สวัสดีครับ ผมจะมาเล่าประสบการณ์ชีวิตของตัวเองให้ฟังกับการเป็นหนี้และหนทางการใช้หนี้
โปรไฟล์การศึกษาผม อาชีพผมถือว่ามีเกียรติระดับแนวหน้าในประเทศไทย ผมจบ ป.ตรี วิศวกรรมศาสตร์ สาขา เครื่องกล
ปริญญาโท NIDA ตั้งแต่เรียนมาจนจบออกมาทำงาน หลักสูตรในประเทศไทยไม่มีใครสอนเรื่องเงิน การใช้เงิน การเป็นหนี้ การพัฒนาตัวเองให้รวย
ไม่งั้นคนก็อยากรวยกันทั้งประเทศแล้วแหละจริงมั้ยครับ ตั้งแต่เรียนจบมาทำงาน เรื่องเงินสำหรับผมคือรอรับเงินเดือนจากราชการ และกู้ธนาคาร
ทางอื่นไม่มีหาไม่เป็น ชีวิตช่วงวัยรุ่นหรูหรา ฟู่ฟ่า ขับรถยนต์ดีๆ เที่ยวกลางคืน หาเงินทางอื่นไม่เป็นนอกจากรอเงินเดือน ชีวิตอยู่ได้ด้วยการกู้ๆๆๆ กู้จนกู้ไม่ผ่านเพราะเงินไม่พอให้กู้นั่นแหละ
รวบรัดตัดตอนมาที่เวลาผ่านไป 10 ปี ผมก่อหนี้สหกรณ์+ะนาคาร ยอดรวมประมาณ 2700000 บาท โดยเป็นหนี้ที่ไม่ใช่หนี้บ้าน เป็นหนี้สินเชื่อทั่วไปอยากเอาไปซื้ออะไรก็ซื้อ การกู้ตอนนั้นที่คิดคือ หักแล้วเหลือเงินเดือนกี่บาท หรือตามที่ะนาคารขีดเส้นให้เงินเหลือเท่านี้
ผมพยายามหารายได้เสริมแต่ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จเลยจากการทำธุรกิจ ณ ตอนนั้นคิดแค่ว่าให้มันผ่านไปเป็นเดือนๆ ไปก็พอ รอดไปเป็นสัปดาห์ไป
เมื่อมีปัญหาเรื่องเงินเงินไม่พอใช้ สิ่งที่ตามมาคือ แฟน สุดท้ายต้องเลิกรากันไป ยุคนี้ไม่มีใครมากัดก้อนเกลือกินแล้ว ทำให้เราต้องใช้ชีวิตคนเดียวท่ามกลางพายุหนี้ที่ก่อไว้เอง และการมีปัญหาเรื่องเงิน สิ่งที่ตามมาอีกอย่างคือติดเครดิตบูโร ไม่สามารถกู้อะไรได้เลย แม้แต่รถมอเตอร์ไซค์ยังกู้ไม่ผ่าน แต่ต้องบอกสถานภาพนะว่าผมมีรถยนต์แล้ว 1 คัน มอเตอร์ไซค์ 1 คันที่ไม่ต้องผ่อนมีเล่มครบหมด
มาถึงจุดๆ หนึ่งที่ผมอยากปฏิวัติตัวเอง เพราะเรามองอนาคต ถ้าอยู่แบบนี้ไปจนอายุ 60 มีนคงไม่มีอะไรดีขึ้นมาแน่นอน เงินเดือนต้องโดนหักหนี้ไปจนเกษียณ จนถึงออกมา บำนาญยังมาโดนตามหักต่อ ผมเหลือเงินเดือนละ 4000 ต้องเอาชีวิตให้รอด พร้อมกับตัวต้องไปทำงานทุกวัน
ผมไม่เคยมองเรื่องการมีบ้านที่ดิน เพราะมันเป็นเรื่องไกลตัว ค่านิยมถูกปลูกฝังมาจากพ่อแม่ว่าบ้านคือสิ่งที่มีหลังสุดเพราะมันแพงสุด แต่จนตอนนี้ติดเครดิตบูโร ไม่สามารถจะซื้ออะไรได้เลย
เมื่อปี 62 ผมกู้เงินสหกรณ์ได้เงินก้อนมาประมาณ 300000 ผมคิดเสมอว่าเงินก้อนนี้จะเอาไปใช้เล่นๆ แบบที่เคยทำมาไม่ได้แล้ว เพราะถ้าหมดคือต้องรออีกหลายปี ขณะเดียวกันต้องใช้เงินเดือนละ 5000 เพราะโดนหักเหลือแค่นี้ มันทรมานมากกับที่ผ่านมารสชาติ นี้ผมเชื่อว่าหลายคนเคยเจอ
