“การศึกษาคือการลงทุน ที่น้อยที่สุด” เปิดศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติ สังคมไทยได้อะไร?

จำเป็นด้วยหรอ ที่ต้องจัดการศึกษาในระบบให้ลูกหลานแรงงาน? ประเด็นวิพากษ์ในวงสังคมเช่นนี้ เกิดขึ้นไม่ได้ขาด โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ปิดศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติ ราวปลายปีก่อน
.
จากเหตุการณ์ปิดศูนย์การเรียนมิตตาเย๊ะ จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 67 ได้จุดกระแสและการตั้งคำถามถึงการจัดการศึกษา ให้กับกลุ่มลูกหลานแรงงานข้ามชาติ ที่หลายฝ่ายกังวล เรื่องของความมั่นคงและงบประมาณที่ถูกใช้ไปกับศูนย์การเรียนเหล่านี้
.
นำมาซึ่งมติจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 68 ซึ่งขานรับข้อเสนอแนะ ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เสนอไป เพราะมองว่าการปิดศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติ จะกระทบต่อสิทธิด้านการศึกษา
.
เพื่อทำความเข้าใจข้อเท็จจริง ของศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติให้มากขึ้น ทางสำนักข่าว TODAY ได้เดินทางไปยัง อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อพูดคุยกับ ศิราพร แก้วสมบัติ ตัวแทนจากมูลนิธิช่วยไร้พรมแดน (Help Without Frontiers Foundation Thailand)
.
ด้วยบริบทที่ต้องดูแลศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติ 10 แห่ง ครอบคลุมนักเรียนกว่า 2,400 คน ภายใต้การดูแลของครูอาสาสมัครนับ 100 คน ศิราพร น่าจะช่วยคลี่คลายความสงสัย ที่ผู้คนมีต่อศูนย์การเรียนฯ เหล่านี้ได้ไม่น้อย
.
[ศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติ มาได้ยังไง?]
.
คงต้องย้อนไปกว่า 40 ปีมาแล้ว ศิราพร เล่าถึงความเป็นมาของ ศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติ ที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับค่ายผู้ลี้ภัยทั้ง 9 แห่ง ช่วงปี พ.ศ. 2527 ซึ่งมีผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงและกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ หลบหนีความขัดแย้ง และการปราบปรามจากรัฐบาลทหารเมียนมา
.
จนเกิดศูนย์การเรียนฯ แห่งแรกขึ้น อยู่ในพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ให้การเรียนการสอนในภาษากะเหรี่ยง และด้วยปัญหาความขัดแย้งในประเทศเมียนมาที่ขยายวงขึ้น ทำให้เกิดศูนย์การเรียนเพิ่มมากขึ้นตาม เช่น ศูนย์การเรียนภาษาพม่า, มอญ เป็นต้น โดยศูนย์การเรียนส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ชายแดน
.
“เด็กเหล่านี้ข้ามมาฝั่งไทยด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย เมื่อเหตุการณ์ในเมียนมาสงบลง คนเหล่านี้ก็อยากกลับบ้าน จึงอยากเรียนในภาษาที่พวกเขาสามารถกลับไปเรียนต่อได้”
.
ศิราพร อธิบายว่า ศูนย์การเรียนฯ ก็เหมือนโรงเรียนทั่วไป เป็นพื้นที่ทางการศึกษาให้กับเด็กที่ไม่ใช่คนไทย ส่วนใหญ่เป็นลูกหลานแรงงานข้ามชาติ เด็กบางส่วนไม่ได้เกิดในประเทศไทย จึงทำให้ไม่ได้ใช้ภาษาไทยในการสื่อสาร จึงยากลำบากในการให้เด็กเหล่านี้เข้าสู่ระบบการศึกษาไทย
.
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สังคมไทย ตั้งคำถามต่อการเกิดขึ้นของศูนย์การเรียนฯ จำนวนมากทั่วประเทศ ทั้งที่จริงแล้วใน จ.ตาก มีโมเดลศูนย์การเรียนฯ มาแล้วกว่า 30 ปี คือเหตุการณ์รัฐประหารในประเทศเมียนมา ปี 2564 ครั้งนั้นเป็นปัจจัยผลักให้ชาวเมียนมาอพยพมาเป็นแรงงานในประเทศไทยมากขึ้น และทำให้เด็กชาวเมียนมา มีแนวโน้มที่จะต้องอยู่อาศัยในเมืองไทยในระยะยาว
.
