50.10
ต่อไปจะอธิบายคำว่า กรุณาเจตสิก นะครับ
ก็จะเป็นอีกส่วนหนึ่งของเยวาปนกะ พวกนี้เป็น อะนิยะตะ คือไม่แน่นอน นานๆเกิดครั้งหนึ่ง
กรุณา จะเกิดตอนที่ทำสมาธิ บริกรรมกรุณาภาวนา
ตอนบริกรรมก็คือ ตอนเตรียมการที่จะฝึกเพื่อให้เกิดสมาธิ ถ้าเป็นสมาธิก็เป็น รูปาวจร ไป
ตอนนี้เป็น กามาวจร ตอนฝึกเรียกว่า ตอนบริกรรมภาวนากรุณา กรุณาจึงจะเกิด
ถ้าเป็น สงสารเขา อะไรเขา ที่บอกว่าเรามีจิตกรุณาอย่างนั้นอย่างนี้ อันนี้มันไม่ใช่กรุณาจริงๆ เป็นเจตสิกอื่น ก็เจตสิกไหนล่ะ ก็ไปหาเอาเอง
ก็เจตสิกมันเกิดด้วยกันอยู่แล้วนะ เหมาๆรวมๆอยู่ด้วยกัน
แต่กรุณาจริงๆเขาจะเกิดตอนบริกรรมกรุณาภาวนาตอนทำสมาธินั่นเอง แต่ว่ายังไม่ถึงฌาน ถ้าไปถึงฌานปุ๊บก็จะกระโดดไปเป็นรูปาวจรไป
นี่นะครับ
51.19
ท่านก็ขยายความชื่อของกรุณา เนี่ย ว่า
กะรุณาติ ปะระดุ๊กเข สะติ สาธูนัง หะทะยะกัมปะนัง กะโรตีตี กะรุณา
ที่ชื่อว่า กรุณา เนี่ยมันเป็นสภาวะที่ ครั้นเมื่อทุกข์ของผู้อื่นมีอยู่ เนี่ย ปะรุดุกเข ครั้นเมื่อความทุกข์ของสัตว์อื่นมีอยู่
สภาวะนี้ย่อมกระทำซึ่ง ความหวั่นไหวในใจ ให้เกิดขึ้นแก่ สาธุชน แก่ชนที่เป็นคนดี
คนที่เป็นคนดีโดยปกตินะ เมื่อทุกข์ของคนอื่นมีอยู่เนี่ย จิตใจก็จะมีความหวั่นไหว ในทุกข์ของคนอื่น
หวั่นไหว คือ อยากจะช่วยเขาบ้าง อยากจะให้ความทุกข์หมดไปจากใจเขาบ้าง อะไรก็ว่าไป นะ
อันนี้ หะทะยะกัมปะนัง ก็คือ ความหวั่นไหวของจิต นะ สภาวะที่ทำความหวั่นไหวของจิต หรือ หรือความทนอยู่ไม่ได้นิ่งเฉยไม่ได้สำหรับใจของคนดี นี่คือ กรุณานะ
ฉนั้นกรุณาก็เลยเรียกว่า เป็นชั้นต่ำของพวกอุเบกขา
ถ้าอุเบกขาเนี่ยถึงแม้จะมีคนที่ลำบากอะไรอย่างไร พวกอุเบกขามันจะสูงกว่านี้ก็คือมันไม่ฝักใฝ่ 52.40
52.40
กรุณา ก็เลยเป็นชั้นพื้นฐานหน่อย ได้ตั้งแต่ ฌาน 1 ถึง ฌาน 3
ส่วนอุเบกขาเวลามาทำกัมมัฎฐานก็ต้องได้ ฌาน 3 มาก่อน จึงค่อยทำขึ้น นะ
ครั้นเราอย่างพวกเรามาเจริญอุเบกขาภาวนาโดยไม่ผ่าน 1 2 3 อันนี้ก็ทำเล่นๆอย่างนี้แหละ ดีกว่าไม่ทำนะ แต่ว่ามันไม่เป็น อุเบกขาอัปปมัญญา
เพราะอุเปกขาอัปปมัญญาจะทำได้ก็ต่อเมื่อ ต้องได้ฌาน 3 มาก่อน นี่ครับ อย่ากระนั้นเลยคือ