มาเล่าต่อว่า ก่อนนั้นผมหาข้อมูลมาตลอดจะทำอะไรดี ถ้ามีเงินจะทำอะไรให้มันงอกเงย
แล้วผมก็ตัดสินใจเอาเงินกู้บางส่วนซื้อที่ดินแปลงนึง กะไว้ว่าเกษียณจะได้ไปสร้างบ้านอยู่ตอนแก่ แต่สุดท้ายเกิดไรขึ้นรู้มั้ยครับ ก็เอาเงินกู้มาซื้อแล้วเอามาซื้อแล้วเงินมันก็จม สุดท้ายผมต้องได้ขายที่ดินแปลงนี้ไปทั้งที่เสียดาย ค้องบอกก่อนว่าก่อนซื้อที่ดินแปลงนี้ผมรู้อยู่แล้วว่าผมซื้อมาขายผมได้กำไรทันทีแต่ผมไม่ขายเพราะเสียดาย สุดท้ายได้ขายไปพร้อมกับได้กำไรมา แสนกว่าบาท ตอนนั้นคือ โห กำไรแม่มเป็นแสนเลยเหรอวะ แล้วผมก็เอาเงินจากการขายได้ไปซื้อมาใหม่ แล้วทีนี้มันเป็นการซื้อมาขายไปผมสามารถทำเงินต้น 100000 ให้เป็น 1000000 ในเวลา 8 เดือน
จากการทำเงินล้านได้ มันทำให้ผมมองตัวเอง จากคน จน เป็นคนจะรวย ผมเห็นความแตกต่างของคนจนกับคนรวย ทำไมคนนี้ถึงรวย และทำไมคนนั้นถึงจน
พอจะสรุปจากประสบการณ์ตัวเองเท่าที่นึกออกคือ
1. เงินสดสำคัญมากๆ และมีพลังมากๆๆๆ
2. คุณต้องรุ้จักยับยั้งกิเลสตัวเอง อยากได้อะไรอดทนไว้ก่อน เอาเงินสดที่คุณมีไปทำให้มันงอกเงยขึ้นมาก่อน แล้วค่อยเอากำไรไปซื้อ โดยให้เงินต้นบิ่นน้อยสุด
3. เมื่อคุณออกรบ หากคิดอยากชนะ คุณต้องมีการวางแผน ทุกสิ่งอย่างเกิดจากการวางแผน มีแผนแรก และมีแผนสำรอง
4. มนุษย์เงินเดือนทั่วไป คุณไม่สามารถเอาชนะวงจรที่จะหลุดจากหนี้ได้ง่ายๆ ถ้าคุณเอาแค่เงินเดือนไปจ่ายมัน เพราะค่าครองชีพต่างๆ มันเยอะมาก แพงมาก ต่อให้เงินเดือน 50000 ถ้าใช้อย่างเดียวไม่มีรายได้ทางอื่นยังไงก็แพ้
5. เวลาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด มันไม่สามารถย้อนกลับไปได้ คุณแก่แล้วคุณย้อนเวลาให้คุณกลับมาหนุ่มสาวไม่ได้ ตอนหนุ่มคุณทำงานจ่ายดอกเบี้ยให้ธนาคาร พร้อมกับค่าครองชีพต่างๆ ที่แพงสิ่งของเครื่องใช้ ของอำนวยความสะดวกต่างๆ
6. เหมือนคุณชกมวยกับธนาคาร ชกไป 100 นึง โดนธนาคารจริง 50 อีก 50 เป้นดอกเบี้ย คุณไม่มีทางชนะถ้าคุณเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ทางเดียว เว้น พ่อแม่คุณรวย สามีภรรยาคุณรวย
7. คุณต้องกล้าตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่กล้าตัดสินใจตามการวัดดวง ผมซื้อขายบ้านที่ดิน ไม่เคยใช้ดวง มันมีแต่ความเป็นเหตุเป็นผล มีตรรกะ ที่พิสูจน์ได้ แต่ถ้าคุณจะมีดวงนั่นคือโชคของคุณ แต่มันจะไม่ใช่มีดวงเสมอไปแน่นอนใครจะไปโชคดีตลอดชีวิต
8. กล้าทำกล้าคิดจากกรอบเดิมๆ มีความมั่นใจในตัวเอง
