อย่าเรียกแชร์ประสบการณ์ ใช้คำว่าเอาบ่นดีกว่า
คืองี้ผมมีเพื่อน(ก.) ซึ่งมันเป็นคนที่สมาธิสั้น + เหมือนจะป่วยหน่อยๆ(ออทิสติกนิดๆ)
เริ่มแรกตอนม.4 ผมไปตีสนิทเอง เพราะตอนแรกดูไม่ออกว่าป่วย คิดว่าแค่เป็นคนเงียบๆแสดงออกไม่เก่ง เพราะตอนแรกที่เข้ามา มันเงียบมาก ไม่ค่อยแสดงสีหน้า มารู้จักมันมา3ปี ผมรู้เลยว่าวันนั้นผมก้าวขาผิด
หลังจากออกมา ปิดเทอมม.6 ผมหนีเลย จริงๆผมก็หลบหน้ามั่นตั้งแต่ปัจฉิมแล้ว กลายเป็นผมฝังใจกลับการดูแลมัน ผมรู้สึกดีใจมากที่หลุดพ้น เพื่อโซ่พันธนาการหลุด
รู้จักมา 3 ปี สิ่งที่ผมเห็นมาตลอด
1 : ติดมือถือ ไอแพด โฟกัสกับสิ่งที่เรียนไม่ได้หรืองานที่ทำ(อ.สังเกตุเห็นแล้วให้ผมช่วยดูช่วยเตือนม.4เทอม1 มีอ.พูดให่ช่วยดูเพื่อนไป7วิชา)
2 : ให้ความสนใจหรือตั้งใจกับงานที่ตัวเองทำไม่ได้ ถ้ามักชอบลืมงานที่สั่ง บางครั้งก็ไม่ลืมแต่แค่ไม่สนใจมากพอที่จะทำ ก็อ้างว่าลืม
3 : เวลางานกลุ่มจะชอบเอามือถือขึ้นมาเล่นไม่คิดจะช่วยเพื่อน ขนาดเพื่อนสั่งงานยังไม่สนใจเล่นมือถือต่อเฉยเลย
3.1 : พอถึงเวลาพรีเซนต์งานหน้าห้อง ด้วยความที่เล่นแต่มือถือและไม่ได้เตรียมตัว ทำให้เวลาพรีเซ้นงานจะเกิดอาการหลุดขำ เพราะนึกสิ่งที่ต้องพูดไม่ออก เลยหัวเราะ

เลย
4 : ด้วยความที่สมาธิสั้นทุนเดิมอยู่แล้ว ทำให้เวลาได้รับงานที่มันมีขั้นตอนที่มาก หรือไม่ใช่แค่การหาข้อมูลแล้วเอามาใส่ เช่น รายงานทำในword งานที่ต้องทำในcanva หรือการหาข้อมูลมาพรีเซ็นหน้าห้อง จะเกิดอาการไม่เข้าใจงง อธิบายให้ตายยังไงก็ยังทำหน้างง ซึ่งหลายๆครั้งสิ่งที่มันทำเวลาไม่เข้าใจงาน คือนั่งเล่นเกมทิ้งงานแล้วไม่ขอความช่วยเหลือ
ที่นี้ก็มาเข้าสู่ประเด็นเรื่องต่างๆที่มันทำให้ผมปวดกบาล แค้น หมั่นไส้ หมดความอดทน
จริงๆผมก็ไม่ได้อยากดูแลมันขนาดนั้น แต่ผมบังเอิญไปเจอแม่มันในวันประชุมผู้ปกครอง แล้วแม่มันมาฝากฝังให้ผมช่วยดูแลมันช่วยดูแลให้หน่อย พอมีผู้ใหญ่ที่อายุประมาณ 50 มาขอให้ช่วยอย่างนี้เพราะผมไม่ทำผมก็รู้สึกผิด แถมผมรู้ว่าผมสนิทกับมันที่สุดถ้าผมไม่ช่วยมันมันติดศูนย์ทุกวิชาแน่