อุเบกขาพรหมวิหาร หรือ อุเบกขาอัปปมัญญาเนี่ย มันได้ฌาน 4 อย่างเดียว สูงกว่า
แต่หลังๆมาพวกเราจะมั่วๆ ปนเปกันไปหมด เจตสิกไหนเป็นอันไหน ก็ดูเหมือนๆพอใช่เหมือนกันนะ
คือเจตสิกมันปนกันหละนะ พออธิบายก็พอได้กล้อมแกล้ม พอไหลไปได้แต่ถ้าจะเอาละเอียดจริงๆ มันก็ยากอยู่ มันต้องเช็คกันดีๆ ทำนองนี้นะครับ
ฉนั้นพวกเราก็เรียนพอให้รู้หลักก็แล้วกัน
ถ้าต้องการละเอียดก็พิจารณาตามคำสอนไปนะ
ส่วนคำพูดนี่ยักเยื้องกันไปก็ เวลาเจตสิกมันเกิด มันก็เกิดเหมาๆอยู่ในจิต น๊อ
เนี่ยมันก็เลยยาก
เอาละมาดู 53.57
ความหมายของ กรุณา
ที่ชื่อว่า กรุณา เพราะว่า เป็นสภาวะที่ครั้นเมื่อความทุกข์ของสัตว์อื่นมีอยู่ก็ย่อมกระทำซึ่งความหวั่นไหวแห่ง ใจ ให้เกิดขึ้น แก่สาธุชนทั้งหลาย
สภาวะอันนี้เป็น เวลาคนมีความทุกข์ ถ้าคนใจไม่แข็งจริงๆ หรือว่าไม่ได้เจริญกัมมัฎฐานประเภทชั้นสูงที่เป็นระดับอุเบกขาพรหมวิหาร หรือว่าไม่ได้เจริญวิปัสสนาระดับ ภูมิ ที่จะเห็นว่า ความทุกข์เป็นเรื่องเกิดขึ้นได้เนี่ย ทุกคนที่เป็นสาธุชนจะต้องหวั่นไหวเป็นอย่างนี้
ภาวะที่ทำให้จิตหวั่นไหว ก็คือ กรุณา 54.36
เวลาเห็นคนอื่นเป็นทุกข์นั่นเอง ปะระดุ๊กเข ครั้นเมื่อทุกข์ของคนอื่นมีอยู่
หรือว่า มีความหมายว่า
กินาติ วินาเสติ วา ปะระทุกขาสะหะนะระสา
ที่ชื่อว่า กรุณา เพราะว่า เป็นสภาวะที่ ต้องการจะทำลายซึ่งความทุกข์ของผู้อื่น ต้องการทำลายทุกข์ของคนอื่น นะ
เป็นสภาวะอันหนึ่ง พอคนอื่นมีความทุกข์ก็ต้องการจะทำลายทุกข์ หรือเอาความทุกข์ออกไปจากคนอื่น ให้ความทุกข์ของคนอื่นมันหมดไป
อย่างถ้าสมบูรณ์ที่สุด สูงสุดคือ พระพุทธเจ้าอย่างเงี้ย พระองค์ทรงต้องการเอาความทุกข์ออกไปจากใจของสัตว์ทั้งหลาย นะ พระองค์ต้องการมากเลยมี มหากรุณา ทรงทราบว่าที่สัตว์เป็นทุกข์อยู่ก็เพราะมีอวิชชา พระองค์ก็เลยมาประกาศอริยสัจจ์เอาไว้
55.28
เพราะสงสาร สัตว์ทั้งหลายมีความทุกข์อยู่ก็เพราะไม่รู้อริยสัจจ์
พระองค์ก็ประกาศอริยสัจจ์เอาไว้ เพื่อมาแก้อวิชชาอันนี้
ทำด้วยความสงสารนะ ถ้าไม่สงสารเนี่ย ก็ไม่ทำแล้วประมาณนั้น นะ
ตรัสรู้แล้วก็เลยมีลักษณะไปทางขวนขวายน้อยไปเลย นะ
แต่อาศัยความสงสาร ก็คือเนี่ย อาศัยกรุณาเนี่ย ต้องการทำลายความทุกข์ของคนอื่น อย่างพวกเราเนี่ย บางทีเราอาจจะไม่รู้ว่ามันทุกข์อย่างไรนะ