9. เพื่อนในที่ทำงานถามผมว่า ซื้อบ้านมาขาย แล้วถ้าขายไม่ได้ละ จะทำยังไง เงินจม บลาๆๆๆ ผมตอบเค้ากลับไปว่า นั่นมันเป็นหน้าที่คุณไม่ใช่หน้าที่ผม ในขณะที่คุณตั้งใจทำงานเพื่อเงินเดือน วันละ 1500 แล้วกำไรขายบ้านนี่เป็นแสน ผมถามว่าถ้าคุณอยากได้เงินแสนคุณค้องทำยังไงละ คุณต้องหาข้อมูล เรียนรู้ศึกษา ก่อนที่คุณจะตัดสินใจซื้อของราคาหลายๆ แสน หรือเป็นล้าน เพื่อมาขาย คุณต้องคิดเรื่องอะไรบ้าง และอะไรที่ทำให้คุณกล้าตัดสินใจซื้อมัน
10. หยุดซื้อของฟุ่มเฟือยแล้วคิดศึกษา หนทางว่าอะไรที่มันเหมาะกับเรา เราถนัด แล้วเอาเงินมาลงทุนทำมัน
11. ในโลกนี้มีคนอยู่ 2 แบบ คือ 1.พ่อค้าแม่ค้า 2.ผู้บริโภค คุณลองสังเกตรอบตัวคุณดูว่า รอบตัวคุณ 1 หรือ 2 ที่รวยมากกว่ากัน
12. ถ้าไม่มีทักษะการขายสินค้ามาก่อน ลองเอาของใช้มือสองของตัวเองที่ไม่ใช้ ซักชิ้นนึง มาลองขายดู อาจจะลงขายในโซเชี่ยล
เพราะการขายมันจะฝึกทักษะให้คุณว่า ของชิ้นนี้คุณควรตั้งราคากี่บาท ถ้าลูกค้าต่อรองราคามาจะลดกี่บาท ได้กำไรกี่บาท มันคือทักษะ
13. การหลุดพ้นจากปัญหาเรื่องเงินคือการมีเงิน
14. สุดท้ายผมแค่อยากมาแชร์ประสบการณ์ตัวเอง ผมไม่ใช่คนเก่งอะไร ไม่ได้มาอวดอ้าง แค่อยากแชร์เท่านั้น หวังว่าที่ผมพิมมาคงจะสามารถทำให้ชีวิตคนๆ นึง เปลี่ยนได้ ผมก็ถือว่าผมได้ทำบุญแล้ว
ผมจะมาเล่าประสบการณ์เป็นหนี้และวิธีแก้หนี้ของผม
โปรไฟล์การศึกษาผม อาชีพผมถือว่ามีเกียรติระดับแนวหน้าในประเทศไทย ผมจบ ป.ตรี วิศวกรรมศาสตร์ สาขา เครื่องกล
ปริญญาโท NIDA ตั้งแต่เรียนมาจนจบออกมาทำงาน หลักสูตรในประเทศไทยไม่มีใครสอนเรื่องเงิน การใช้เงิน การเป็นหนี้ การพัฒนาตัวเองให้รวย
ไม่งั้นคนก็อยากรวยกันทั้งประเทศแล้วแหละจริงมั้ยครับ ตั้งแต่เรียนจบมาทำงาน เรื่องเงินสำหรับผมคือรอรับเงินเดือนจากราชการ และกู้ธนาคาร
ทางอื่นไม่มีหาไม่เป็น ชีวิตช่วงวัยรุ่นหรูหรา ฟู่ฟ่า ขับรถยนต์ดีๆ เที่ยวกลางคืน หาเงินทางอื่นไม่เป็นนอกจากรอเงินเดือน ชีวิตอยู่ได้ด้วยการกู้ๆๆๆ กู้จนกู้ไม่ผ่านเพราะเงินไม่พอให้กู้นั่นแหละ
รวบรัดตัดตอนมาที่เวลาผ่านไป 10 ปี ผมก่อหนี้สหกรณ์+ะนาคาร ยอดรวมประมาณ 2700000 บาท โดยเป็นหนี้ที่ไม่ใช่หนี้บ้าน เป็นหนี้สินเชื่อทั่วไปอยากเอาไปซื้ออะไรก็ซื้อ การกู้ตอนนั้นที่คิดคือ หักแล้วเหลือเงินเดือนกี่บาท หรือตามที่ะนาคารขีดเส้นให้เงินเหลือเท่านี้
ผมพยายามหารายได้เสริมแต่ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จเลยจากการทำธุรกิจ ณ ตอนนั้นคิดแค่ว่าให้มันผ่านไปเป็นเดือนๆ ไปก็พอ รอดไปเป็นสัปดาห์ไป