ที่นี้ผมจะไล่ประเด็นไปเรื่องเล็กๆยังเรื่องใหญ่ที่ทำให้ผมหมดความอดทนกับมัน
เปิดเทอมสัปดาห์แรกมีงานกลุ่มผมจับคู่กับมัน โดยให้ทำเป็นชีท วิชาสังคม ซึ่งอ.แจกหลังจากสอนเสร็จบอกว่าทำเสร็จแล้วจะให้เอามาพรีเซ้น พรุ่งนี้ผมก็โอเครับทราบแล้วผมก็ทำหน้าแรกจนเสร็จ แล้วก็บอกเพื่อนผมกำชับมาอย่างดีว่าหน้าหลังเนี่ยที่มี 2-3 ข้อเอาไปทำนะ เปิดหาใน google ก็เจอ วันต่อมามันไม่ได้ทำเลยผมถามว่าทำไมมันบอกว่า ลืม
สรุปผมก็ต้องมานั่งทำเองทั้งชีท
ม.5 วิชาIS อาจารย์ให้ทำรายงานเรื่องอะไรก็ได้ที่สนใจ แบบคู่ และใช่ผมต้องดูแลมันและผมรู้ว่าผมต้องทำคนเดียว เพราะมันไม่เข้าใจวิธีการทำรายงานอย่าว่าแต่รายงานเลยแค่จะให้หาข้อมูลช่วยมันยังงงเลยว่าต้องหาอะไร มันงงว่าต้องเข้า google ไป search ว่าอะไร ให้ผมทำคนเดียวแล้วมันก็ได้เกรดโดยที่ไม่ได้ทำอะไร
ม.6ทุกห้องของระดับชั้นม.6 ต้องแสดงละครห้องห้องละ 1 เรื่อง ซึ่งห้องผมแสดงหนังผีซึ่งในฉากจะมีผีแบกเสลี่ยง ห้องผมจริงจังถึงขนาดสร้างเสลี่ยงมาให้ผีแบกแล้วมีผีเจ้าแม่นั่งอยู่ข้างบน ซึ่งเพื่อนคนนี้มันก็ขอเป็นตัวประกอบ บทที่มันได้คือเป็นหนึ่งในผีที่แบกเสลี่ยง เพราะผมรู้ผมรีบบอกเพื่อนเลยว่ามันไม่ไหวหรอก (เสริมนะครับ มันผอมมาก สูง175 หนัก43) แต่เพื่อนก็ยืนยันว่ามันเป็นคนบอกเองว่ามันไหว สรุปวันที่ซ้อม มันก็ไม่ไหว แล้วก็ได้ผมที่ทำหน้าที่เป็นช่างภาพ ไปยกเสลี่ยงแทนมัน
งานศิลปะอาจารย์สั่งงานทำ paper cut (สำหรับคนที่ไม่รู้ว่า paper cut คืออะไรมันคือการตัดกระดาษแล้วเอามาวางเป็นชั้นๆเพื่อสร้างมิติให้กับงาน)ซึ่งผมก็เอาวันหยุดทั้งวันของผมมาทำงานอดหลับอดนอนเพื่อทำงานนี้ งานผมไม่ได้สวย perfect อะไรมากเมื่อเทียบกับงานคนอื่น แต่งานของผมส่งตรงเวลาเป็นงานที่ตั้งใจทำไม่ได้ขี้เหร่แต่ไม่ได้เรียบร้อยขนาดนั้น
ซึ่งมันเป็นคนที่ส่งงานคนสุดท้ายในห้อง และงานมันขี้เหร่มาก กรอบก็ไม่ใส่ งานแทบไม่มีอะไรเลย เหมือนทำชุ่ยๆในวันเดียวพอสุดท้ายก่อนส่ง ขนาดอาจารย์ยังหยิบงานมาแล้วพูดว่างานแบบนี้หรอจะส่ง
