อียิปต์และฝรั่งเศสกำลังเจรจาเรื่องเครื่องบินรบ Rafale และการถ่ายโอนเทคโนโลยี

รายงานข่าวเผยว่าอียิปต์กำลังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาระดับสูงกับฝรั่งเศส เพื่อจัดซื้อเครื่องบินรบรุ่น Dassault Rafale เพิ่มเติม ซึ่งนับเป็นการเคลื่อนไหวสำคัญในการเสริมศักยภาพของกองทัพอากาศ ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ข่าวด้านการทหาร Tactical Report การเจรจาครั้งนี้นอกจากเรื่องการซื้อเครื่องบินแล้วยังรวมถึงประเด็นการถ่ายโอนเทคโนโลยีระดับลึก ที่อาจเปิดทางให้อียิปต์สามารถผลิตชิ้นส่วนบางอย่างของเครื่องบินในประเทศเองได้ แม้ยังไม่มีแถลงการณ์จากรัฐบาลอียิปต์หรือฝรั่งเศส แต่กระแสข่าวดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไคโรในการปรับปรุงฝูงบินให้ทันสมัย
ขณะเดียวกัน บนโลกออนไลน์ก็เริ่มมีข่าวลือว่าอียิปต์อาจกำลังพิจารณาเครื่องบินรบ J-10C จากจีน ซึ่งกระตุ้นให้เกิดคำถามถึงแนวทางยุทธศาสตร์ของประเทศในการรักษาความสมดุลระหว่างพันธมิตรตะวันตกและตะวันออก Rafale ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่แบบสองเครื่องยนต์ที่ออกแบบมาให้รับมือได้ทุกสถานการณ์ ถือเป็นหนึ่งในเครื่องบินที่ทันสมัยที่สุดในยุคปัจจุบัน ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 1.8 มัค รัศมีการรบเกิน 1,850 กิโลเมตร และระบบอาวุธที่หลากหลาย เช่น ขีปนาวุธ Meteor และ MICA รวมถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศ SPECTRA ที่ครอบคลุม 360 องศา ทำให้มันเหมาะกับภารกิจหลากหลาย ตั้งแต่การรบกลางอากาศ การโจมตีทางบก ไปจนถึงภารกิจทางทะเลและนิวเคลียร์
อียิปต์ได้จัดซื้อ Rafale มาแล้ว 54 ลำ แบ่งเป็นสองรอบในปี 2015 และ 2021 ซึ่งทั้งหมดปฏิบัติการภายใต้กองบินยุทธวิธีที่ 203 และประจำการอยู่ที่ฐานทัพเกเบลเอลบาซูร์ บทบาทของ Rafale ถูกพิสูจน์แล้วจากการใช้จริง เช่น ปฏิบัติการในลิเบียเมื่อปี 2017 ที่ Rafale มีส่วนในการคุ้มกันแพ็คเกจโจมตีต่อกลุ่มรัฐอิสลาม ล่าสุดภายในปี 2023 Rafale ของอียิปต์ทำชั่วโมงบินทะลุ 10,000 ชั่วโมง แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญและประสิทธิภาพที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ข้อตกลงใหม่กับฝรั่งเศส หากบรรลุจริง จะขยายฝูงบิน Rafale เพิ่มขึ้นอีก แม้จำนวนยังไม่เปิดเผย แต่ที่น่าสนใจคือการเจรจาเรื่องการผลิตชิ้นส่วนภายในประเทศ เช่น ส่วนประกอบโครงเครื่องและระบบอิเล็กทรอนิกส์ นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้อียิปต์ลดการพึ่งพาการสนับสนุนจากต่างชาติในระยะยาว แนวโน้มการผลิตภายในประเทศไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะอียิปต์พยายามกระจายห่วงโซ่อุปทานมานาน อันเป็นผลจากข้อจำกัดทางการเมืองและความผิดหวังในอดีต เช่น การที่สหรัฐจำกัดการส่งออกขีปนาวุธ AIM-120 AMRAAM และฝรั่งเศสที่ระงับขีปนาวุธ Meteor จากดีลปี 2021 ทำให้อียิปต์ต้องมองหาทางเลือกใหม่
