เรื่องเล่าตัวเองที่รู้จักกับภาษาญี่ปุ่น

กระทู้สนทนา
สวัสดีคับ กระทู้นี้น่าจะอัพเดททุกสอบมิดเทอมไฟนอลทุกเทอมนะคับ
เป็นเรื่องราวตัวเองที่กำลังทำเป้าหมายตัวเองให้เป็นจริง มันจะยาวมาก เพราะกะว่าเขียนมาไว้เป็นไดอารี่ในชีวิตตัวเองมากกว่าให้คนอื่นอ่าน5555

จากที่ฝ่าฟันสอบไฟนอลญี่ปุ่น 2 มาพึ่งจบไป มันว่างมากไม่รู้จะทำอะไรดี เลยมาเล่าประสบการณ์การเรียนภาษาญี่ปุ่นกัน เผื่อเป็นแนวทางให้สมาชิกได้ไปใช้ซัก 0.1% มั้ง 5555

เริ่มต้นเนี่ย รู้จักภาษาญี่ปุ่นครั้งแรกก็ตอนดูโดราเอม่อนเลย 8 ปีก่อนนู่นน คือฟังอะไรไม่ออกเลยนะ แต่ดีที่มีซับไทยให้อ่านช่วงนั้นยังไม่ได้สนใจอะไรนะ
จุดเปลี่ยนที่มาสนใจภาษาญี่ปุ่น เมื่อ 4 ปีก่อน ผมเชื่อว่า 80% คนที่มาเรียนเพราะดูอนิเมะ มังงะแน่นอน ใช่ครับผมก็เป็น 1 ใน 80% นั้น จำความได้คือนั่งค้นหาวิธีเรียนเยอะแยะเลย แต่สรุปก็ไม่เข้าใจอยู่ดี สมัยนั้นไม่มี ChatGPT ด้วยอาจจะลำบากหน่อย แรกๆจำตัวอักษรฮิรางะนะ ひらがな นั่งจำสัปดาห์ละ 5 ตัวจนครบ 46 ตัว พอจะมาจำคาตะคะนะต่อ สรุปตอนนั้นไม่มีไฟเรียนเฉยเลยมันหายไปมันเพราะ ตัวอักษรเยอะเกินไป มีเสียงขุ่น てんてん เสียงควบอีก ตามนั้นเลยเลิกเรียน

2 ปีต่อมา อยู่ๆก็อ่านมังงะเรื่องนึงแล้วแบบ จะพยายามเรียนอีกสักตั้งก็ได้วะ ด้วยความที่ตอน ม.3 ผมไม่ตั้งใจเรียน ไม่สนใจเรื่องระบบการศึกษาเลย แล้วไปสมัครเรียนสาย ปวช เกี่ยวกับคอม เพื่อนสมัย ม.ต้น ก็บอกมาว่า โรงเรียน ม.ปลาย เรียนอะมันมี สายศิลป์ญี่ปุ่นด้วยนะ ความในใจตอนนั้นคือ ทำไมกูไม่ไปเรียนศิลป์ญี่ปุ่นวะ แต่จะกลับลำก็ไม่ทันแล้ว เรียนเองก็ได้ นั่งทวนความจำตัวอักษรทุกตัว 2-3 เดือนกว่าจะจำได้หมดแต่อาจจะมีพลาดกันบ้างแหล่ะ จำสลับตัวนิดหน่อย แต่รวมๆถือว่าดีละ

