซียงไปทางด้านหลัง แต่ไม่อาจอาจสัมผัสได้ว่าอยู่ระยะห่างเท่าใด นีมอชิงกลับไม่เห็น ไม่อาจสัมผัสได้ว่ามีเอี้ยก้วยอยู่ด้านหลังก๊วยเซียง ในเวลากลางคืน มีเพียงลมพัดแผ่วเบาผ่านข้างศรีษะก๊วยเซียง (ไม่ทราบระยะกี่เมตร) นีมอชิงใช้ไม้เท้าแข็งพยุงตัวลอยจู่โจมก๊วยเซียงน่าจะเข้าใกล้ระยะหนึ่งวา ถ้าเข้าใกล้มากกว่านี้จะสามารถจู่โจมแทงหรือฟาดด้วยไม้เท้าได้แล้ว ลมแผ่วเบาทำให้กำไลใยทองหลุดจากข้อมือของก๊วยเซียงเองแล้วลอยไปปะทะกับไม้เท้าเหล็กทั้งสองข้าง ระยะหน้าประตูทางเข้าศาลเจ้าถึงตัวก๊วยเซียงไม่ทราบ แต่หากศาลเจ้าทั่วไป ระยะประตูก่อนถึงจุดสักการะพุทธรูป ก็น่าจะ2.5 -3.5 เมตร หากเอี้ยก้วยต้องอยู่ห่างออกไป อย่างน้อย 2.5-3.5 เมตร ก็อาจเป็นความยาวหรือด้านกว้างของศาลเจ้าเล็กๆ ได้ ไม้เท้าลอยกระเด้นหลุดมือไปปะทะผนังศาลเจ้า เอี้ยก้วยต้องอยู่ไม่เกินหลังศาลเจ้า เหตุการณ์เริ่มต้นที่หน้าศาลเจ้า การต่อสู้น่าจะอยู่ระยะระหว่างต้นห้องไปถึงกลางห้องศาลเจ้า ก๊วยพู้ให้ก๊วยเซียงวิ่งหนีไปทางหลังศาลเจ้า เอี้ยก้วยน่าจะอยู่ทางด้านหลังของศาลเจ้า แมต่เมื่อนีมอชิงตาย ยามหันไป ไม่เห็นร่างผู้คน แต่นับว่า เอี้ยก้วยต้องอยู่สุดห้อง ที่เรียกว่า ด้านหลังของนาง ต้องเป็นอีกด้านที่ตรงข้ามกับประตูศาลเจ้า
พลันมีลมเบาบางหอบหนึ่งโชยพัดมาถึง ก๊วยเซียงรู้สึกข้อมือขยับขึ้นเล็กน้อย กำไลใยทองลายดอกพุดตานที่อยู่บนข้อมือทั้งคู่พลันหลุดจากข้อมือแหวกพุ่งออกไป ปะทะกับไม้เท้าเหล็กทั้งสองข้างที่นีมอชิงใช้ต่างขาที่ขาดทั้งสองข้างที่กำลังเดินพุ่งเข้ามาจะทำร้ายก๊วยเซียง เสียงดังติงติงสองครั้ง กำไลทองถูกลมอันแผ่วเบาพัดแต่ละข้างลอยหลุดจากข้อมือไปปะทะชนกับไม้เท้าเหล็กทั้งสองข้าง เสียงดังโครมครามเมื่อไม้เท้าเหล็กปลิวลิ่วไปด้านหลัง ปะทะชนกับผนังศาลบูชา สั่นสะเทือนจนฝุ่นละอองร่วงพรั่งพรู เห็นที่กลางไม้เท้าเหล็ก ฝังไปด้วยกำไลใยทองทั้งสองด้าม คล้ายกับช่างฝีมือดัหล่อ(กำไลทอง)ติดกับไม้เท้าเหล็ก