เมื่อมีปัญหาเรื่องเงินเงินไม่พอใช้ สิ่งที่ตามมาคือ แฟน สุดท้ายต้องเลิกรากันไป ยุคนี้ไม่มีใครมากัดก้อนเกลือกินแล้ว ทำให้เราต้องใช้ชีวิตคนเดียวท่ามกลางพายุหนี้ที่ก่อไว้เอง และการมีปัญหาเรื่องเงิน สิ่งที่ตามมาอีกอย่างคือติดเครดิตบูโร ไม่สามารถกู้อะไรได้เลย แม้แต่รถมอเตอร์ไซค์ยังกู้ไม่ผ่าน แต่ต้องบอกสถานภาพนะว่าผมมีรถยนต์แล้ว 1 คัน มอเตอร์ไซค์ 1 คันที่ไม่ต้องผ่อนมีเล่มครบหมด
มาถึงจุดๆ หนึ่งที่ผมอยากปฏิวัติตัวเอง เพราะเรามองอนาคต ถ้าอยู่แบบนี้ไปจนอายุ 60 มีนคงไม่มีอะไรดีขึ้นมาแน่นอน เงินเดือนต้องโดนหักหนี้ไปจนเกษียณ จนถึงออกมา บำนาญยังมาโดนตามหักต่อ ผมเหลือเงินเดือนละ 4000 ต้องเอาชีวิตให้รอด พร้อมกับตัวต้องไปทำงานทุกวัน
ผมไม่เคยมองเรื่องการมีบ้านที่ดิน เพราะมันเป็นเรื่องไกลตัว ค่านิยมถูกปลูกฝังมาจากพ่อแม่ว่าบ้านคือสิ่งที่มีหลังสุดเพราะมันแพงสุด แต่จนตอนนี้ติดเครดิตบูโร ไม่สามารถจะซื้ออะไรได้เลย
เมื่อปี 62 ผมกู้เงินสหกรณ์ได้เงินก้อนมาประมาณ 300000 ผมคิดเสมอว่าเงินก้อนนี้จะเอาไปใช้เล่นๆ แบบที่เคยทำมาไม่ได้แล้ว เพราะถ้าหมดคือต้องรออีกหลายปี ขณะเดียวกันต้องใช้เงินเดือนละ 5000 เพราะโดนหักเหลือแค่นี้ มันทรมานมากกับที่ผ่านมารสชาติ นี้ผมเชื่อว่าหลายคนเคยเจอ
มาเล่าต่อว่า ก่อนนั้นผมหาข้อมูลมาตลอดจะทำอะไรดี ถ้ามีเงินจะทำอะไรให้มันงอกเงย
แล้วผมก็ตัดสินใจเอาเงินกู้บางส่วนซื้อที่ดินแปลงนึง กะไว้ว่าเกษียณจะได้ไปสร้างบ้านอยู่ตอนแก่ แต่สุดท้ายเกิดไรขึ้นรู้มั้ยครับ ก็เอาเงินกู้มาซื้อแล้วเอามาซื้อแล้วเงินมันก็จม สุดท้ายผมต้องได้ขายที่ดินแปลงนี้ไปทั้งที่เสียดาย ค้องบอกก่อนว่าก่อนซื้อที่ดินแปลงนี้ผมรู้อยู่แล้วว่าผมซื้อมาขายผมได้กำไรทันทีแต่ผมไม่ขายเพราะเสียดาย สุดท้ายได้ขายไปพร้อมกับได้กำไรมา แสนกว่าบาท ตอนนั้นคือ โห กำไรแม่มเป็นแสนเลยเหรอวะ แล้วผมก็เอาเงินจากการขายได้ไปซื้อมาใหม่ แล้วทีนี้มันเป็นการซื้อมาขายไปผมสามารถทำเงินต้น 100000 ให้เป็น 1000000 ในเวลา 8 เดือน
จากการทำเงินล้านได้ มันทำให้ผมมองตัวเอง จากคน จน เป็นคนจะรวย ผมเห็นความแตกต่างของคนจนกับคนรวย ทำไมคนนี้ถึงรวย และทำไมคนนั้นถึงจน
พอจะสรุปจากประสบการณ์ตัวเองเท่าที่นึกออกคือ
1. เงินสดสำคัญมากๆ และมีพลังมากๆๆๆ
2. คุณต้องรุ้จักยับยั้งกิเลสตัวเอง อยากได้อะไรอดทนไว้ก่อน เอาเงินสดที่คุณมีไปทำให้มันงอกเงยขึ้นมาก่อน แล้วค่อยเอากำไรไปซื้อ โดยให้เงินต้นบิ่นน้อยสุด
3. เมื่อคุณออกรบ หากคิดอยากชนะ คุณต้องมีการวางแผน ทุกสิ่งอย่างเกิดจากการวางแผน มีแผนแรก และมีแผนสำรอง