จากนั้นก็ไปนั่งหาหนังสือไว้เรียน นั่งหาใน Youtube เลยเจอหลายๆช่องแนะนำ มินนะ โนะ นิฮงโกะ (みんな日本語)ว่ากันว่าเนื้อหามันดีอย่างงั้นอย่างงี้ เรียนจบ 4 เล่มสอบ N4 ได้เลย ก็เลยซื้อมาลองเล่มนึง เปิดอ่าน ตอนแรกคาดหวังว่าจะมีตัวอ่าน โรมาจิมั้ย สรุปก็ ไม่มี เพราะฉะนั้นจะเรียนญี่ปุ่นเองจำศัพท์ให้ดีๆนะคับ บทแรกไม่ยากพวก わたしは。。。です。เรียนแล้วมันรู้สึกมีไฟว่าทำได้แน่ๆว่ะก็เลยนั่งปั่นเนื้อหาให้มันจำได้ บทนึงเรียนประมาณ 3-5 ชมนะ รวมทุกวัน

แต่ๆ ตอนขึ้น ปวช 3 ปิดเทอมมีฝึกงาน คือตอนนั้นถึงแค่บท 5 มั้งที่มี から まで จากนั้นก็หายกับการเรียนภาษาญี่ปุ่นไปพักนึงเลย เพราะฝึกงานก็ไม่ไหวแล้ว แล้วเปิดเทอม ปวช.3 มีโปรเจคจบอีก อาจารย์จะตรวจตลอดทุกสัปดาห์ ล้ามากจนหาเวลาเรียนไม่ได้ หลังจากนั้นก็รู้สึกละว่า ปวส กูไม่น่ารอดแน่เลย
ก็เลยหาทางเลือกเพิ่ม ไปเรียนมหาลัย ตอนนั้นยังไม่ได้คิดเรื่องเรียนสายญี่ปุ่นนะ นั่งหาเลยเข้าคณะอะไรได้บ้าง
ตอนแรกว่าจะเข้าเอกชนนั่นแหล่ะ แต่แพงมากก ก็เลยนั่งเช็คจาก TCAS ว่ามันมีคณะอะไรที่ปวชเข้าได้บ้าง สรุปก็คือมักจะเป็นสายสังคมเป็นซะส่วนใหญ่ บัญชี บริหาร มนุษย์ศาสตร์ หลังจากเห็นงั้นก็พอปิดเทอม ปวช 3 เทอม 1 ผมนั่งปั่นเนื้อหาที่สอบ TGAT กับภาษาญี่ปุ่นให้ได้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ แต่ก็นั่นแหล่ะคะแนนไม่ค่อยดีเท่าไหร่ (TGAT ประมาณ60)พอสอบเสร็จก็ติวสอบ alevel ต่อเลย คือตอนนั้นต้องแบ่งเวลาแยกมากับ ทำโปรเจคจบอีกตัวนึงด้วย แต่ว่าไฟมันลนก้นแล้วมันต้องหักโหมกันหน่อยไม่เสียหาย ดีกว่าสอบไม่ติดล่ะวะ ทั้ง ภาษาไทย สังคม ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น

พูดตรงๆเลยว่า มันเรียนคนละสายกับ คนอื่นๆในระบบอะ การเก็บเนื้อหามันเลยหนักมากๆ เนื้อหาที่ม.ปลายมี แต่ปวช ไม่มี อย่างสังคม ภาษาอังกฤษ อห คนละเรื่องกันเลย จำได้ไม่หมดหรอกแต่เอาเท่าที่ทำได้ ส่วนภาษาญี่ปุ่น เก็บไม่ครบครับ 3 เดือนเก็บเนื้อหาครบ N4 ยิ้มเป็นไปได้ยากมากๆ สรุปก็มาสุดแค่จบ มินนะ เล่ม 1 ซึ่งก็ไม่ได้จำได้ด้วย ได้แค่คร่าวๆตอนนั้นยังจำวิธีนับเลขนับวันไม่ได้เลย (เอาจริงๆปัจจุบันก็ยังไม่แม่นแหล่ะ แหะๆ)

