
- ดูจบหนักเอาเรื่องในแง่ของอารมณ์ที่รับสารที่ส่งมาแต่ละอย่างมันจี้ถูกใจเมื่อหนังเล่าผ่านมุมมองของครอบครัวหนึ่งที่ถูกมองข้ามจากรัฐถึงการให้ความสำคัญในฐานะพลเมืองที่อาศัยอยู่ในประเทศเดียวกัน ขนาดว่าดูไป 4-5 วันความรู้สึกที่รับชมตลอดเวลา 1 ชั่วโมง 52 นาทียังไหลวนอยู่ในหัวไม่จางหายกับสิ่งที่ตัวละครประสบกับการเปลี่ยนแปลงรายล้อมที่ยากจะรับมือและปรับตัวได้ทัน ด้วยสถานะที่เป็นอยู่ก็ยากจะเอื้อมไปแตะอยู่แล้ว ถึงไม่เคยทราบข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับประเทศเนปาลแต่ในแง่ความเป็นอยู่ผ่านวิถีชีวิตของตัวละครหรือสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ก็ไม่ตางอะไรกับบ้านเราที่เป็นประเทศกำลังพัฒนาเหมือนกันจนอยากรู้แล้วว่าจะพัฒนากี่โมง ? อะไรคือความเจริญ ? การได้เห็นนักการเมืองเดินสายอวดนโยบายขายฝันหรือเห็นขยะจำพวกขนมกรุบกรอบหรือขวดน้ำอัดลมแบรนด์ดังทิ้งเกลื่อนถนนที่ยังเป็นดินแดงอย่างนี้นี่คือบอกเพื่อนได้เต็มปากว่านีคือกลิ่นที่ปากกล่าวแล้วงั้นเหรอ ? แม้บางอย่างมีความแตกต่างในแง่ของเรื่องราวความเป็นมาแต่อดที่จะเปรียบเทียบไม่ได้กับสิ่งที่เห็นโดยเฉพาะในแง่ของความเหลื่อมล้ำ

- โดยรวมแม้หนังจะเดินไปข้างหน้าอย่างราบเรียบเป็นเส้นตรง ก็ได้เผลอวูบหลับจนได้ไป 3 ยก ทั้งที่เพิ่งออกตัวจากจุดเริ่มต้นไปครึ่งชั่วโมงแรก ด้วยเพราะอย่างแรกเพิ่งเข้ามาตอนหนัง Run ไปแล้ว 5 นาทีก็เห็นตอนที่ไอ้เจ้าลูกชายยืนตะโกนหาพ่อสุดเสียงตรงปลายเขาจนดันคิดถึงละครเรื่อง ผยอง (2536) ขึ้นมาบวกกับเหตุการณ์ยังสาละวนอยู่กับเรื่องไอ้เจ้าลูกชายไปเรียนสลับกับอยู่บ้านเป่ากบไปนานพอสมควรจนรู้สึกว่าเดินไม่ถึงไหนซะที ขนาดว่าวางปมหลักอย่างโทรทัศน์เจ้าปัญหาหรือปมรองอย่างการหายตัวไปของลูกสาวก็ไม่มีท่าทีว่าจะขยับแถมมีสถานการณ์อื่นเข้ามาแทรกทับถมจนเกิดความมึนเบลอ เมื่อจูนไม่ติดก็เลยขอตัววูบไปแล้วตื่นขึ้นมาจริงตอนที่ไอ้เจ้าลูกชายยืนดูพ่อกับแม่ทำไร่จนแม่ถามว่าทำไมป่านนี้ยังไม่ไปโรงเรียน ? แต่ไอ้ลูกชายพูดอะไรจำไม่ได้ท่าทางกวนตรีนจนทำให้อิแม่ของขึ้นแล้วตวาดไล่ไอ้เจ้าลูกชายจนรีบเดินไปอย่างไวทำให้ผมสะดุ้งขึ้นมาแล้วไม่หลับอีกเลย