แต่ว่าพระพุทธเจ้ามองคนที่ยังไม่เห็นอริยสัจจ์เนี่ย โอ้โหทุกข์มาก อย่างเนี้ยนะครับ 56.08
นี้คือลักษณะของกรุณาโดยสภาวะ
สา ปะระดุกขาปะนะยะนาการัปปวัตติลักขะณา
กรุณานั้นมีลักษณะที่เป็นไปโดยอาการกำจัดทุกข์ของผู้อื่น
มีลักษณะเป็นไป ปวัตติ คือ เป็นไป
เป็นไปโดยอาการกำจัดทุกข์ หรือนำความทุกข์ของคนอื่นไป กำจัดทุกข์ของผู้อื่น
ฉนั้นเวลาที่ในยุคปัจจุบัน 56.39
เราจึงรู้สึกว่าเวลาที่เราเห็นผู้อื่นเป็นทุกข์ เราอยากจะให้เขาหายทุกข์ เอาสตังค์ไปให้เขาบ้าง ไปช่วยเหลือเขาบ้าง เราจึงนิยมไปจัดความรู้สึกนั้นว่าเป็นกรุณา
แต่ความจริง ไม่ใช่ เพราะ กรุณานั้นเอาไว้ใช้ทำเป็นกัมมัฎฐาน ไม่ได้เกิดตลอดนะ
หลังๆมา คำว่า กรุณา ในภาษาไทย ก็เลยเพี้ยนไปเยอะในแง่ที่ว่าเราเห็นอกเห็นใจเขา เขาทุกข์เราก็ทุกข์ด้วย
ไอ้เขาทุกข์เราก็ทุกข์ด้วย มันเป็นอกุศลจิต มันเป็นโทมมนัสสเวทนา
กรุณาของเราเนี่ยจากกุศลชั้นสูง จากกุศลชั้นสมาธิดึงลงมาเป็นกุศลธรรมดา ดึงไปดึงมากลายเป็นอกุศลไปเลย 57.22
ฉนั้นภาษาไทยเรานี่ก็ยังพึ่งพาอาศัยไม่ค่อยได้ มันเป็นภาษาก็ต้องยอมๆกันไปน๊อ จะไปจริงจังกับคำสมมุติไม่ได้
แต่ถ้าเราจะเอาตามสภาวะต้องแบบนี้ นะ
ต้องเป็นสภาวะระดับสมาธิ
ฉนั้นพวกเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขา ถ้าเราพูดในฐานะที่เป็นพรหมวิหารเนี่ย จะต้องเป็นเรื่องของสมาธิเท่านั้น ก็คือเป็นเรื่องกัมมัฎฐานอย่างเดียว
57.51
ยิ่งถ้าเป็นอัปปมัญญาด้วยแล้วก็ต้องพูดระดับสูงไปเลย อย่างเดียว
อย่าเอามาพูดเป็นไปทำกรุณาเขาเมตตาเขาอันนี้ไม่ใช่สภาวะพวกนี้58.02
งั้นสภาวะไหนล่ะ
ก็ไปหาเอาเองนะ ลองหาดู มันอยู่แถวๆนี้ ลองหาดู
มันเกิดร่วมกันนี่ใช่ไม๊ ทำนองนี้นะครับ เอาล่ะ ต่อไป 58.14
กิจหน้าที่ของกรุณา
ปะระดุกขา สะหะนะระสา
กิจหน้าที่ของกรุณาก็คือ มีหน้าที่ หรือว่า มีกิจ ก็คือ ทนเห็นทุกข์ของคนอื่นไม่ได้ นะกิจของกรุณานะ
สะหะนะ ทนเห็น ทนเห็นทุกข์ไม่ได้ ทนเห็นทุกข์ของคนอื่นไม่อาจจะทนเห็นความทุกข์ของคนอื่น