นีมอชิงพอล้มฟาดก็หงายร่างตีหลังกา พอกลางหลังสัมผัสพื้นก็กระโดดยื่นนิ้วมือทั้งสิบถาโถมใส่ก๊วยเซียง ก๊วยเซียงรีบยกมือคว้าปิ่นหยกลงจากผม ตวัดมือขว้างปิ่นออกไป ที่ด้านหลังก๊วยเซียงบังเกิดกระแสมอันแผ่วเบาขึ้น มาหนุนส่งปิ่นหยก นีมอชิงเห็นปิ่นหยกมีสภาวะประหลาดพิกล (ไม่บรรยายว่าพิกลอย่างไร เดาว่า ปกติขว้างปิ่นมา ก็ย่อมพุ่งเป็นเส้นตรงตามปกติและวิถีโค้งลงตามแรงที่ลดลง หากมีสภาวะพิกล หมายความว่า การเคลื่อนไหวของปิ่นหยกถูกปราณกระทำจนมีการเคลื่อนไหวผิดธรรมชาติ ) แต่ยังคงพุงมาทางนีมอชิง นีมอชิงยกมือทั้งสองข้างกัน ปรากฏว่า ฝ่ามือทั้งสองข้างถูกปิ่นหยกทะลุเป็นรู แล้วค่อยไปปักกลางขม่อมที่เป็นจุดตาย สังหารนีมอชิง ปักลงไปในกระหม่อมครึ่งปิ่นหยก
แล้วมันสุดยอดอย่างไรล่ะ
คำนวณแล้ว ปิ่นหยกแทงทะลุมือและปักกระหม่อม 5,000–8,000 J
กำไลฝังในไม้เท้าเหล็ก (7–8 กก.) เทียบกับ “การตีโลหะฝังเข้าด้วยกัน” แบบช่างตีเหล็ก : ต้องอาศัยแรงกดระดับหลาย
ตัน (1 ตัน = ~9800 N)
แต่หากฝังแนบแน่นภายในการปะทะเพียงครั้งเดียว (เสียง
ติง แล้วหลอมเข้าเลย) ต้องเป็นพลังงานที่ “หนาแน่นมากในเวลาสั้นมาก” พลังงานเท่า
“ตีด้วยฆ้อนที่หนักประมาณ 20-30 กิโลกรัม จำนวน 5–10 ครั้ง ด้วยแรงเต็มมือ”
แรงเฉลี่ย (F)=dE โดยที่: E = 5000E=5000 จูล (พลังงานจากการฝังโลหะและปะทะไม้เท้าจนปลิว)
d = 0.005d=0.005 เมตร (5 มม.) คือระยะที่แรงทำให้โลหะบุ๋มหรือยุบตัว (ยิ่งระยะน้อย → แรงเฉลี่ยยิ่งสูง)
ดังนั้น: F=50000.005=1,000,000 นิวตัน
แต่ในความเป็นจริงมันเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากการหล่อกำไลทองให้ติดกับแผ่นเหล็กนั้น โดยทั่วไปจะต้องใช้เทคนิคพิเศษ เนื่องจากทองและเหล็กเป็นโลหะที่มีคุณสมบัติต่างกันมาก เช่น จุดหลอมเหลวไม่เท่ากัน (ทอง ~1,064°C, เหล็ก ~1,538°C) และความสามารถในการยึดติดกันต่ำ ดังนั้น ไม่สามารถหลอมทองให้ติดกับเหล็กได้โดยตรงเหมือนหล่อทองกับทอง เทคนิคพิเศษที่จะทำให้กำไลใยทองติดกับไม้เท้าเหล็ก ตามความเป็นจริง
วิธีที่ 1:
การฝังหรือเชื่อมด้วยกลไก (Mechanical Bonding)
เตรียมแผ่นเหล็ก – ทำผิวให้หยาบ เช่น ขัดผิวหรือเจาะรูเล็ก ๆ เพื่อให้ทองสามารถ “ล็อก” กับแผ่นเหล็กได้
ขึ้นรูปทอง – นำทองมาหล่อหรือขึ้นรูปให้มีโครงสร้างที่สามารถ “ครอบ” หรือ “ล็อก” กับแผ่นเหล็กได้
ประกอบเข้าด้วยกัน – ใช้แรงกด, การรีด หรือการอัดให้ทองแนบติดกับแผ่นเหล็กแบบแน่นหนา
อาจใช้หมุดหรือสลักเล็ก ๆ ช่วยล็อกให้แน่น
วิธีที่ 2:
ใช้วัสดุเชื่อมประสาน (Brazing / Soldering)
ใช้
ฟลักซ์และโลหะประสาน (เช่น เงิน, ทองแดง, หรือโลหะผสม) ที่สามารถติดกับทั้งทองและเหล็ก