- หลังจากเริ่มเข้าที่ตอนกลางเรื่องก็ค่อย ๆ ซึมซับความเป็น Drama จากคำพูดที่โดนใจเกือบทุกประโยคและการกระทำโดยเฉพาะ อารมณ์ฉุนของอิแม่ที่สงสัยตลอดว่าทำไมกูตื่นมาทุกทีจะต้องได้ยินเสียงอิแม่ไม่ด่าทอก็ทุบหัวไอ้เจ้าลูกชายตลอดเลยวะ จนมาเรียบเรียงได้เลยบางอ้อว่า เอ่อ ก็สมควรอยู่ เพราะพฤติกรรมของไอ้เจ้าลูกชายตัวดีที่วัน ๆ หาทำให้พ่อหนักใจให้แม่ปวดกบาลจนบ้านแตก ตรงจุดนี้โอเคดีว่าความอยากรู้ของเด็กวัยนี้เพียงแค่ต้องการความสนุกและการยอมรับจากพ่อแม่หรือเพื่อนฝูง ไม่ว่าจะโทรศัพท์มือถือของลุงข้างบ้านหรือแบกน้ำโค้กที่ได้จากไปรับจ๊อบนวดตรีนลุงเจ้าของร้านชำทยอยใส่ปากเพื่อนที่เรียกเสียงหัวเราะในความไร้เดียงสาได้เจ็บหัวเป็นระยะ ขณะเดียวกันมันสื่อด้วยว่ามันคือความภาคภูมิใจว่ากูเจ๋งนั่นแหล่ะ

- ด้วยความมีตัวละครเด็กเป็นตัวนำแน่นอนว่ามันถูกเป็น Fight บังคับว่าหน้าหนังต้องชูความสดใสเรียกแขกไว้แต่ไม่ปฏิเสธว่า Details ระหว่างทางมันส่งกลิ่นความ Serious จนขำไม่ออกว่าทำไมชีวิตมันแร้นแค้นจนหาความหวังไม่เจออย่างนี้วะ ? เมื่อเห็นสภาพความเป็นอยู่เหมือนถูก Set อยู่ในสมัยสงครามเย็นเมื่อ 60 ปีที่แล้วแถมบางที่ในปัจจุบันก็ยังมีสภาพเป็นแบบนั้นจนเหนื่อยใจกับความเละเทะของรัฐ ดีที่มี Score ประกอบประกบคู่ไม่ให้บรรยากาศหดหู่และเงียบเหงาไป ถึงมาไม่เยอะแต่ก็ช่วยดึงสติไม่ให้วูบหลับไปเหมือนช่วงแรก พอปมที่วางเริ่มขยับขึ้น ความอยากได้ของไอ้เจ้าลูกชายก็เร่งเครื่องถามตัวพ่อราวกับพ่อไปยืมตังลูกว่าเมื่อไหร่จะได้จนผมหมั่นไส้ในความเยอะของจนอยากเขกกบาลที่ไม่ดูสี่สนถึงความลำบากของพ่อแม่ที่วัน ๆ ขุดดินถางหญ้ากลางแดดบ้างว่ากว่าจะได้เงินมามันเหนื่อยยากแค่ไหน ? แล้วโทรทัศน์เครื่องราคาไม่ใช่บาท 2 บาทขนาดว่าเป็นของล้าสมัยไปแล้วเมื่อเทียบกับโทรศัพท์มือถือ ขณะเดียวกันปมลูกสาวที่หายตัวไปถูกยกมาพูดขึ้นอีกครั้งจนผมสงสัยแล้วว่าคุณเธอไปไหน ? จะโผล่ศีรษะมารายงานตัวกี่โมง ? อารมณ์มันเลยลุ่ม ๆ ดอน ๆ ตีคู่อย่างที่กล่าว