ถ้าผมอุปมาแบบสูงสุดไว้ก่อนทุกคนจะได้เข้าใจได้สะดวกก็คือ ดูอย่างพระพุทธเจ้าของเรา เนี่ยนะ พระองค์ก็มีมหากรุณา พระองค์ทรงเห็นเราทุกข์ไม่ได้นะ พระองค์ก็เลยแสดงธรรมมะไว้เยอะแยะเลยเผื่อว่าวันหนึ่งพวกเราจะได้ตาสว่าง เรียนเข้าใจบ้างอะไรบ้าง ส่วนจะเข้าใจเมื่อไหร่ก็เรื่องของเราล่ะนะ แต่พระองค์อาศัยมหากรุณาเนี่ยแสดงไว้ซะเยอะเลย พอเยอะก็เป็นภาระของพวกเราที่ต้องมาเรียนนั่นเรียนนี่โอ้โหกว่าจะเข้าใจแต่ละเรื่อง
แต่นี่ก็ถือว่าพระองค์กรุณาแล้ว
ถ้าแสดงน้อยๆป่านนี้พระวินัยอาจจะหายหมดไปแล้วก็ได้
หรือเราไม่อาจจะเข้าใจอะไรได้เลย เพราะแสดงสั้นเกินไป เหมาะสำหรับคนปัญญาเยอะๆอย่างเดียว
แต่นี่พระองค์แสดงไว้โดยละเอียด พวกเราก็ยังมากล้อมแกล้ม มาบวกนั่น ผสมนี่ ค่อยๆเรียนไปก็ยังมีความเข้าใจขึ้นมาบ้าง พอเข้าใจไม๊ นะ
ฉนั้นพระพุทธเจ้าก็เรียกว่า มีมหากรุณา ตกทอดมาถึงพวกเราเลยตอนนี้
ฉนั้นพวกเราก็ได้รับ ความเยือกเย็นของมหากรุณา ที่พระองค์ทำไว้เรียบร้อย
อาการแสดงออกทั้งหลายเหล่านี้ก็ออกจากจิตของพระองค์
ฉนั้น กรุณานี้อยู่ที่จิตไม่ได้ตอนแสดงออกแล้ว พอเข้าใจไหม กรุณาอยู่ที่จิต
อันนี้แหละก็คือ ปะระดุกขา สะหะนะระสา
มีการทนเห็นทุกข์ของคนอื่นไม่ได้เป็นกิจ 1.0016
อะวิหิงสาปัจจุปัฎฐานา
มีอาการปรากฎ ก็คือ ความไม่เบียดเบียน ก็ภาวะไร้ความเบียดเบียน คิดเบียดเบียนไม่ได้ ไม่เบียดเบียนก็คือ หาแต่ทางที่จะช่วยเหลือ หาแต่ทางที่จะเกื้อกูล 1.00.34
ดุกขาภิภูตานัง อะนาถะภาวะทัสสะนะปะทัฎฐานา
กรุณามีเหตุใกล้ให้เกิด ก็คือ การเห็น ภาวะไร้ที่พึ่ง
สำหรับสัตว์ที่ถูกทุกข์ครอบงำ
เป็นเหตุใกล้ให้เกิด1.00.50
เห็น อะนาถะภาวะ ก็คือ ภาวะไร้ที่พึ่ง ของสัตว์ที่ถูกทุกข์ครอบงำ
เวลาถูกความทุกข์ครอบงำแล้ว สัตว์นี้ไม่มีที่พึ่งเลย นะอย่างนี้
เมื่อเห็นดังนี้แล้วเข้าใจอย่างนี้แล้ว ก็จะเกิดกรุณาขึ้น
นี้คือ ลักขณาทิจตุกะของ กรุณาเจตสิก นะครับ
น391

น255

ฉนั้นเวลาเรียนไปแล้ว1.01.17 ถ้าเรียนตามตัวหนังสือต่างๆ ท่านก็จะเห็นว่า เข้าใจค่อนข้างยากอยู่เหมือนกัน
ก็สมควรแล้วน๊อ นั่นแหละ ก็ค่อยเรียนเอาที่พอได้
อันไหนที่ยากเกินไปก็ปล่อยผ่านไปก่อน อย่างเงี้ย ก็ค่อยๆศึกษาไป1.01.34
-----
ฟังคลิปจากที่นี่