ความร้อนที่ใช้ต้องต่ำกว่าจุดหลอมของทองและเหล็ก เพื่อไม่ให้เกิดการเสียรูป
เมื่อละลายโลหะประสานแล้ว กดทองลงบนแผ่นเหล็กและปล่อยให้เย็นลง โลหะประสานจะทำหน้าที่ยึดให้ติดกัน
วิธีที่ 3:
การชุบ (Plating) หรือการพ่นเคลือบ (Thermal Spraying) ถ้าแค่ต้องการให้ดูเหมือนติดกัน:
สามารถ
ชุบทองบนแผ่นเหล็ก โดยใช้ไฟฟ้า (electroplating) หรือใช้การ
พ่นผงทองละลายด้วยความร้อน ให้เกาะกับผิวเหล็ก (thermal spray)
แต่ในทางทฤษฎี หากมวลกำไลใยทองที่โลหะอ่อนกว่ามีมวลหนักขึ้นจนเทียบเท่าเนื้อไม้เท้าเหล็ก และพุ่งด้วยพลังงานจลน์ที่เหมาะสม กำไลใยทองจึงจะฝังตัวลงไปในเนท้อไม้เท้าเหล้กโดยไม่เสียรูป ตามหลัก Impulse Force ในการคำนวณความเร็วของปราณไม่ได้สร้างความเร็วจนเป็นการเพิ่มมวลตามทฤษฎีแบบสัมพัทธภาพ แต่ในนิยายกิมย้ง มวลปราณมีผลเป็นความหนักได้ เช่น ตอนเอี้ยก้วยยามเกินควบคุม แผ่พุ่งพลังแม้ยามเดินตามปกติ การก้าวเท้าเหยียบเท้าธรรมดาลงไป บรรยายายว่า เกิดเสียงกรอบแกรบบันไดเหลาเสียหาย บันไดยุคซ้องที่ทำจากไม้เนื้อหนา
ไม้โอ๊ก (oak) สำหรับพื้นที่รับน้ำหนักมาก โดยเฉพาะบันไดที่ใช้เดินขึ้นลงบ่อย มักเลือกไม้ที่มีความเหนียว ทนต่อการเสียดสีและการไว้ความชื้น และมีความหนามาก หนาประมาณ 4 - 8 เซนติเมตร พลังจากปราณที่เพิ่มน้ำหนักให้เท้า
มวลเสมือนจากปราณ = 600–1,000 กิโลกรัม เฉพาะจุดที่ก้าวลง
แรงที่กดลงเฉพาะจุด =
60,000–100,000 N จะเห็นว่า ปราณเหมือนเพิ่มน้ำหนักให้เอี้ยก้วย 8 - 15 เท่า
เท่ากับว่า
กำไลใยทองมีมวลเพิ่มขึ้น 30 เท่าจากปราณของเอี้ยก้วย
เป็นอย่างน้อย และพุ่งด้วยความเร็ว ~12 m/s →
จะสร้างแรงกระแทก 14,400
นิวตัน ซึ่ง
มากพอจะฝังกำไลลงในไม้เท้าเหล็ก ความลึกที่ฝังในเหล็ก
3 – 5 มม. (โดยประมาณ)
พลังนี้ เจาะเกราะอ่อนยุคซ้องได้จากระยะ 5 เมตร และทำอันตรายจนบาดเจ็บสาหัส ทำลายกระบี่ได้หลายท่อน ถ้าถูกจุด/กระแทกอย่างสั่นสะเทือนกระบี่แตกละเอียดได้ อานุภาพลมปราณที่เป็นเพียง ลมโชยเบา ๆ กลุ่มหนึ่ง มีอานุภาพทำลายล้างสูงมาก ไม่ใช่แค่ต้องแยกย้ายเป็นสายเลเซอร์อลังการ แต่อานุภาพแค่ฆ่าคนได้ แต่ลมอันแผ่วเบานี้ กลับฆ่าคนที่อยู่ในชุดเกราะอ่อนได้จากระยะ 5 เมตร
ปิ่นหยก กำไลใยทอง ตัวอย่างคำบรรยายที่ถูกมองข้าม กับดรรชนีหลายสายที่เพราะควันธูปกลายเป็นเลเซอร์ไปเสียได้