เดือนมีนาก็สอบเสร็จ นั่งว่างมากไม่รู้จะติดมหาลัยมั้ยรอคะแนนถึงเมษา
หลังรู้คะแนน น้ำตาตกเลย วิชาที่ลงทุนเรียนมากที่สุดอย่าง อังกฤษ ได้ไม่ถึงตามที่คาดที่จะลง เอกภาษาอังกฤษ มหาลัยไม่บอก
แต่อึ่งกันที่ว่า ปี 67 ที่สอบกันคะแนนฝืดกันมากๆ อาจจะเป็นโชค(มั้ง) ที่พอมีโอกาสที่จะเข้าไปเรียน ม ดังได้ ชื่อย่อ มอ T

หลังจากนั่งจัดอันดับไป พอถึงวันที่ประกาศผล ผมก็ติดครับ ม.ดังแห่งหนึ่ง แต่ไม่ใช่คณะที่เราสนใจ
ผมต้องเลือกแล้วว่าจะเรียนใกล้บ้านหรือไกลบ้าน(ราชภัฏ) ปรึกษาพ่อไป สรุปก็คือ มอ T มันดีกว่านะ ทั้งสังคมแถมใกล้บ้านอีกก็เลยปักใจเชื่อพ่อไปเลย

ใช่ครับผมผมกำลังเรียนที่ มอ T อยู่ด้วยยังไม่ซิ่วหรือลาออกแต่อย่างใด
เอาจริงๆถ้าให้พูดมันก็แล้วแต่คนด้วยเนอะว่า เรียนคณะที่ชอบดีกว่า บลาๆ แต่ว่าพูดตรงๆคือยังหาตัวตนหรือสายที่ชอบยังไม่ได้เลย มันเลย support ความเห็นพ่อไปด้วย

หลังจากนั้นจนถึงตอนปฐมนิเทศในคณะ พูดเต็มปากได้มั้ยว่าในคณะนี้ ผมน่าจะเป็น คนสองคน ที่จบวุฒิปวชมา เพราะส่วนใหญ่จากสายสามัญกันทั้งนั้น เพื่อนที่เรียน ปวช มันก็ไปต่อ ปวส ไม่ก็ เอกชน ราชมงคล

จากนั้นก็เค้าจะให้เริ่มลงทะเบียนเรียน มอ นี้ ลงทะเบียนตามใจได้ตั้งแต่ปี 1 นะคับเลยลองถาม อจ ว่าพวกวิชาภาษาจีน ญี่ปุ่นมันลงปี 1 ได้มั้ย อจก็บอกว่า ปกติขอโควต้าลงกันปี 2 นะ แต่ด้วยความที่อยากเรียนอะเนอะ ขอแหกเลยละกัน ปกติปี 1 ต้องลงวิชาทั่วไปจนครบ จะได้ไม่ลำบากตอนปี 2
ผมก็ลงวิชาที่พอมีความรู้จาก ปวช บ้างพวกวิชา ดิจิทัล กับ เขียน Python แล้วก็ลงวิชาญี่ปุ่น สรุปคือมันลงได้เว้ย ดีใจมากๆจะได้มาทบทวนวิชานี้อีกครั้งหลังจากห่างหายไปนาน ซึ่งในตอนนั้นไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าจะมีอะไรแปลกๆตามมา