กรุณาเจตสิก -- เจตสิกที่เกิดไม่แน่นอน นานๆเกิดครั้งหนึ่ง ในมหากุศลจิตดวงที่ 1
ต่อไปจะอธิบายคำว่า กรุณาเจตสิก นะครับ
ก็จะเป็นอีกส่วนหนึ่งของเยวาปนกะ พวกนี้เป็น อะนิยะตะ คือไม่แน่นอน นานๆเกิดครั้งหนึ่ง
กรุณา จะเกิดตอนที่ทำสมาธิ บริกรรมกรุณาภาวนา
ตอนบริกรรมก็คือ ตอนเตรียมการที่จะฝึกเพื่อให้เกิดสมาธิ ถ้าเป็นสมาธิก็เป็น รูปาวจร ไป
ตอนนี้เป็น กามาวจร ตอนฝึกเรียกว่า ตอนบริกรรมภาวนากรุณา กรุณาจึงจะเกิด
ถ้าเป็น สงสารเขา อะไรเขา ที่บอกว่าเรามีจิตกรุณาอย่างนั้นอย่างนี้ อันนี้มันไม่ใช่กรุณาจริงๆ เป็นเจตสิกอื่น ก็เจตสิกไหนล่ะ ก็ไปหาเอาเอง
ก็เจตสิกมันเกิดด้วยกันอยู่แล้วนะ เหมาๆรวมๆอยู่ด้วยกัน
แต่กรุณาจริงๆเขาจะเกิดตอนบริกรรมกรุณาภาวนาตอนทำสมาธินั่นเอง แต่ว่ายังไม่ถึงฌาน ถ้าไปถึงฌานปุ๊บก็จะกระโดดไปเป็นรูปาวจรไป
นี่นะครับ
51.19
ท่านก็ขยายความชื่อของกรุณา เนี่ย ว่า
กะรุณาติ ปะระดุ๊กเข สะติ สาธูนัง หะทะยะกัมปะนัง กะโรตีตี กะรุณา
ที่ชื่อว่า กรุณา เนี่ยมันเป็นสภาวะที่ ครั้นเมื่อทุกข์ของผู้อื่นมีอยู่ เนี่ย ปะรุดุกเข ครั้นเมื่อความทุกข์ของสัตว์อื่นมีอยู่
สภาวะนี้ย่อมกระทำซึ่ง ความหวั่นไหวในใจ ให้เกิดขึ้นแก่ สาธุชน แก่ชนที่เป็นคนดี
คนที่เป็นคนดีโดยปกตินะ เมื่อทุกข์ของคนอื่นมีอยู่เนี่ย จิตใจก็จะมีความหวั่นไหว ในทุกข์ของคนอื่น
หวั่นไหว คือ อยากจะช่วยเขาบ้าง อยากจะให้ความทุกข์หมดไปจากใจเขาบ้าง อะไรก็ว่าไป นะ
อันนี้ หะทะยะกัมปะนัง ก็คือ ความหวั่นไหวของจิต นะ สภาวะที่ทำความหวั่นไหวของจิต หรือ หรือความทนอยู่ไม่ได้นิ่งเฉยไม่ได้สำหรับใจของคนดี นี่คือ กรุณานะ
ฉนั้นกรุณาก็เลยเรียกว่า เป็นชั้นต่ำของพวกอุเบกขา
ถ้าอุเบกขาเนี่ยถึงแม้จะมีคนที่ลำบากอะไรอย่างไร พวกอุเบกขามันจะสูงกว่านี้ก็คือมันไม่ฝักใฝ่ 52.40
52.40
กรุณา ก็เลยเป็นชั้นพื้นฐานหน่อย ได้ตั้งแต่ ฌาน 1 ถึง ฌาน 3
ส่วนอุเบกขาเวลามาทำกัมมัฎฐานก็ต้องได้ ฌาน 3 มาก่อน จึงค่อยทำขึ้น นะ
ครั้นเราอย่างพวกเรามาเจริญอุเบกขาภาวนาโดยไม่ผ่าน 1 2 3 อันนี้ก็ทำเล่นๆอย่างนี้แหละ ดีกว่าไม่ทำนะ แต่ว่ามันไม่เป็น อุเบกขาอัปปมัญญา
เพราะอุเปกขาอัปปมัญญาจะทำได้ก็ต่อเมื่อ ต้องได้ฌาน 3 มาก่อน นี่ครับ อย่ากระนั้นเลยคือ