มังกรหยก 2 จอมยุทธ์อินทรี
ตามนิยาย เอี้ยก้วยอยู่ห่างจากก๊วยเซียงไปทางด้านหลัง แต่ไม่อาจอาจสัมผัสได้ว่าอยู่ระยะห่างเท่าใด นีมอชิงกลับไม่เห็น ไม่อาจสัมผัสได้ว่ามีเอี้ยก้วยอยู่ด้านหลังก๊วยเซียง ในเวลากลางคืน มีเพียงลมพัดแผ่วเบาผ่านข้างศรีษะก๊วยเซียง (ไม่ทราบระยะกี่เมตร) นีมอชิงใช้ไม้เท้าแข็งพยุงตัวลอยจู่โจมก๊วยเซียงน่าจะเข้าใกล้ระยะหนึ่งวา ถ้าเข้าใกล้มากกว่านี้จะสามารถจู่โจมแทงหรือฟาดด้วยไม้เท้าได้แล้ว ลมแผ่วเบาทำให้กำไลใยทองหลุดจากข้อมือของก๊วยเซียงเองแล้วลอยไปปะทะกับไม้เท้าเหล็กทั้งสองข้าง ระยะหน้าประตูทางเข้าศาลเจ้าถึงตัวก๊วยเซียงไม่ทราบ แต่หากศาลเจ้าทั่วไป ระยะประตูก่อนถึงจุดสักการะพุทธรูป ก็น่าจะ2.5 -3.5 เมตร หากเอี้ยก้วยต้องอยู่ห่างออกไป อย่างน้อย 2.5-3.5 เมตร ก็อาจเป็นความยาวหรือด้านกว้างของศาลเจ้าเล็กๆ ได้ ไม้เท้าลอยกระเด้นหลุดมือไปปะทะผนังศาลเจ้า เอี้ยก้วยต้องอยู่ไม่เกินหลังศาลเจ้า เหตุการณ์เริ่มต้นที่หน้าศาลเจ้า การต่อสู้น่าจะอยู่ระยะระหว่างต้นห้องไปถึงกลางห้องศาลเจ้า ก๊วยพู้ให้ก๊วยเซียงวิ่งหนีไปทางหลังศาลเจ้า เอี้ยก้วยน่าจะอยู่ทางด้านหลังของศาลเจ้า แมต่เมื่อนีมอชิงตาย ยามหันไป ไม่เห็นร่างผู้คน แต่นับว่า เอี้ยก้วยต้องอยู่สุดห้อง ที่เรียกว่า ด้านหลังของนาง ต้องเป็นอีกด้านที่ตรงข้ามกับประตูศาลเจ้า
พลันมีลมเบาบางหอบหนึ่งโชยพัดมาถึง ก๊วยเซียงรู้สึกข้อมือขยับขึ้นเล็กน้อย กำไลใยทองลายดอกพุดตานที่อยู่บนข้อมือทั้งคู่พลันหลุดจากข้อมือแหวกพุ่งออกไป ปะทะกับไม้เท้าเหล็กทั้งสองข้างที่นีมอชิงใช้ต่างขาที่ขาดทั้งสองข้างที่กำลังเดินพุ่งเข้ามาจะทำร้ายก๊วยเซียง เสียงดังติงติงสองครั้ง กำไลทองถูกลมอันแผ่วเบาพัดแต่ละข้างลอยหลุดจากข้อมือไปปะทะชนกับไม้เท้าเหล็กทั้งสองข้าง เสียงดังโครมครามเมื่อไม้เท้าเหล็กปลิวลิ่วไปด้านหลัง ปะทะชนกับผนังศาลบูชา สั่นสะเทือนจนฝุ่นละอองร่วงพรั่งพรู เห็นที่กลางไม้เท้าเหล็ก ฝังไปด้วยกำไลใยทองทั้งสองด้าม คล้ายกับช่างฝีมือดัหล่อ(กำไลทอง)ติดกับไม้เท้าเหล็ก