- ช่วงหลังราว 30 นาทีก่อนจาก ตัวหนังมุ่งเข้าสู่ way Drama ชวนเห็นใจเต็มที่ที่ไม่ได้ติดเล่นเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นที่พอใจสำหรับผมที่ไม่ต้องกั๊กแล้วว่าโทนเรื่องไม่ได้สดใสตามที่นำเสนอเลยสักนิด แม้จะมีอุปสรรคถาโถมใส่ไม่เลิกราก็ยังเห็นแสงส่องร่ำไรอยู่ปลายอุโมงตรงหน้าไกล ๆ ให้เอาใจช่วยตามตัวละครเริ่มมีไฟในการต่อสู้อีกครั้งจากการได้รับคำ Heel ใจจากลุงเจ้าของร้านชำจนลุกขึ้นยืนแล้วออกเดินทางไปในเมือง แต่ที่ไหนได้พอหวยออกมาเลขนี้ ผมนี้นั่งใจหายไปแวบตาโดยไม่ทันร้อง เฮ้ย ! ออกมาพร้อมกับเกิดคำถามปนเปถึงสิ่งที่ทำมาแต่ต้น ถึงไม่มีคำตอบชัดเจนโดยเฉพาะปมลูกสาวที่มีแต่ลมปากจนเกิดความสงสัยในใจว่าจะใส่มาเพื่อแต่พอคิดอีกมุมนอกจากเป็นกระจกสะท้อนกลับมาดูตัวเราในหลายแง่มิติที่เกิดขึ้นแล้วยังเชื่อมโยงกับสัจธรรมกึ่งปลงกึ่งขมขื่นว่าชีวิตคนเราไม่มีอะไรแน่นอนเลยจริง ๆ ต่อให้วางแผนวาดฝันมาอย่างดีก็ไม่ได้เป็นไปตามที่คิดทุกอย่าง ยิ่งกับคนจนที่มีต้นทุนต่ำแล้วแทบไม่มีสิทธิ์ไขว้คว้าหาโอกาสหรือกระทั่งออกแบบชีวิตเลยว่ากูจะเดินไปทางไหนในรัฐอนาถาที่ขับเคลื่อนด้วยทุนนิยมโดยมีกฎหมายครอบคลุมอีกชั้นเมื่อเทียบกับคนรวยที่มีโอกาสมีภาษีเอื้ออำนวยหาประโยชน์เข้ากระเป๋าดีกว่าขอแค่มีเงิน

ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
[CR] No.156 A Road to a Village (2023) : พ่อฮะ ไหน ‘โทรทัศน์” ที่ผมอยากด้ายยยย ?
- ดูจบหนักเอาเรื่องในแง่ของอารมณ์ที่รับสารที่ส่งมาแต่ละอย่างมันจี้ถูกใจเมื่อหนังเล่าผ่านมุมมองของครอบครัวหนึ่งที่ถูกมองข้ามจากรัฐถึงการให้ความสำคัญในฐานะพลเมืองที่อาศัยอยู่ในประเทศเดียวกัน ขนาดว่าดูไป 4-5 วันความรู้สึกที่รับชมตลอดเวลา 1 ชั่วโมง 52 นาทียังไหลวนอยู่ในหัวไม่จางหายกับสิ่งที่ตัวละครประสบกับการเปลี่ยนแปลงรายล้อมที่ยากจะรับมือและปรับตัวได้ทัน ด้วยสถานะที่เป็นอยู่ก็ยากจะเอื้อมไปแตะอยู่แล้ว ถึงไม่เคยทราบข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับประเทศเนปาลแต่ในแง่ความเป็นอยู่ผ่านวิถีชีวิตของตัวละครหรือสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ก็ไม่ตางอะไรกับบ้านเราที่เป็นประเทศกำลังพัฒนาเหมือนกันจนอยากรู้แล้วว่าจะพัฒนากี่โมง ? อะไรคือความเจริญ ? การได้เห็นนักการเมืองเดินสายอวดนโยบายขายฝันหรือเห็นขยะจำพวกขนมกรุบกรอบหรือขวดน้ำอัดลมแบรนด์ดังทิ้งเกลื่อนถนนที่ยังเป็นดินแดงอย่างนี้นี่คือบอกเพื่อนได้เต็มปากว่านีคือกลิ่นที่ปากกล่าวแล้วงั้นเหรอ ? แม้บางอย่างมีความแตกต่างในแง่ของเรื่องราวความเป็นมาแต่อดที่จะเปรียบเทียบไม่ได้กับสิ่งที่เห็นโดยเฉพาะในแง่ของความเหลื่อมล้ำ