อุเบกขาพรหมวิหาร หรือ อุเบกขาอัปปมัญญาเนี่ย มันได้ฌาน 4 อย่างเดียว สูงกว่า
แต่หลังๆมาพวกเราจะมั่วๆ ปนเปกันไปหมด เจตสิกไหนเป็นอันไหน ก็ดูเหมือนๆพอใช่เหมือนกันนะ
คือเจตสิกมันปนกันหละนะ พออธิบายก็พอได้กล้อมแกล้ม พอไหลไปได้แต่ถ้าจะเอาละเอียดจริงๆ มันก็ยากอยู่ มันต้องเช็คกันดีๆ ทำนองนี้นะครับ
ฉนั้นพวกเราก็เรียนพอให้รู้หลักก็แล้วกัน
ถ้าต้องการละเอียดก็พิจารณาตามคำสอนไปนะ
ส่วนคำพูดนี่ยักเยื้องกันไปก็ เวลาเจตสิกมันเกิด มันก็เกิดเหมาๆอยู่ในจิต น๊อ
เนี่ยมันก็เลยยาก
เอาละมาดู 53.57
ความหมายของ กรุณา
ที่ชื่อว่า กรุณา เพราะว่า เป็นสภาวะที่ครั้นเมื่อความทุกข์ของสัตว์อื่นมีอยู่ก็ย่อมกระทำซึ่งความหวั่นไหวแห่ง ใจ ให้เกิดขึ้น แก่สาธุชนทั้งหลาย
สภาวะอันนี้เป็น เวลาคนมีความทุกข์ ถ้าคนใจไม่แข็งจริงๆ หรือว่าไม่ได้เจริญกัมมัฎฐานประเภทชั้นสูงที่เป็นระดับอุเบกขาพรหมวิหาร หรือว่าไม่ได้เจริญวิปัสสนาระดับ ภูมิ ที่จะเห็นว่า ความทุกข์เป็นเรื่องเกิดขึ้นได้เนี่ย ทุกคนที่เป็นสาธุชนจะต้องหวั่นไหวเป็นอย่างนี้
ภาวะที่ทำให้จิตหวั่นไหว ก็คือ กรุณา 54.36
เวลาเห็นคนอื่นเป็นทุกข์นั่นเอง ปะระดุ๊กเข ครั้นเมื่อทุกข์ของคนอื่นมีอยู่
หรือว่า มีความหมายว่า
กินาติ วินาเสติ วา ปะระทุกขาสะหะนะระสา
ที่ชื่อว่า กรุณา เพราะว่า เป็นสภาวะที่ ต้องการจะทำลายซึ่งความทุกข์ของผู้อื่น ต้องการทำลายทุกข์ของคนอื่น นะ
เป็นสภาวะอันหนึ่ง พอคนอื่นมีความทุกข์ก็ต้องการจะทำลายทุกข์ หรือเอาความทุกข์ออกไปจากคนอื่น ให้ความทุกข์ของคนอื่นมันหมดไป
อย่างถ้าสมบูรณ์ที่สุด สูงสุดคือ พระพุทธเจ้าอย่างเงี้ย พระองค์ทรงต้องการเอาความทุกข์ออกไปจากใจของสัตว์ทั้งหลาย นะ พระองค์ต้องการมากเลยมี มหากรุณา ทรงทราบว่าที่สัตว์เป็นทุกข์อยู่ก็เพราะมีอวิชชา พระองค์ก็เลยมาประกาศอริยสัจจ์เอาไว้
55.28
เพราะสงสาร สัตว์ทั้งหลายมีความทุกข์อยู่ก็เพราะไม่รู้อริยสัจจ์
พระองค์ก็ประกาศอริยสัจจ์เอาไว้ เพื่อมาแก้อวิชชาอันนี้
ทำด้วยความสงสารนะ ถ้าไม่สงสารเนี่ย ก็ไม่ทำแล้วประมาณนั้น นะ
ตรัสรู้แล้วก็เลยมีลักษณะไปทางขวนขวายน้อยไปเลย นะ