หลังจากนั้นมันก็เดินมาหาผมแล้วก็พูดยิ้มออกมาว่าโอเคไปดูงานของผมมาแล้วน่าจะได้ 15 เท่ามัน(งานนี้30คะแนน ) ผมได้ยินผมบอกเลยผมฉุนมาก บังอาจเอางานชุ่ยๆของมาเทียบว่างานที่ตั้งใจทำและส่งตรงเวลาจะได้คะแนนน้อยๆเท่า โคตรบังอาจ ซึ่งผมก็ได้คะแนนมากกว่ามันอ่ะนะ
ส่วนเรื่องนี้คือเรื่องที่ทำให้ผมหมดความอดทน
งาน open house ของโรงเรียน อาจารย์ศิลปะสั่งงานให้ทำพวงกุญแจหรืออะไรก็ได้มาขายแล้วจะได้คะแนนไปเลย 40 คะแนนเป็นงานกลุ่ม
ซึ่งกลุ่มผมตัดสินใจทำพวงกุญแจเป็นลูกเต๋าลายผลไม้น่ารัก ซึ่งตอนแรกมันก็มีแค่ 40 ชิ้นจู่ๆ order เข้ามาเรื่อยๆจงต้องทำถึง 175 ชิ้น ซึ่งผมก็รับหน้าที่ระบายสีผลไม้ แต่ด้วยความไม่รู้ไม่ได้ลงเคลือบสี ทำให้สีไม่ติดและสีลอก กลายเป็นผมก็ทำใหม่แล้วก็วนทำใหม่ อย่างนี้อยู่ 2-3 รอบกลายเป็นเหมือนผมทำคนเดียว 200 กว่าชิ้นคนเดียว จงเข้าสู่สัปดาห์สุดท้ายที่วันศุกร์จะเป็นวัน open house ผมถึงกลับไม่เข้าเรียนคาบบ่ายทั้งคาบเพื่อเอาเวลามานั่งทำงานนี้ ผมยอมอดข้าว ยอมไม่ได้เข้าเรียนวิชาที่ชอบเพื่องานนี้ ผมแบกงานมีเยอะมาก ซึ่งหน้าที่ของมันมีแค่หน้าที่เดียวคือเอาปากกาเมจิกสีดำไปทำลูกกะตาให้พวงกุญแจ แค่นั่น ง่ายๆ!!
พอถึงวันที่มันต้องทำงานทำหน้าที่มัน ผมบอกว่าเฮ้ยไปหยิบปากกาเมจิกมาทำลูกกะตา จากนั้นมันก็เดินไปที่กระเป๋าเก็บปากกาเมจิกของมัน แล้วก็เหม่อซึ่งระยะเวลาที่ผมบอกมันจงมันเดินไปเอาปากกาไปจิกแค่ 3 วิ 3 วิก็หลุดโฟกัสแล้วเหรอเกินไป
ผมก็เลยทวงคำถามอีกรอบว่าเอาปากกาเมจิกสีดำไปทากุญแจสีเขียว พอมันได้สติผมก็กลับมาทำงานของผมต่อ ผ่านไปประมาณ 10 นาทีมันกลับมาแล้วถามว่าจะให้เอาปากกาสีไหนไปทา สิ่งที่ผมเห็นคือแท่งปากกาเมจิกสีเขียวจำนวนมากแบบทุกเฉดสีในกระเป๋ามันอยู่ในมือ ผมบอกว่าเอาปากกาเมจิกสีดำไปทากุญแจสีเขียว มันกลับได้รับสารเป็นปากกาเมจิกสีเขียว ซึ่งแปลว่า 10 นาทีที่มันหายไปคือมันกำลังนั่งงงว่าผมจะให้มันเอาปากกาเมจิกสีเขียวเฉกสีไหนไปทา
จากนั้นผมก็เลยบอกว่าเอาปากกาเมจิกสีดำไปทาพวงกุญแจสีเขียวแล้วผมก็เดินไปทำให้มันดูประมาณ 2-3 ครั้งหรือว่าทำแบบนี้จะได้ไม่พลาดอีก