“พื้นที่ที่เกิดปัญหา เช่น จ.สุราษฎร์ธานี ไม่เคยมีศูนย์การเรียนฯ มาก่อน ปีแรกของศูนย์การเรียนมิตตาเย๊ะ มีเด็กนักเรียน 100 คน แต่ปีที่ 2 เพิ่มมาเป็น 1,000 คน ทำให้เกิดการตั้งคำถามจากชุมชนโดยรอบว่าทำไมมีเด็กพม่าเยอะ”
.
เหตุการณ์ดังกล่าว นำมาซึ่งการร้องเรียนไปยังกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จนเกิดคำสั่งปิดศูนย์การเรียนฯ ทั่วประเทศ
.
ทว่า สถานการณ์ที่ จ.ตาก กลับแตกต่างออกไป ศูนย์การเรียนทั้ง 63 แห่ง ยังคงดำเนินการต่อไปได้ ภายใต้การกำกับดูแลจากศูนย์ประสานงานการจัดการศึกษาเด็กต่างด้าว (MECC) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ซึ่งเป็นเพียงจังหวัดเดียวในประเทศไทยที่มีกลไกนี้
.
ศิราพร เล่าว่า ภายใน จ.ตากรู้ดีว่า การปิดศูนย์การเรียนไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาใดเลย มีแต่จะเพิ่มปัญหาให้กับหลายฝ่าย ตั้งแต่โรงเรียน สถานประกอบการ และชุมชนโดยรอบ
.
[ปิดศูนย์การเรียนไม่ใช่วิธีการแก้]
.
“ถ้าไม่มีศูนย์การเรียนจะยิ่งเป็นปัญหาใหญ่ แทนที่จะเปิดศูนย์การเรียนให้พวกเขาได้เรียนอย่างเปิดเผย ให้หน่วยงานจากภายนอกไปกำกับดูแลได้ พอถูกสั่งห้าม เขาก็ต้องแอบเรียนกันตามห้องเช่า”
.
ศิราพร กล่าวถึง ผลกระทบที่ตามมาจากการปิดศูนย์การเรียนว่า เมื่อเด็กเหล่านี้ไม่สามารถไปเรียนที่ศูนย์การเรียนได้ อีกทั้งเด็กหลายคนไม่สามารถเข้าเรียนได้ตามระบบการศึกษาไทย เพราะปัญหาจากการสื่อสาร ทำให้พวกเขาหลุดออกจากระบบ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดปัญหาต่อสังคมไทย
.
อีกทั้ง พ่อแม่ของเด็กเหล่านี้ คือกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ที่หากลูกไม่สามารถเข้าเรียนได้ พวกเขาก็ย่อมไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่
.
“การศึกษาคือการลงทุนที่น้อยที่สุดแล้วสำหรับรัฐ เราสามารถป้อนอะไรหลายอย่างได้ผ่านการศึกษา ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สาธารณสุข และวัฒนธรรม”

ในขณะเดียวกัน ศิราพร ก็เข้าใจมุมมองของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ต้องมีคำสั่งปิดศูนย์การเรียนฯ ในความหมายที่ว่า เมื่อศูนย์การเรียนไม่มีสถานะตามกฎหมาย หากเจ้าหน้าที่รัฐรับรู้ แต่ไม่ดำเนินการใดๆ ก็จะมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
.
ดังนั้น เมื่อถูกร้องเรียนหนักเข้า จึงต้องทำการปิดศูนย์การเรียน เพราะเจ้าหน้าที่รัฐไม่มีเครื่องมือหรือนโยบายอื่นๆ ในการใช้ปฏิบัติงาน “สถานะของศูนย์การเรียนฯ ในสายตารัฐคือรับรู้ รับทราบ แต่ไม่สามารถดำเนินการใดได้”
.
ถึงตอนนี้ การดำเนินงานของศูนย์การเรียนฯ จึงอยู่นอกเหนือการควบคุมดูแลจากรัฐ ซึ่งนั่นก็รวมถึงเรื่องของงบประมาณ ที่มาจากการระดมทุนของภาคเอกชน ไม่ใช่เงินภาษีของคนไทยอย่างที่เข้าใจผิดกัน
.
[ไม่ได้เงินรัฐ แล้วศูนย์ฯ เด็กข้ามชาติเอาเงินมาจากไหน?]
.
“ศูนย์การเรียนฯ ทั่วประเทศไม่ได้ใช้งบประมาณจากรัฐบาลสักบาทเดียว”
.
ศิราพร ยืนยัน จากประสบการณ์การทำศูนย์การเรียนมาตลอด 18 ปีว่า เธอไม่เคยรับงบประมาณจากภาครัฐ โดยในแต่ละปี มูลนิธิของเธอจะทำการระดมทุนจากองค์กรสาธารณกุศลจากต่างประเทศ และผู้บริจาครายบุคคล โดยส่วนใหญ่มาจากประเทศในแถบยุโรป สำหรับการดูแลศูนย์การเรียนฯ ทั้ง 10 แห่ง
.