ข่าวลือเกี่ยวกับเครื่องบิน J-10C จากจีน จึงกลายเป็นประเด็นร้อน โดยเฉพาะหลังเครื่องบินรุ่นนี้ถูกนำมาโชว์ในงาน Egypt International Air Show ปี 2024 และมีรายงานว่านักบินอียิปต์ได้ฝึกบินกับ J-10S ในการซ้อมรบร่วมกับจีนในปี 2025 แม้โฆษกกระทรวงกลาโหมจีนจะออกมาปฏิเสธว่าเป็น “ข่าวปลอมโดยสิ้นเชิง” แต่การพบปะระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของสองประเทศยังคงกระตุ้นการคาดการณ์อย่างต่อเนื่อง
J-10C ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ WS-10B ความเร็วสูงสุด 1.8 มัค ระยะทำการรบประมาณ 2,000 กิโลเมตร พร้อมเรดาร์ AESA และอาวุธทันสมัย เช่น ขีปนาวุธ PL-15 และ PL-10 แม้ไม่ใช่เครื่องบินล่องหนแบบ F-35 แต่มีราคาถูกกว่ามาก โดยอยู่ที่ประมาณ 40-50 ล้านดอลลาร์ต่อเครื่อง เทียบกับ Rafale ที่สูงถึง 100 ล้านดอลลาร์ ปากีสถานเป็นประเทศเดียวที่นำ J-10C มาใช้จริง โดยซื้อ 25 ลำในปี 2022 เพื่อตอบโต้ Rafale ของอินเดีย
รายงานล่าสุดยังอ้างว่า J-10C มีบทบาทในการสู้รบกับอินเดียเมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 โดยมีข่าวว่าเครื่องบิน Rafale ของอินเดียถูกยิงตกอย่างน้อยหนึ่งลำ แม้จะยังไม่มีหลักฐานยืนยัน เช่น ซากเครื่องบินหรือข้อมูลจากกล่องดำ แต่ก็เพียงพอที่จะกระตุ้นการถกเถียงเรื่องความสามารถของ J-10C ว่าทัดเทียมกับเครื่องบินตะวันตกหรือไม่
หากอียิปต์หันมาสนใจ J-10C อย่างจริงจัง อาจเป็นเพราะต้องการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาประเทศตะวันตกและหลีกเลี่ยงผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน ซึ่งกระทบกับคำสั่งซื้อ Su-35 ที่ถูกยกเลิกมาแล้ว ปัจจุบันอียิปต์มี F-16 มากกว่า 200 ลำ MiG-29M/M2 จำนวน 46 ลำ แต่ก็ประสบปัญหาด้านเทคโนโลยีและการบำรุงรักษา J-10C ที่ราคาถูกและไร้เงื่อนไขทางการเมืองจึงกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่การมีหลายแพลตฟอร์มผสมกัน ทั้ง Rafale, F-16, MiG-29 และอาจรวมถึง J-10C ทำให้เกิดความท้าทายด้านโลจิสติกส์และระบบอาวุธที่ต้องบูรณาการอย่างซับซ้อน
ความเคลื่อนไหวของอียิปต์ยังรวมถึงการเจรจากับเกาหลีใต้เกี่ยวกับเครื่องบิน FA-50 โดยมีแผนซื้อถึง 100 ลำและอาจผลิตในประเทศด้วย FA-50 มีราคาเพียง 30 ล้านดอลลาร์ ติดตั้งเรดาร์ EL/M-2032 ของอิสราเอล เหมาะสำหรับภารกิจป้องกันอากาศและโจมตีเบา นับเป็นทางเลือกที่ถูกกว่า J-10C และ Rafale โดยยังคงความเข้ากันได้กับระบบตะวันตก ซึ่งจะช่วยในการผสานการทำงานกับฝูงบิน F-16 ของอียิปต์