ผ่านไปประมาณ 30 นาที ผมก็จะเอาพวงกุญแจที่ผมพึ่งระบายเสร็จไปให้มันทำต่อ ไม่ผิดหวังครับ นั่งเล่นมือถือ ไหนก็ไม่รู้ เพราะผมเห็นผมก็หลุดเลย ผมยอมรับผมใส่อารมณ์เพราะผมเหนื่อยและเครียดกับงาน
ผมตะคอกใส่มันไปแต่การตะคอกเนี่ยผมไม่ได้ด่าว่าหรือทำร้ายจิตใจเลยนะครับ แค่ทวนคำสั่งว่าให้เอาปากกาเมจิกไปทำหน้าที่ของมัน ไอ้น้ำเสียงตะคอก ซึ่งมันก็ทำท่าทางไม่พอใจโยนปากกาทิ้งแล้วก็ไปทำเสียงดังที่โต๊ะและนั่งเก้าอี้ ทำท่าไม่พอใจเหมือนเด็กๆ ก่อนจะพูดออกมาว่า
"เรื่องมาก

"
คือแบบถ้าผมไม่เลือกโฟกัสกับงานมากกว่าผมลุกไปต่อยมัน ผมเลือกที่จะไม่สนใจและทำงานของผมต่อแต่
หลังจากเหตุการณ์นั้นผมก็ไม่ดูแลมันอีกเลยมีงานอะไรผมก็ไม่บอกไม่ช่วยไม่ดูแลมันไม่ตั้งใจเรียนนั่งเล่นมือถือผมก็ไม่เตือนแล้ว สรุปก่อนปิดเทอมมัน ติด0ไปประมาณ 3-4 วิชา
จบแล้วครับ จริงๆมีมากกว่านี้พิมพ์ทั้งวันก็ไม่หมด
ผมไม่ใช่คนดีขนาดนั้นผมดูแลมันในสภาพที่ตัวเองเก็บกด
ผมไม่จะมีคำถามในหัวว่าทำไมต้องมาดูแลเด็กที่ป่วยแถมไม่ได้ค่าตอบแทนอะไรเลย
มันไม่ใช่หน้าที่ผมมาเป็นหน้าที่พ่อแม่ของเขา
ไม่ได้สมัครใจมาทำ
คือภาพดูแล 3 ปีแล้วเห็นว่ามันมีพัฒนาการสมาธิสั้นน้อยลงตั้งใจเรียนมากขึ้น ผมจะไม่บ่นขนาดนี้เลย ตอนนี้ดูแลมา 3 ปีพัฒนาการไม่มีเลย
ถือว่าผมโชคร้ายที่บังเอิญไปทำความรู้จักใหม่แล้วกัน
ผมเคยระบายเรื่องนี้ให้หลายๆคนฟัง ซึ่งบางคนก็บอกว่าถือว่าเป็นการทำบุญไป
แต่ขอพูดตรงนี้เลยนะว่า ถ้าได้บุญแล้วปวดหัวขนาดนี้ เข้าวัดทำบุญดีกว่าเยอะ
แชร์ประสบการณ์ดูแลลูกใครไม่รู้ตลอด3ปี ตอนม.ปลาย
คืองี้ผมมีเพื่อน(ก.) ซึ่งมันเป็นคนที่สมาธิสั้น + เหมือนจะป่วยหน่อยๆ(ออทิสติกนิดๆ)
เริ่มแรกตอนม.4 ผมไปตีสนิทเอง เพราะตอนแรกดูไม่ออกว่าป่วย คิดว่าแค่เป็นคนเงียบๆแสดงออกไม่เก่ง เพราะตอนแรกที่เข้ามา มันเงียบมาก ไม่ค่อยแสดงสีหน้า มารู้จักมันมา3ปี ผมรู้เลยว่าวันนั้นผมก้าวขาผิด
หลังจากออกมา ปิดเทอมม.6 ผมหนีเลย จริงๆผมก็หลบหน้ามั่นตั้งแต่ปัจฉิมแล้ว กลายเป็นผมฝังใจกลับการดูแลมัน ผมรู้สึกดีใจมากที่หลุดพ้น เพื่อโซ่พันธนาการหลุด