ขณะที่ ศูนย์การเรียนฯ อื่นๆ โดยส่วนใหญ่แล้ว มักเริ่มต้นจากการที่ผู้ปกครองที่เป็นกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ที่ระดมเงินกันเองเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจ้างครูมาสอนลูกๆ ของพวกเขาในลักษณะติวเตอร์ จนขยับขยายใหญ่ขึ้น จำนวนครูก็มากขึ้นตาม จึงเริ่มมีการบริหารจัดการ ทำให้เกิดการระดมทุน และการเข้ามาช่วยเหลือขององค์กรทางศาสนา รวมถึงมูลนิธิต่างๆ
.
นอกจากนี้ การมีอยู่ของศูนย์การเรียน ยังเป็นการลดงบประมาณอุดหนุนรายหัวนักเรียนในประเทศไทย ที่ทางศิราพร ยกตัวอย่างว่า หากเด็กในความดูแลของศูนย์การเรียนของ จ.ตาก ทั้งหมด 18,137 คน เข้าสู่ระบบการศึกษาของโรงเรียนเอกชน รัฐต้องจ่ายเงินอุดหนุน 13,000 บาทต่อคนต่อปี เป็นเงิน 235,781,000 บาท
.
“การมีศูนย์การเรียน ทำให้โรงเรียนไทยไม่ต้องมาแบกรับกับการจัดการศึกษา ให้กับเด็กกลุ่มนี้ที่มีความต้องการที่แตกต่างกับเด็กไทย”
.
อย่างไรก็ดี ศิราพร มองว่า ในระยะยาวเด็กเหล่านี้ควรได้รับโอกาสการศึกษาจากภาครัฐ ศูนย์การเรียน ในแง่หนึ่งเป็นเพียงสถานที่การเตรียมความพร้อม ให้กับเด็กๆ ก่อนเข้าเรียนในระบบการศึกษาก็ว่าได้
.
และถ้าหากสังคมไทย มองเรื่องนี้ในระยะยาว ว่าการศึกษาคือการลงทุน ที่จะช่วยให้เรามีกำลังแรงงานไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจในวันข้างหน้า เพราะเด็กส่วนใหญ่ล้วนเกิดและเติบโตในประเทศไทย
.
“หลังรัฐประหารเด็กเมียนมาเรียนภาษาไทยมากขึ้น เราต้องมองว่าเด็กคนหนึ่งได้รับการศึกษาและมีอนาคตที่ดี สามารถทำงานประกอบอาชีพและสื่อสารภาษาไทยได้” ศิราพรกล่าว
.
[ใครได้ประโยชน์จากการมีอยู่ของศูนย์การเรียนฯ]
.
“โรงเรียนรัฐพึงพอใจกับการมีอยู่ของศูนย์การเรียน เพราะเขาไม่ได้อยากจะแบกรับภาระทั้งหมด”
.
ศิราพร อธิบายต่อว่า การมีอยู่ของศูนย์การเรียน ช่วยแบ่งเบาภาระของหลายภาคส่วนในสังคม เริ่มตั้งแต่โรงเรียนรัฐ ที่ยังไม่มีความพร้อมทางด้านบุคลากร ในการมาดูแลเด็กนักเรียนกลุ่มนี้ ฝั่งสถานประกอบการเอง การมีศูนย์การเรียนก็ช่วยให้แรงงานของพวกเขาพร้อมทำงาน ไม่ต้องพะวงบุตรหลาน ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพของการทำงาน
.
นอกจากนี้ในแง่ของความมั่นคง การมีศูนย์การเรียนอย่างเปิดเผย ช่วยให้รัฐได้รับรู้ข้อมูล และกำกับดูแลเรื่องการศึกษาให้กับเด็กทุกกลุ่มได้อย่างครอบคลุม
.
“ตลอดหลายปีที่เราเปิดศูนย์การเรียน ไม่ว่าจะเดินทางไปกินข้าวหรือไปตลาด มีแต่คนมาสวัสดีเรา เพราะเด็กเหล่านี้จบการศึกษา และออกไปทำงานตามตลาดแรงงาน”
.
ศิราพร มองว่า เป้าหมายของศูนย์การเรียนไม่ได้แตกต่างจากโรงเรียนทั่วไป คือการมุ่งผลิตบุคลากร เพื่อตอบสนองความต้องการของเศรษฐกิจ โดยในส่วนของประชากรที่รัฐไม่มีศักยภาพในการจัดการศึกษาให้เด็กบางกลุ่ม การมีศูนย์การเรียนโดยภาคประชาสังคม ก็เข้ามาช่วยอุดช่องโหว่ตรงนั้น
.