นีมอชิงพอล้มฟาดก็หงายร่างตีหลังกา พอกลางหลังสัมผัสพื้นก็กระโดดยื่นนิ้วมือทั้งสิบถาโถมใส่ก๊วยเซียง ก๊วยเซียงรีบยกมือคว้าปิ่นหยกลงจากผม ตวัดมือขว้างปิ่นออกไป ที่ด้านหลังก๊วยเซียงบังเกิดกระแสมอันแผ่วเบาขึ้น มาหนุนส่งปิ่นหยก นีมอชิงเห็นปิ่นหยกมีสภาวะประหลาดพิกล (ไม่บรรยายว่าพิกลอย่างไร เดาว่า ปกติขว้างปิ่นมา ก็ย่อมพุ่งเป็นเส้นตรงตามปกติและวิถีโค้งลงตามแรงที่ลดลง หากมีสภาวะพิกล หมายความว่า การเคลื่อนไหวของปิ่นหยกถูกปราณกระทำจนมีการเคลื่อนไหวผิดธรรมชาติ ) แต่ยังคงพุงมาทางนีมอชิง นีมอชิงยกมือทั้งสองข้างกัน ปรากฏว่า ฝ่ามือทั้งสองข้างถูกปิ่นหยกทะลุเป็นรู แล้วค่อยไปปักกลางขม่อมที่เป็นจุดตาย สังหารนีมอชิง ปักลงไปในกระหม่อมครึ่งปิ่นหยก
แล้วมันสุดยอดอย่างไรล่ะ
คำนวณแล้ว ปิ่นหยกแทงทะลุมือและปักกระหม่อม 5,000–8,000 J
กำไลฝังในไม้เท้าเหล็ก (7–8 กก.) เทียบกับ “การตีโลหะฝังเข้าด้วยกัน” แบบช่างตีเหล็ก : ต้องอาศัยแรงกดระดับหลาย ตัน (1 ตัน = ~9800 N)
แต่หากฝังแนบแน่นภายในการปะทะเพียงครั้งเดียว (เสียง ติง แล้วหลอมเข้าเลย) ต้องเป็นพลังงานที่ “หนาแน่นมากในเวลาสั้นมาก” พลังงานเท่า
“ตีด้วยฆ้อนที่หนักประมาณ 20-30 กิโลกรัม จำนวน 5–10 ครั้ง ด้วยแรงเต็มมือ”
แรงเฉลี่ย (F)=dE โดยที่: E = 5000E=5000 จูล (พลังงานจากการฝังโลหะและปะทะไม้เท้าจนปลิว)
d = 0.005d=0.005 เมตร (5 มม.) คือระยะที่แรงทำให้โลหะบุ๋มหรือยุบตัว (ยิ่งระยะน้อย → แรงเฉลี่ยยิ่งสูง)
ดังนั้น: F=50000.005=1,000,000 นิวตัน
แต่ในความเป็นจริงมันเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากการหล่อกำไลทองให้ติดกับแผ่นเหล็กนั้น โดยทั่วไปจะต้องใช้เทคนิคพิเศษ เนื่องจากทองและเหล็กเป็นโลหะที่มีคุณสมบัติต่างกันมาก เช่น จุดหลอมเหลวไม่เท่ากัน (ทอง ~1,064°C, เหล็ก ~1,538°C) และความสามารถในการยึดติดกันต่ำ ดังนั้น ไม่สามารถหลอมทองให้ติดกับเหล็กได้โดยตรงเหมือนหล่อทองกับทอง เทคนิคพิเศษที่จะทำให้กำไลใยทองติดกับไม้เท้าเหล็ก ตามความเป็นจริง
วิธีที่ 1: การฝังหรือเชื่อมด้วยกลไก (Mechanical Bonding)
เตรียมแผ่นเหล็ก – ทำผิวให้หยาบ เช่น ขัดผิวหรือเจาะรูเล็ก ๆ เพื่อให้ทองสามารถ “ล็อก” กับแผ่นเหล็กได้
ขึ้นรูปทอง – นำทองมาหล่อหรือขึ้นรูปให้มีโครงสร้างที่สามารถ “ครอบ” หรือ “ล็อก” กับแผ่นเหล็กได้
ประกอบเข้าด้วยกัน – ใช้แรงกด, การรีด หรือการอัดให้ทองแนบติดกับแผ่นเหล็กแบบแน่นหนา
อาจใช้หมุดหรือสลักเล็ก ๆ ช่วยล็อกให้แน่น
วิธีที่ 2: ใช้วัสดุเชื่อมประสาน (Brazing / Soldering)