ในภาพรวม ความพยายามของอียิปต์ในการจัดหาเครื่องบินรบใหม่ สะท้อนถึงแนวโน้มระดับโลกในการเสริมศักยภาพทางอากาศให้หลากหลายและทันสมัย Rafale เป็นตัวเลือกที่ผ่านสนามรบจริง มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับอยู่แล้ว ขณะที่ J-10C เสนอราคาที่น่าดึงดูดและความยืดหยุ่นทางการเมือง ส่วน FA-50 เป็นทางเลือกกลางที่สมดุลทั้งด้านงบประมาณและเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม การเลือกของอียิปต์ในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยีหรือต้นทุนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงยุทธศาสตร์ระดับชาติ การรักษาความสัมพันธ์กับพันธมิตรเดิม และการเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ บนเวทีภูมิรัฐศาสตร์โลกด้วย

อียิปต์และฝรั่งเศสกำลังเจรจาเรื่องเครื่องบินรบ Rafale และการถ่ายโอนเทคโนโลยี
ขณะเดียวกัน บนโลกออนไลน์ก็เริ่มมีข่าวลือว่าอียิปต์อาจกำลังพิจารณาเครื่องบินรบ J-10C จากจีน ซึ่งกระตุ้นให้เกิดคำถามถึงแนวทางยุทธศาสตร์ของประเทศในการรักษาความสมดุลระหว่างพันธมิตรตะวันตกและตะวันออก Rafale ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่แบบสองเครื่องยนต์ที่ออกแบบมาให้รับมือได้ทุกสถานการณ์ ถือเป็นหนึ่งในเครื่องบินที่ทันสมัยที่สุดในยุคปัจจุบัน ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 1.8 มัค รัศมีการรบเกิน 1,850 กิโลเมตร และระบบอาวุธที่หลากหลาย เช่น ขีปนาวุธ Meteor และ MICA รวมถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศ SPECTRA ที่ครอบคลุม 360 องศา ทำให้มันเหมาะกับภารกิจหลากหลาย ตั้งแต่การรบกลางอากาศ การโจมตีทางบก ไปจนถึงภารกิจทางทะเลและนิวเคลียร์
อียิปต์ได้จัดซื้อ Rafale มาแล้ว 54 ลำ แบ่งเป็นสองรอบในปี 2015 และ 2021 ซึ่งทั้งหมดปฏิบัติการภายใต้กองบินยุทธวิธีที่ 203 และประจำการอยู่ที่ฐานทัพเกเบลเอลบาซูร์ บทบาทของ Rafale ถูกพิสูจน์แล้วจากการใช้จริง เช่น ปฏิบัติการในลิเบียเมื่อปี 2017 ที่ Rafale มีส่วนในการคุ้มกันแพ็คเกจโจมตีต่อกลุ่มรัฐอิสลาม ล่าสุดภายในปี 2023 Rafale ของอียิปต์ทำชั่วโมงบินทะลุ 10,000 ชั่วโมง แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญและประสิทธิภาพที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ข่าวลือเกี่ยวกับเครื่องบิน J-10C จากจีน จึงกลายเป็นประเด็นร้อน โดยเฉพาะหลังเครื่องบินรุ่นนี้ถูกนำมาโชว์ในงาน Egypt International Air Show ปี 2024 และมีรายงานว่านักบินอียิปต์ได้ฝึกบินกับ J-10S ในการซ้อมรบร่วมกับจีนในปี 2025 แม้โฆษกกระทรวงกลาโหมจีนจะออกมาปฏิเสธว่าเป็น “ข่าวปลอมโดยสิ้นเชิง” แต่การพบปะระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของสองประเทศยังคงกระตุ้นการคาดการณ์อย่างต่อเนื่อง