“เราเข้าใจว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่สังคมไทยจะยอมรับ แต่เราต้องเข้าใจว่าสังคมไทยเองก็ได้ประโยชน์”
.
ศิราพรมองเห็นว่า เด็กกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งเมื่อเติบโตขึ้น พวกเขาจะกลายเป็นกำลังแรงงานที่สำคัญของสังคมไทย ดังนั้น เราต้องการแรงงานที่มีคุณภาพ มีการศึกษา และสามารถสื่อสารภาษาเดียวกันได้กับเรา
.
ณ ตอนนี้หลายศูนย์การเรียน พยายามเพิ่มหลักสูตรภาษาไทยเข้าไป รวมทั้งเพิ่มครูคนไทย แต่ก็ยังติดปัญหาเรื่องของรายได้ เพราะครูในศูนย์การเรียนส่วนใหญ่ คือครูอาสาสมัครที่ได้รับเงินเดือน 6,000 - 8,000 บาทเท่านั้น ศิราพรจึงเห็นว่า สถานะของศูนย์การเรียนนั้น ยังห่างไกลจากคำว่าการได้รับสิทธิพิเศษทางการศึกษา
.
[สิทธิพิเศษทางการศึกษา? ทำไมประเทศไทยต้องจัดการศึกษาให้กับเด็กทุกคน]
.
ประเทศไทยได้ยอมรับ และดำเนินตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยถือเป็นกติการ่วมกันทั่วโลกว่า ต้องมีการเข้าถึงการศึกษาอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และครอบคลุมทุกคน ภายในปี 2030
.
รวมทั้งในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 54 ระบุว่า รัฐต้องดําเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ตั้งแต่ ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
.
นอกจากนี้ ยังมีพันธสัญญาระหว่างประเทศอีกหลายฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิการศึกษาของเด็กทุกคนในประเทศไทย เช่น อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก, กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR), และปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR)
.
คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ทำไมประเทศต้องทำตามหลักสากลเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่สังคมไทยได้ประโยชน์อะไรจากการลงนามพันธสัญญาเหล่านี้ ศิราพร ได้แจงประโยชน์หลายด้านจากการลงนามในพันธสัญญาระหว่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิในการศึกษา ดังนี้
.
- ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทย และสถานะในเวทีนานาชาติ
- ได้รับความร่วมมือและสนับสนุนจากนานาชาติ ทั้งการเข้าถึงงบประมาณ ความช่วยเหลือทางเทคนิค หรือองค์ความรู้จากองค์กรต่างประเทศ
- ช่วยให้สังคมไทยพัฒนาคุณภาพประชากรในระยะยาว เด็กทุกคนที่เข้าถึงการศึกษาไม่ว่าจะมีสถานะใด สามารถเติบโตเป็นแรงงานที่มีคุณภาพ หรือผู้มีส่วนร่วมต่อสังคม
- ช่วยส่งเสริมความมั่นคงทางสังคมและความสงบเรียบร้อย เป็นการวางรากฐานสู่สังคมพหุวัฒนธรรม ที่อยู่ร่วมกันได้อย่างเข้าใจ
.
“กระแสการต่อต้านศูนย์การเรียนตอนนี้ เกิดจากการมองเรื่องนี้ในเชิงปัจเจกบุคคล คนไทยมองว่าตัวเองไม่ได้ประโยชน์อะไรจากเรื่องนี้ แต่ถ้ามองภาพใหญ่สังคมไทยกำลังได้ประโยชน์”
.
ศิราพร มั่นใจว่า คนไทยไม่ปฏิเสธแนวคิดที่ทุกคนควรได้รับการศึกษา เพียงแต่ว่าวันนี้เรายังขาดความรู้ ความเข้าใจที่มากพอในการมองเรื่องนี้ รวมทั้งข้อมูลจากโซเชียลมีเดียตอนนี้ ที่มีข้อมูลที่สร้างความเข้าใจผิด และสร้างความหวาดกลัวให้แก่ผู้คน
.
ที่มาจาก สำนักข่าว TODAY
https://workpointtoday.com/migrant-children-training-center-763253-2/?fbclid=IwY2xjawKihZNleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFsU3djQW1LMlB4a21lUVI0AR4yVsG2xG-rWZYTJrL5_-w9pvdSyta_XV2OLsnAQi-2yFPjfcRQ4iUDXoxXXg_aem_J0EbO6yyb-6_aWAlC284BA
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่