ใช้ ฟลักซ์และโลหะประสาน (เช่น เงิน, ทองแดง, หรือโลหะผสม) ที่สามารถติดกับทั้งทองและเหล็ก
ความร้อนที่ใช้ต้องต่ำกว่าจุดหลอมของทองและเหล็ก เพื่อไม่ให้เกิดการเสียรูป
เมื่อละลายโลหะประสานแล้ว กดทองลงบนแผ่นเหล็กและปล่อยให้เย็นลง โลหะประสานจะทำหน้าที่ยึดให้ติดกัน
วิธีที่ 3: การชุบ (Plating) หรือการพ่นเคลือบ (Thermal Spraying) ถ้าแค่ต้องการให้ดูเหมือนติดกัน:
สามารถ ชุบทองบนแผ่นเหล็ก โดยใช้ไฟฟ้า (electroplating) หรือใช้การ พ่นผงทองละลายด้วยความร้อน ให้เกาะกับผิวเหล็ก (thermal spray)
แต่ในทางทฤษฎี หากมวลกำไลใยทองที่โลหะอ่อนกว่ามีมวลหนักขึ้นจนเทียบเท่าเนื้อไม้เท้าเหล็ก และพุ่งด้วยพลังงานจลน์ที่เหมาะสม กำไลใยทองจึงจะฝังตัวลงไปในเนท้อไม้เท้าเหล้กโดยไม่เสียรูป ตามหลัก Impulse Force ในการคำนวณความเร็วของปราณไม่ได้สร้างความเร็วจนเป็นการเพิ่มมวลตามทฤษฎีแบบสัมพัทธภาพ แต่ในนิยายกิมย้ง มวลปราณมีผลเป็นความหนักได้ เช่น ตอนเอี้ยก้วยยามเกินควบคุม แผ่พุ่งพลังแม้ยามเดินตามปกติ การก้าวเท้าเหยียบเท้าธรรมดาลงไป บรรยายายว่า เกิดเสียงกรอบแกรบบันไดเหลาเสียหาย บันไดยุคซ้องที่ทำจากไม้เนื้อหนา ไม้โอ๊ก (oak) สำหรับพื้นที่รับน้ำหนักมาก โดยเฉพาะบันไดที่ใช้เดินขึ้นลงบ่อย มักเลือกไม้ที่มีความเหนียว ทนต่อการเสียดสีและการไว้ความชื้น และมีความหนามาก หนาประมาณ 4 - 8 เซนติเมตร พลังจากปราณที่เพิ่มน้ำหนักให้เท้า มวลเสมือนจากปราณ = 600–1,000 กิโลกรัม เฉพาะจุดที่ก้าวลง แรงที่กดลงเฉพาะจุด = 60,000–100,000 N จะเห็นว่า ปราณเหมือนเพิ่มน้ำหนักให้เอี้ยก้วย 8 - 15 เท่า
เท่ากับว่า กำไลใยทองมีมวลเพิ่มขึ้น 30 เท่าจากปราณของเอี้ยก้วยเป็นอย่างน้อย และพุ่งด้วยความเร็ว ~12 m/s →
จะสร้างแรงกระแทก 14,400 นิวตัน ซึ่งมากพอจะฝังกำไลลงในไม้เท้าเหล็ก ความลึกที่ฝังในเหล็ก 3 – 5 มม. (โดยประมาณ)
พลังนี้ เจาะเกราะอ่อนยุคซ้องได้จากระยะ 5 เมตร และทำอันตรายจนบาดเจ็บสาหัส ทำลายกระบี่ได้หลายท่อน ถ้าถูกจุด/กระแทกอย่างสั่นสะเทือนกระบี่แตกละเอียดได้ อานุภาพลมปราณที่เป็นเพียง ลมโชยเบา ๆ กลุ่มหนึ่ง มีอานุภาพทำลายล้างสูงมาก ไม่ใช่แค่ต้องแยกย้ายเป็นสายเลเซอร์อลังการ แต่อานุภาพแค่ฆ่าคนได้ แต่ลมอันแผ่วเบานี้ กลับฆ่าคนที่อยู่ในชุดเกราะอ่อนได้จากระยะ 5 เมตร