J-10C ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ WS-10B ความเร็วสูงสุด 1.8 มัค ระยะทำการรบประมาณ 2,000 กิโลเมตร พร้อมเรดาร์ AESA และอาวุธทันสมัย เช่น ขีปนาวุธ PL-15 และ PL-10 แม้ไม่ใช่เครื่องบินล่องหนแบบ F-35 แต่มีราคาถูกกว่ามาก โดยอยู่ที่ประมาณ 40-50 ล้านดอลลาร์ต่อเครื่อง เทียบกับ Rafale ที่สูงถึง 100 ล้านดอลลาร์ ปากีสถานเป็นประเทศเดียวที่นำ J-10C มาใช้จริง โดยซื้อ 25 ลำในปี 2022 เพื่อตอบโต้ Rafale ของอินเดีย
รายงานล่าสุดยังอ้างว่า J-10C มีบทบาทในการสู้รบกับอินเดียเมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 โดยมีข่าวว่าเครื่องบิน Rafale ของอินเดียถูกยิงตกอย่างน้อยหนึ่งลำ แม้จะยังไม่มีหลักฐานยืนยัน เช่น ซากเครื่องบินหรือข้อมูลจากกล่องดำ แต่ก็เพียงพอที่จะกระตุ้นการถกเถียงเรื่องความสามารถของ J-10C ว่าทัดเทียมกับเครื่องบินตะวันตกหรือไม่
หากอียิปต์หันมาสนใจ J-10C อย่างจริงจัง อาจเป็นเพราะต้องการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาประเทศตะวันตกและหลีกเลี่ยงผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน ซึ่งกระทบกับคำสั่งซื้อ Su-35 ที่ถูกยกเลิกมาแล้ว ปัจจุบันอียิปต์มี F-16 มากกว่า 200 ลำ MiG-29M/M2 จำนวน 46 ลำ แต่ก็ประสบปัญหาด้านเทคโนโลยีและการบำรุงรักษา J-10C ที่ราคาถูกและไร้เงื่อนไขทางการเมืองจึงกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่การมีหลายแพลตฟอร์มผสมกัน ทั้ง Rafale, F-16, MiG-29 และอาจรวมถึง J-10C ทำให้เกิดความท้าทายด้านโลจิสติกส์และระบบอาวุธที่ต้องบูรณาการอย่างซับซ้อน
ความเคลื่อนไหวของอียิปต์ยังรวมถึงการเจรจากับเกาหลีใต้เกี่ยวกับเครื่องบิน FA-50 โดยมีแผนซื้อถึง 100 ลำและอาจผลิตในประเทศด้วย FA-50 มีราคาเพียง 30 ล้านดอลลาร์ ติดตั้งเรดาร์ EL/M-2032 ของอิสราเอล เหมาะสำหรับภารกิจป้องกันอากาศและโจมตีเบา นับเป็นทางเลือกที่ถูกกว่า J-10C และ Rafale โดยยังคงความเข้ากันได้กับระบบตะวันตก ซึ่งจะช่วยในการผสานการทำงานกับฝูงบิน F-16 ของอียิปต์
ในภาพรวม ความพยายามของอียิปต์ในการจัดหาเครื่องบินรบใหม่ สะท้อนถึงแนวโน้มระดับโลกในการเสริมศักยภาพทางอากาศให้หลากหลายและทันสมัย Rafale เป็นตัวเลือกที่ผ่านสนามรบจริง มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับอยู่แล้ว ขณะที่ J-10C เสนอราคาที่น่าดึงดูดและความยืดหยุ่นทางการเมือง ส่วน FA-50 เป็นทางเลือกกลางที่สมดุลทั้งด้านงบประมาณและเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม การเลือกของอียิปต์ในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยีหรือต้นทุนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงยุทธศาสตร์ระดับชาติ การรักษาความสัมพันธ์กับพันธมิตรเดิม และการเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ บนเวทีภูมิรัฐศาสตร์โลกด้วย