เปิดเทอมวันแรก เรียนภาษาญี่ปุ่นตัวแรกเลย เข้าไปในคลาสก็งงว่าทำไม อาจารย์ที่สอนเค้าไม่สอนฮิรางะนะวะ เปิดมาก็เอาศัพท์มาให้อ่าน แต่ดีที่พอมีอะไรที่จำได้อยู่
สรุปก็คือผมลงเรียนผิด Section ครับ เซคที่ผมเรียนคือสำหรับเอกญี่ปุ่น ซึ่งผมต้องเรียนเป็น โทเสรี อจเค้าก็บอกนะจริงๆถ้าไหวก็อยู่ต่อได้ ไม่ไหวย้ายไปอีกเซคเลย ตอนแรกก็ว่าจะอยู่แหล่ะ แต่ผ่านไป อจ แจ้งว่าให้ย้ายไปเซคนึงเลย
ก็นั่งหาเมล อจ อีกเซคนึง ย้ายเซคบลาๆไม่มีปัญหาอะไร เนื้อหาการเรียนมันก็ไปเร็วนะ ถ้าคนตามไม่ทันและมีคนถอนกลางคันด้วยหลังสอบมิดเทอม เอาจริงๆเรียนแบบมีอาจารย์สอนแล้วมันเข้าใจกว่าจริงๆนะ อาจจะเพราะอาจารย์มหาลัยเก่งด้วยหรือเราตั้งใจเรียนนี่แหล่ะ บางบทเหมือนมาทวนเนื้อหาที่เคยเรียนเองให้เข้าใจมากขึ้น แต่การบ้านกับควิซเยอะมาก ตอนนั้นก็ไม่เข้าใจทำไมตัวเองไม่ปริ้นชีทมาเขียนแล้วส่งก็ไม่รู้ ดันมาเขียนผ่านมือถือหน้าจอเล็กๆ พยายามจัด 55555 หลังสอบมิดเทอมเสร็จ คะแนนพาร์ทฟังแย่มากๆ เกินครึ่งนะแต่มันควรดีกว่านี้ ก็ฝึกนอกห้องตลอดเลยฝึกฟัง Listening ของ JLPT เผื่อเอามาปรับใช้ได้แล้วก็โฟกัสการเรียนมากๆ ส่วนคันจิมันจำได้แบบ Auto เลยอะ นั่งมองก็เข้าใจว่าตัวนี้คืออะไรพวก 反対 秋 春 ศัพท์ยังไม่ยากเท่าไหร่

ผ่านไปจนจบเทอม 1 เฮ้ย ญี่ปุ่นได้ A
จากการเรียนญี่ปุ่นตัวแรก เนื้อหายังไม่จบ N5 ครบๆ ประมาณ 80% ส่วนที่เหลือไปเก็บต่อที่ญี่ปุ่น 2 มันทำให้เราอยากเรียนต่อเพิ่มจังเลย
(เอาจริงๆต้องเรียนเพราะเทอม 1 ไม่มี ญี่ปุ่น 2 มีแต่ 1,3,5)
ทีนี้ก็ผุดขึ้นมาในหัวว่าเออ เราชอบภาษาญี่ปุ่นนะ เราควรซิ่วไปสอบอีกรอบเข้าเอกญี่ปุ่นดีรึเปล่า ก็นั่งหาจนเจอ แต่ๆ มันเขียนว่า ไม่รับ ปวช
เอ๋อแดกเลย อยากเรียนเอกนี้ทำไงดีวะ มอนี้ด้วย ก็ได้ทางเลือกเพิ่มคือทำเรื่องย้ายเอกครับ ไปดูเกณฑ์การย้ายของเอกญี่ปุ่น

เกณฑ์ยิ้มโหดมาก
เรียนวิชาญี่ปุ่นที่บังคับให้ครบ 8 ตัว
วิชาไวยากรณ์ ต้องได้ A ทุกตัว
4 ตัวที่เหลือต้องได้ B+

แต่ก็นะ มันก็มีแค่ทางเลือกแค่นี้สำหรับคนที่ไม่ได้เรียนสายสามัญมาล่ะวะ ดีที่เอกนี้ไม่กำหนดคะแนน TCAS ปีที่สอบด้วยไม่งั้นหมดสิทธิ์เลย
ก็เลยลองเสี่ยงดูสักตั้งก็ได้วะ ถือว่าเป็นเควสหลักของผมในตอนนี้ละกัน แล้วระหว่างเรียนอะไม่เคยคิดจะถอนเลยนะ รู้สึกเอนจอยกับญี่ปุ่นมากๆครับ

เจอกันอีกทีกระทู้รอบหน้าครับ รอเกรดญี่ปุ่น 2 ออกแล้วจะมาเล่าตอนเรียนเทอม 2 ให้ฟัง

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่