- โดยรวมแม้หนังจะเดินไปข้างหน้าอย่างราบเรียบเป็นเส้นตรง ก็ได้เผลอวูบหลับจนได้ไป 3 ยก ทั้งที่เพิ่งออกตัวจากจุดเริ่มต้นไปครึ่งชั่วโมงแรก ด้วยเพราะอย่างแรกเพิ่งเข้ามาตอนหนัง Run ไปแล้ว 5 นาทีก็เห็นตอนที่ไอ้เจ้าลูกชายยืนตะโกนหาพ่อสุดเสียงตรงปลายเขาจนดันคิดถึงละครเรื่อง ผยอง (2536) ขึ้นมาบวกกับเหตุการณ์ยังสาละวนอยู่กับเรื่องไอ้เจ้าลูกชายไปเรียนสลับกับอยู่บ้านเป่ากบไปนานพอสมควรจนรู้สึกว่าเดินไม่ถึงไหนซะที ขนาดว่าวางปมหลักอย่างโทรทัศน์เจ้าปัญหาหรือปมรองอย่างการหายตัวไปของลูกสาวก็ไม่มีท่าทีว่าจะขยับแถมมีสถานการณ์อื่นเข้ามาแทรกทับถมจนเกิดความมึนเบลอ เมื่อจูนไม่ติดก็เลยขอตัววูบไปแล้วตื่นขึ้นมาจริงตอนที่ไอ้เจ้าลูกชายยืนดูพ่อกับแม่ทำไร่จนแม่ถามว่าทำไมป่านนี้ยังไม่ไปโรงเรียน ? แต่ไอ้ลูกชายพูดอะไรจำไม่ได้ท่าทางกวนตรีนจนทำให้อิแม่ของขึ้นแล้วตวาดไล่ไอ้เจ้าลูกชายจนรีบเดินไปอย่างไวทำให้ผมสะดุ้งขึ้นมาแล้วไม่หลับอีกเลย
- หลังจากเริ่มเข้าที่ตอนกลางเรื่องก็ค่อย ๆ ซึมซับความเป็น Drama จากคำพูดที่โดนใจเกือบทุกประโยคและการกระทำโดยเฉพาะ อารมณ์ฉุนของอิแม่ที่สงสัยตลอดว่าทำไมกูตื่นมาทุกทีจะต้องได้ยินเสียงอิแม่ไม่ด่าทอก็ทุบหัวไอ้เจ้าลูกชายตลอดเลยวะ จนมาเรียบเรียงได้เลยบางอ้อว่า เอ่อ ก็สมควรอยู่ เพราะพฤติกรรมของไอ้เจ้าลูกชายตัวดีที่วัน ๆ หาทำให้พ่อหนักใจให้แม่ปวดกบาลจนบ้านแตก ตรงจุดนี้โอเคดีว่าความอยากรู้ของเด็กวัยนี้เพียงแค่ต้องการความสนุกและการยอมรับจากพ่อแม่หรือเพื่อนฝูง ไม่ว่าจะโทรศัพท์มือถือของลุงข้างบ้านหรือแบกน้ำโค้กที่ได้จากไปรับจ๊อบนวดตรีนลุงเจ้าของร้านชำทยอยใส่ปากเพื่อนที่เรียกเสียงหัวเราะในความไร้เดียงสาได้เจ็บหัวเป็นระยะ ขณะเดียวกันมันสื่อด้วยว่ามันคือความภาคภูมิใจว่ากูเจ๋งนั่นแหล่ะ