แต่อาศัยความสงสาร ก็คือเนี่ย อาศัยกรุณาเนี่ย ต้องการทำลายความทุกข์ของคนอื่น อย่างพวกเราเนี่ย บางทีเราอาจจะไม่รู้ว่ามันทุกข์อย่างไรนะ
แต่ว่าพระพุทธเจ้ามองคนที่ยังไม่เห็นอริยสัจจ์เนี่ย โอ้โหทุกข์มาก อย่างเนี้ยนะครับ 56.08
นี้คือลักษณะของกรุณาโดยสภาวะ
สา ปะระดุกขาปะนะยะนาการัปปวัตติลักขะณา
กรุณานั้นมีลักษณะที่เป็นไปโดยอาการกำจัดทุกข์ของผู้อื่น
มีลักษณะเป็นไป ปวัตติ คือ เป็นไป
เป็นไปโดยอาการกำจัดทุกข์ หรือนำความทุกข์ของคนอื่นไป กำจัดทุกข์ของผู้อื่น
ฉนั้นเวลาที่ในยุคปัจจุบัน 56.39
เราจึงรู้สึกว่าเวลาที่เราเห็นผู้อื่นเป็นทุกข์ เราอยากจะให้เขาหายทุกข์ เอาสตังค์ไปให้เขาบ้าง ไปช่วยเหลือเขาบ้าง เราจึงนิยมไปจัดความรู้สึกนั้นว่าเป็นกรุณา
แต่ความจริง ไม่ใช่ เพราะ กรุณานั้นเอาไว้ใช้ทำเป็นกัมมัฎฐาน ไม่ได้เกิดตลอดนะ
หลังๆมา คำว่า กรุณา ในภาษาไทย ก็เลยเพี้ยนไปเยอะในแง่ที่ว่าเราเห็นอกเห็นใจเขา เขาทุกข์เราก็ทุกข์ด้วย
ไอ้เขาทุกข์เราก็ทุกข์ด้วย มันเป็นอกุศลจิต มันเป็นโทมมนัสสเวทนา
กรุณาของเราเนี่ยจากกุศลชั้นสูง จากกุศลชั้นสมาธิดึงลงมาเป็นกุศลธรรมดา ดึงไปดึงมากลายเป็นอกุศลไปเลย 57.22
ฉนั้นภาษาไทยเรานี่ก็ยังพึ่งพาอาศัยไม่ค่อยได้ มันเป็นภาษาก็ต้องยอมๆกันไปน๊อ จะไปจริงจังกับคำสมมุติไม่ได้
แต่ถ้าเราจะเอาตามสภาวะต้องแบบนี้ นะ
ต้องเป็นสภาวะระดับสมาธิ
ฉนั้นพวกเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขา ถ้าเราพูดในฐานะที่เป็นพรหมวิหารเนี่ย จะต้องเป็นเรื่องของสมาธิเท่านั้น ก็คือเป็นเรื่องกัมมัฎฐานอย่างเดียว
57.51
ยิ่งถ้าเป็นอัปปมัญญาด้วยแล้วก็ต้องพูดระดับสูงไปเลย อย่างเดียว
อย่าเอามาพูดเป็นไปทำกรุณาเขาเมตตาเขาอันนี้ไม่ใช่สภาวะพวกนี้58.02
งั้นสภาวะไหนล่ะ
ก็ไปหาเอาเองนะ ลองหาดู มันอยู่แถวๆนี้ ลองหาดู
มันเกิดร่วมกันนี่ใช่ไม๊ ทำนองนี้นะครับ เอาล่ะ ต่อไป 58.14
กิจหน้าที่ของกรุณา
ปะระดุกขา สะหะนะระสา
กิจหน้าที่ของกรุณาก็คือ มีหน้าที่ หรือว่า มีกิจ ก็คือ ทนเห็นทุกข์ของคนอื่นไม่ได้ นะกิจของกรุณานะ
สะหะนะ ทนเห็น ทนเห็นทุกข์ไม่ได้ ทนเห็นทุกข์ของคนอื่นไม่อาจจะทนเห็นความทุกข์ของคนอื่น