รู้จักมา 3 ปี สิ่งที่ผมเห็นมาตลอด
1 : ติดมือถือ ไอแพด โฟกัสกับสิ่งที่เรียนไม่ได้หรืองานที่ทำ(อ.สังเกตุเห็นแล้วให้ผมช่วยดูช่วยเตือนม.4เทอม1 มีอ.พูดให่ช่วยดูเพื่อนไป7วิชา)
2 : ให้ความสนใจหรือตั้งใจกับงานที่ตัวเองทำไม่ได้ ถ้ามักชอบลืมงานที่สั่ง บางครั้งก็ไม่ลืมแต่แค่ไม่สนใจมากพอที่จะทำ ก็อ้างว่าลืม
3 : เวลางานกลุ่มจะชอบเอามือถือขึ้นมาเล่นไม่คิดจะช่วยเพื่อน ขนาดเพื่อนสั่งงานยังไม่สนใจเล่นมือถือต่อเฉยเลย
3.1 : พอถึงเวลาพรีเซนต์งานหน้าห้อง ด้วยความที่เล่นแต่มือถือและไม่ได้เตรียมตัว ทำให้เวลาพรีเซ้นงานจะเกิดอาการหลุดขำ เพราะนึกสิ่งที่ต้องพูดไม่ออก เลยหัวเราะ
4 : ด้วยความที่สมาธิสั้นทุนเดิมอยู่แล้ว ทำให้เวลาได้รับงานที่มันมีขั้นตอนที่มาก หรือไม่ใช่แค่การหาข้อมูลแล้วเอามาใส่ เช่น รายงานทำในword งานที่ต้องทำในcanva หรือการหาข้อมูลมาพรีเซ็นหน้าห้อง จะเกิดอาการไม่เข้าใจงง อธิบายให้ตายยังไงก็ยังทำหน้างง ซึ่งหลายๆครั้งสิ่งที่มันทำเวลาไม่เข้าใจงาน คือนั่งเล่นเกมทิ้งงานแล้วไม่ขอความช่วยเหลือ
ที่นี้ก็มาเข้าสู่ประเด็นเรื่องต่างๆที่มันทำให้ผมปวดกบาล แค้น หมั่นไส้ หมดความอดทน
จริงๆผมก็ไม่ได้อยากดูแลมันขนาดนั้น แต่ผมบังเอิญไปเจอแม่มันในวันประชุมผู้ปกครอง แล้วแม่มันมาฝากฝังให้ผมช่วยดูแลมันช่วยดูแลให้หน่อย พอมีผู้ใหญ่ที่อายุประมาณ 50 มาขอให้ช่วยอย่างนี้เพราะผมไม่ทำผมก็รู้สึกผิด แถมผมรู้ว่าผมสนิทกับมันที่สุดถ้าผมไม่ช่วยมันมันติดศูนย์ทุกวิชาแน่
ที่นี้ผมจะไล่ประเด็นไปเรื่องเล็กๆยังเรื่องใหญ่ที่ทำให้ผมหมดความอดทนกับมัน
เปิดเทอมสัปดาห์แรกมีงานกลุ่มผมจับคู่กับมัน โดยให้ทำเป็นชีท วิชาสังคม ซึ่งอ.แจกหลังจากสอนเสร็จบอกว่าทำเสร็จแล้วจะให้เอามาพรีเซ้น พรุ่งนี้ผมก็โอเครับทราบแล้วผมก็ทำหน้าแรกจนเสร็จ แล้วก็บอกเพื่อนผมกำชับมาอย่างดีว่าหน้าหลังเนี่ยที่มี 2-3 ข้อเอาไปทำนะ เปิดหาใน google ก็เจอ วันต่อมามันไม่ได้ทำเลยผมถามว่าทำไมมันบอกว่า ลืม
สรุปผมก็ต้องมานั่งทำเองทั้งชีท