- ด้วยความมีตัวละครเด็กเป็นตัวนำแน่นอนว่ามันถูกเป็น Fight บังคับว่าหน้าหนังต้องชูความสดใสเรียกแขกไว้แต่ไม่ปฏิเสธว่า Details ระหว่างทางมันส่งกลิ่นความ Serious จนขำไม่ออกว่าทำไมชีวิตมันแร้นแค้นจนหาความหวังไม่เจออย่างนี้วะ ? เมื่อเห็นสภาพความเป็นอยู่เหมือนถูก Set อยู่ในสมัยสงครามเย็นเมื่อ 60 ปีที่แล้วแถมบางที่ในปัจจุบันก็ยังมีสภาพเป็นแบบนั้นจนเหนื่อยใจกับความเละเทะของรัฐ ดีที่มี Score ประกอบประกบคู่ไม่ให้บรรยากาศหดหู่และเงียบเหงาไป ถึงมาไม่เยอะแต่ก็ช่วยดึงสติไม่ให้วูบหลับไปเหมือนช่วงแรก พอปมที่วางเริ่มขยับขึ้น ความอยากได้ของไอ้เจ้าลูกชายก็เร่งเครื่องถามตัวพ่อราวกับพ่อไปยืมตังลูกว่าเมื่อไหร่จะได้จนผมหมั่นไส้ในความเยอะของจนอยากเขกกบาลที่ไม่ดูสี่สนถึงความลำบากของพ่อแม่ที่วัน ๆ ขุดดินถางหญ้ากลางแดดบ้างว่ากว่าจะได้เงินมามันเหนื่อยยากแค่ไหน ? แล้วโทรทัศน์เครื่องราคาไม่ใช่บาท 2 บาทขนาดว่าเป็นของล้าสมัยไปแล้วเมื่อเทียบกับโทรศัพท์มือถือ ขณะเดียวกันปมลูกสาวที่หายตัวไปถูกยกมาพูดขึ้นอีกครั้งจนผมสงสัยแล้วว่าคุณเธอไปไหน ? จะโผล่ศีรษะมารายงานตัวกี่โมง ? อารมณ์มันเลยลุ่ม ๆ ดอน ๆ ตีคู่อย่างที่กล่าว
- ช่วงหลังราว 30 นาทีก่อนจาก ตัวหนังมุ่งเข้าสู่ way Drama ชวนเห็นใจเต็มที่ที่ไม่ได้ติดเล่นเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นที่พอใจสำหรับผมที่ไม่ต้องกั๊กแล้วว่าโทนเรื่องไม่ได้สดใสตามที่นำเสนอเลยสักนิด แม้จะมีอุปสรรคถาโถมใส่ไม่เลิกราก็ยังเห็นแสงส่องร่ำไรอยู่ปลายอุโมงตรงหน้าไกล ๆ ให้เอาใจช่วยตามตัวละครเริ่มมีไฟในการต่อสู้อีกครั้งจากการได้รับคำ Heel ใจจากลุงเจ้าของร้านชำจนลุกขึ้นยืนแล้วออกเดินทางไปในเมือง แต่ที่ไหนได้พอหวยออกมาเลขนี้ ผมนี้นั่งใจหายไปแวบตาโดยไม่ทันร้อง เฮ้ย ! ออกมาพร้อมกับเกิดคำถามปนเปถึงสิ่งที่ทำมาแต่ต้น ถึงไม่มีคำตอบชัดเจนโดยเฉพาะปมลูกสาวที่มีแต่ลมปากจนเกิดความสงสัยในใจว่าจะใส่มาเพื่อแต่พอคิดอีกมุมนอกจากเป็นกระจกสะท้อนกลับมาดูตัวเราในหลายแง่มิติที่เกิดขึ้นแล้วยังเชื่อมโยงกับสัจธรรมกึ่งปลงกึ่งขมขื่นว่าชีวิตคนเราไม่มีอะไรแน่นอนเลยจริง ๆ ต่อให้วางแผนวาดฝันมาอย่างดีก็ไม่ได้เป็นไปตามที่คิดทุกอย่าง ยิ่งกับคนจนที่มีต้นทุนต่ำแล้วแทบไม่มีสิทธิ์ไขว้คว้าหาโอกาสหรือกระทั่งออกแบบชีวิตเลยว่ากูจะเดินไปทางไหนในรัฐอนาถาที่ขับเคลื่อนด้วยทุนนิยมโดยมีกฎหมายครอบคลุมอีกชั้นเมื่อเทียบกับคนรวยที่มีโอกาสมีภาษีเอื้ออำนวยหาประโยชน์เข้ากระเป๋าดีกว่าขอแค่มีเงิน
ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้