ถ้าผมอุปมาแบบสูงสุดไว้ก่อนทุกคนจะได้เข้าใจได้สะดวกก็คือ ดูอย่างพระพุทธเจ้าของเรา เนี่ยนะ พระองค์ก็มีมหากรุณา พระองค์ทรงเห็นเราทุกข์ไม่ได้นะ พระองค์ก็เลยแสดงธรรมมะไว้เยอะแยะเลยเผื่อว่าวันหนึ่งพวกเราจะได้ตาสว่าง เรียนเข้าใจบ้างอะไรบ้าง ส่วนจะเข้าใจเมื่อไหร่ก็เรื่องของเราล่ะนะ แต่พระองค์อาศัยมหากรุณาเนี่ยแสดงไว้ซะเยอะเลย พอเยอะก็เป็นภาระของพวกเราที่ต้องมาเรียนนั่นเรียนนี่โอ้โหกว่าจะเข้าใจแต่ละเรื่อง
แต่นี่ก็ถือว่าพระองค์กรุณาแล้ว
ถ้าแสดงน้อยๆป่านนี้พระวินัยอาจจะหายหมดไปแล้วก็ได้
หรือเราไม่อาจจะเข้าใจอะไรได้เลย เพราะแสดงสั้นเกินไป เหมาะสำหรับคนปัญญาเยอะๆอย่างเดียว
แต่นี่พระองค์แสดงไว้โดยละเอียด พวกเราก็ยังมากล้อมแกล้ม มาบวกนั่น ผสมนี่ ค่อยๆเรียนไปก็ยังมีความเข้าใจขึ้นมาบ้าง พอเข้าใจไม๊ นะ
ฉนั้นพระพุทธเจ้าก็เรียกว่า มีมหากรุณา ตกทอดมาถึงพวกเราเลยตอนนี้
ฉนั้นพวกเราก็ได้รับ ความเยือกเย็นของมหากรุณา ที่พระองค์ทำไว้เรียบร้อย
อาการแสดงออกทั้งหลายเหล่านี้ก็ออกจากจิตของพระองค์
ฉนั้น กรุณานี้อยู่ที่จิตไม่ได้ตอนแสดงออกแล้ว พอเข้าใจไหม กรุณาอยู่ที่จิต
อันนี้แหละก็คือ ปะระดุกขา สะหะนะระสา
มีการทนเห็นทุกข์ของคนอื่นไม่ได้เป็นกิจ 1.0016
อะวิหิงสาปัจจุปัฎฐานา
มีอาการปรากฎ ก็คือ ความไม่เบียดเบียน ก็ภาวะไร้ความเบียดเบียน คิดเบียดเบียนไม่ได้ ไม่เบียดเบียนก็คือ หาแต่ทางที่จะช่วยเหลือ หาแต่ทางที่จะเกื้อกูล 1.00.34
ดุกขาภิภูตานัง อะนาถะภาวะทัสสะนะปะทัฎฐานา
กรุณามีเหตุใกล้ให้เกิด ก็คือ การเห็น ภาวะไร้ที่พึ่ง
สำหรับสัตว์ที่ถูกทุกข์ครอบงำ
เป็นเหตุใกล้ให้เกิด1.00.50
เห็น อะนาถะภาวะ ก็คือ ภาวะไร้ที่พึ่ง ของสัตว์ที่ถูกทุกข์ครอบงำ
เวลาถูกความทุกข์ครอบงำแล้ว สัตว์นี้ไม่มีที่พึ่งเลย นะอย่างนี้
เมื่อเห็นดังนี้แล้วเข้าใจอย่างนี้แล้ว ก็จะเกิดกรุณาขึ้น
นี้คือ ลักขณาทิจตุกะของ กรุณาเจตสิก นะครับ
น391
น255
ฉนั้นเวลาเรียนไปแล้ว1.01.17 ถ้าเรียนตามตัวหนังสือต่างๆ ท่านก็จะเห็นว่า เข้าใจค่อนข้างยากอยู่เหมือนกัน
ก็สมควรแล้วน๊อ นั่นแหละ ก็ค่อยเรียนเอาที่พอได้
อันไหนที่ยากเกินไปก็ปล่อยผ่านไปก่อน อย่างเงี้ย ก็ค่อยๆศึกษาไป1.01.34
-----
ฟังคลิปจากที่นี่