หนี้ครัวเรือนไทยในระดับสูงสุดของอาเซียน: ผลพวงจากการรีแบรนด์ “เงินทุนเศรษฐกิจชุมชน” เป็น “กองทุนหมู่บ้าน”

หนี้ครัวเรือนไทยในระดับสูงสุดของอาเซียน: ผลพวงจากการรีแบรนด์ “เงินทุนเศรษฐกิจชุมชน” เป็น “กองทุนหมู่บ้าน”

บทคัดย่อ


บทความนี้เสนอข้อวิเคราะห์ว่า ภาระหนี้ครัวเรือนในประเทศไทยที่อยู่ในระดับสูงสุดของอาเซียนในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา มีจุดเริ่มต้นสำคัญจากการเปลี่ยนแนวนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะการรีแบรนด์ “เงินทุนเศรษฐกิจชุมชน” ซึ่งยึดแนวคิดพึ่งตนเองของชุมชน มาเป็น “กองทุนหมู่บ้าน” ซึ่งดำเนินการภายใต้นโยบายประชานิยมทางเศรษฐกิจหลังปี 2544 บทความนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้นโยบายกองทุนหมู่บ้านจะดูเสมือนเป็นการกระจายทรัพยากรลงสู่ชุมชน แต่แท้จริงแล้วเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจและกลไกควบคุมทางการเงินในระดับชุมชน ที่นำไปสู่การสร้างวัฏจักรหนี้ที่ซ้ำซ้อนและขาดเครื่องมือจัดการอย่างยั่งยืน

คำสำคัญ:

หนี้ครัวเรือน, กองทุนหมู่บ้าน, เศรษฐกิจชุมชน, ประชานิยม, พลังชุมชน

1. บทนำ

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีภาระหนี้ครัวเรือนสูงที่สุดในโลกและสูงที่สุดในอาเซียนมาตั้งแต่ช่วงปี 2550 เป็นต้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ครัวเรือนรายได้น้อย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประชากรในชนบท ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า อัตราหนี้ครัวเรือนไทยเคยพุ่งสูงถึง 90% ของ GDP ซึ่งเป็นระดับที่ผิดปกติในเชิงโครงสร้าง

บทความนี้เสนอว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างหนี้ครัวเรือนระดับล่าง เกิดขึ้นจาก การเปลี่ยนแนวคิดเชิงนโยบายในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลปี พ.ศ. 2544 ซึ่งนำมาสู่การ “รีแบรนด์” นโยบายเงินทุนเศรษฐกิจชุมชน ที่เคยเน้นการรวมกลุ่ม ออมทรัพย์ และพึ่งตนเอง เป็น “กองทุนหมู่บ้าน” ที่อิงบนฐานของการแจกเงินทุนก้อนโตแบบเท่ากันทุกหมู่บ้าน โดยไม่มีระบบพิจารณาศักยภาพทางเศรษฐกิจหรือกลไกควบคุมความเสี่ยง

2. กรอบแนวคิด

การศึกษานี้ใช้กรอบ เศรษฐศาสตร์การเมืองของการพัฒนา (Political Economy of Development) และแนวคิดเรื่อง กับดักหนี้ (Debt Trap Theory) โดยชี้ให้เห็นว่า นโยบายประชานิยม ที่เน้นการแจกจ่ายทรัพยากรโดยไม่สร้างศักยภาพหรือเครื่องมือบริหารหนี้ นำไปสู่การขยายตัวของสินเชื่อภาคครัวเรือนโดยไร้ระบบกลั่นกรองและควบคุมตนเอง

3. การเปลี่ยนผ่านนโยบาย: จากเศรษฐกิจชุมชนสู่ประชานิยมเชิงหนี้


ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540–2544) “เศรษฐกิจชุมชน” ได้รับการบัญญัติไว้เป็น ยุทธศาสตร์นำของการพัฒนาประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งจากภายใน ผ่านกลไกชุมชน เช่น กลุ่มออมทรัพย์ วิสาหกิจชุมชน และการเรียนรู้ร่วมกัน


แต่หลังการเปลี่ยนรัฐบาลในปี 2544 รัฐบาลใหม่ได้นำแนวคิดดังกล่าวไป “รีแบรนด์” เป็น “กองทุนหมู่บ้าน” ซึ่งเปลี่ยนเป้าหมายจาก “การเสริมสร้างกลไกชุมชน” เป็น “การกระตุ้นการบริโภคระดับล่าง” โดยมีการโยนเงินจำนวน 1 ล้านบาทไปยังทุกหมู่บ้านในประเทศอย่างเท่าเทียม โดยไม่มีการประเมินบริบทเฉพาะพื้นที่หรือความพร้อมของกลไกบริหาร

4. ผลกระทบเชิงระบบ: หนี้สินโดยไม่มีภูมิคุ้มกัน

4.1 การสูญเสียกลไกควบคุมตนเองของชุมชน


กลไกกองทุนแบบ “สั่งการจากส่วนกลาง” ได้ล้มล้างกระบวนการเรียนรู้ การร่วมทุน และการตัดสินใจร่วมกันที่เคยเกิดขึ้นภายใต้นโยบายเศรษฐกิจชุมชน ทำให้ชุมชนกลายเป็น “ผู้รับเงิน” มากกว่าจะเป็น “เจ้าของทุน”

4.2 การขยายตัวของหนี้ครัวเรือนอย่างผิดธรรมชาติ

กองทุนหมู่บ้านกลายเป็นช่องทางสร้างหนี้ระดับครัวเรือนอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่มีระบบกลั่นกรองผู้กู้ ส่งผลให้เกิด ภาระหนี้ซ้ำซ้อนกับแหล่งเงินอื่น เช่น สหกรณ์ ร้านค้าเงินเชื่อ และสินเชื่อนอกระบบ โดยขาดการบริหารแบบองค์รวม

5. ข้อเสนอเชิงนโยบาย


ฟื้นฟูกลไกเศรษฐกิจชุมชนดั้งเดิม: สนับสนุนกลุ่มออมทรัพย์ วิสาหกิจชุมชน และสภาหมู่บ้านให้กลับมาเป็นกลไกกลางของการตัดสินใจทางเศรษฐกิจ

ปฏิรูปกองทุนหมู่บ้านให้เป็นกองทุนเพื่อการลงทุน ไม่ใช่แหล่งหนี้บริโภค

ส่งเสริมการรู้เท่าทันทางการเงิน (Financial Literacy) ในระดับชุมชน

เชื่อมโยงกองทุนชุมชนกับระบบความรู้และตลาดในระยะยาว เช่น การจับคู่กับภาคการศึกษาหรือภาคธุรกิจเพื่อสร้างความยั่งยืน

6. บทสรุป


การเปลี่ยน “เงินทุนเศรษฐกิจชุมชน” เป็น “กองทุนหมู่บ้าน” ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนชื่อ แต่เป็น การเปลี่ยนกระบวนทัศน์การพัฒนา จากการพึ่งตนเอง

เป็นการพึ่งรัฐ การปรับแนวทางเช่นนี้ แม้จะได้คะแนนเสียงในระยะสั้น แต่กลับ ฝังรากปัญหาหนี้สินไว้ในระบบเศรษฐกิจฐานรากของไทย และส่งผลต่อ

เสถียรภาพทางสังคมในระยะยาว

หากประเทศไทยต้องการหลุดพ้นจากภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงที่สุดในอาเซียน การหวนกลับไปฟื้นพลังของชุมชน ไม่ใช่เพียงการแจกจ่ายงบประมาณ คือคำ

ตอบเชิงโครงสร้างที่จำเป็นยิ่ง
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่