4. มนุษย์เงินเดือนทั่วไป คุณไม่สามารถเอาชนะวงจรที่จะหลุดจากหนี้ได้ง่ายๆ ถ้าคุณเอาแค่เงินเดือนไปจ่ายมัน เพราะค่าครองชีพต่างๆ มันเยอะมาก แพงมาก ต่อให้เงินเดือน 50000 ถ้าใช้อย่างเดียวไม่มีรายได้ทางอื่นยังไงก็แพ้
5. เวลาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด มันไม่สามารถย้อนกลับไปได้ คุณแก่แล้วคุณย้อนเวลาให้คุณกลับมาหนุ่มสาวไม่ได้ ตอนหนุ่มคุณทำงานจ่ายดอกเบี้ยให้ธนาคาร พร้อมกับค่าครองชีพต่างๆ ที่แพงสิ่งของเครื่องใช้ ของอำนวยความสะดวกต่างๆ
6. เหมือนคุณชกมวยกับธนาคาร ชกไป 100 นึง โดนธนาคารจริง 50 อีก 50 เป้นดอกเบี้ย คุณไม่มีทางชนะถ้าคุณเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ทางเดียว เว้น พ่อแม่คุณรวย สามีภรรยาคุณรวย
7. คุณต้องกล้าตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่กล้าตัดสินใจตามการวัดดวง ผมซื้อขายบ้านที่ดิน ไม่เคยใช้ดวง มันมีแต่ความเป็นเหตุเป็นผล มีตรรกะ ที่พิสูจน์ได้ แต่ถ้าคุณจะมีดวงนั่นคือโชคของคุณ แต่มันจะไม่ใช่มีดวงเสมอไปแน่นอนใครจะไปโชคดีตลอดชีวิต
8. กล้าทำกล้าคิดจากกรอบเดิมๆ มีความมั่นใจในตัวเอง
9. เพื่อนในที่ทำงานถามผมว่า ซื้อบ้านมาขาย แล้วถ้าขายไม่ได้ละ จะทำยังไง เงินจม บลาๆๆๆ ผมตอบเค้ากลับไปว่า นั่นมันเป็นหน้าที่คุณไม่ใช่หน้าที่ผม ในขณะที่คุณตั้งใจทำงานเพื่อเงินเดือน วันละ 1500 แล้วกำไรขายบ้านนี่เป็นแสน ผมถามว่าถ้าคุณอยากได้เงินแสนคุณค้องทำยังไงละ คุณต้องหาข้อมูล เรียนรู้ศึกษา ก่อนที่คุณจะตัดสินใจซื้อของราคาหลายๆ แสน หรือเป็นล้าน เพื่อมาขาย คุณต้องคิดเรื่องอะไรบ้าง และอะไรที่ทำให้คุณกล้าตัดสินใจซื้อมัน
10. หยุดซื้อของฟุ่มเฟือยแล้วคิดศึกษา หนทางว่าอะไรที่มันเหมาะกับเรา เราถนัด แล้วเอาเงินมาลงทุนทำมัน
11. ในโลกนี้มีคนอยู่ 2 แบบ คือ 1.พ่อค้าแม่ค้า 2.ผู้บริโภค คุณลองสังเกตรอบตัวคุณดูว่า รอบตัวคุณ 1 หรือ 2 ที่รวยมากกว่ากัน
12. ถ้าไม่มีทักษะการขายสินค้ามาก่อน ลองเอาของใช้มือสองของตัวเองที่ไม่ใช้ ซักชิ้นนึง มาลองขายดู อาจจะลงขายในโซเชี่ยล
เพราะการขายมันจะฝึกทักษะให้คุณว่า ของชิ้นนี้คุณควรตั้งราคากี่บาท ถ้าลูกค้าต่อรองราคามาจะลดกี่บาท ได้กำไรกี่บาท มันคือทักษะ
13. การหลุดพ้นจากปัญหาเรื่องเงินคือการมีเงิน
14. สุดท้ายผมแค่อยากมาแชร์ประสบการณ์ตัวเอง ผมไม่ใช่คนเก่งอะไร ไม่ได้มาอวดอ้าง แค่อยากแชร์เท่านั้น หวังว่าที่ผมพิมมาคงจะสามารถทำให้ชีวิตคนๆ นึง เปลี่ยนได้ ผมก็ถือว่าผมได้ทำบุญแล้ว