ม.5 วิชาIS อาจารย์ให้ทำรายงานเรื่องอะไรก็ได้ที่สนใจ แบบคู่ และใช่ผมต้องดูแลมันและผมรู้ว่าผมต้องทำคนเดียว เพราะมันไม่เข้าใจวิธีการทำรายงานอย่าว่าแต่รายงานเลยแค่จะให้หาข้อมูลช่วยมันยังงงเลยว่าต้องหาอะไร มันงงว่าต้องเข้า google ไป search ว่าอะไร ให้ผมทำคนเดียวแล้วมันก็ได้เกรดโดยที่ไม่ได้ทำอะไร
ม.6ทุกห้องของระดับชั้นม.6 ต้องแสดงละครห้องห้องละ 1 เรื่อง ซึ่งห้องผมแสดงหนังผีซึ่งในฉากจะมีผีแบกเสลี่ยง ห้องผมจริงจังถึงขนาดสร้างเสลี่ยงมาให้ผีแบกแล้วมีผีเจ้าแม่นั่งอยู่ข้างบน ซึ่งเพื่อนคนนี้มันก็ขอเป็นตัวประกอบ บทที่มันได้คือเป็นหนึ่งในผีที่แบกเสลี่ยง เพราะผมรู้ผมรีบบอกเพื่อนเลยว่ามันไม่ไหวหรอก (เสริมนะครับ มันผอมมาก สูง175 หนัก43) แต่เพื่อนก็ยืนยันว่ามันเป็นคนบอกเองว่ามันไหว สรุปวันที่ซ้อม มันก็ไม่ไหว แล้วก็ได้ผมที่ทำหน้าที่เป็นช่างภาพ ไปยกเสลี่ยงแทนมัน
งานศิลปะอาจารย์สั่งงานทำ paper cut (สำหรับคนที่ไม่รู้ว่า paper cut คืออะไรมันคือการตัดกระดาษแล้วเอามาวางเป็นชั้นๆเพื่อสร้างมิติให้กับงาน)ซึ่งผมก็เอาวันหยุดทั้งวันของผมมาทำงานอดหลับอดนอนเพื่อทำงานนี้ งานผมไม่ได้สวย perfect อะไรมากเมื่อเทียบกับงานคนอื่น แต่งานของผมส่งตรงเวลาเป็นงานที่ตั้งใจทำไม่ได้ขี้เหร่แต่ไม่ได้เรียบร้อยขนาดนั้น
ซึ่งมันเป็นคนที่ส่งงานคนสุดท้ายในห้อง และงานมันขี้เหร่มาก กรอบก็ไม่ใส่ งานแทบไม่มีอะไรเลย เหมือนทำชุ่ยๆในวันเดียวพอสุดท้ายก่อนส่ง ขนาดอาจารย์ยังหยิบงานมาแล้วพูดว่างานแบบนี้หรอจะส่ง
หลังจากนั้นมันก็เดินมาหาผมแล้วก็พูดยิ้มออกมาว่าโอเคไปดูงานของผมมาแล้วน่าจะได้ 15 เท่ามัน(งานนี้30คะแนน ) ผมได้ยินผมบอกเลยผมฉุนมาก บังอาจเอางานชุ่ยๆของมาเทียบว่างานที่ตั้งใจทำและส่งตรงเวลาจะได้คะแนนน้อยๆเท่า โคตรบังอาจ ซึ่งผมก็ได้คะแนนมากกว่ามันอ่ะนะ
ส่วนเรื่องนี้คือเรื่องที่ทำให้ผมหมดความอดทน
งาน open house ของโรงเรียน อาจารย์ศิลปะสั่งงานให้ทำพวงกุญแจหรืออะไรก็ได้มาขายแล้วจะได้คะแนนไปเลย 40 คะแนนเป็นงานกลุ่ม
ซึ่งกลุ่มผมตัดสินใจทำพวงกุญแจเป็นลูกเต๋าลายผลไม้น่ารัก ซึ่งตอนแรกมันก็มีแค่ 40 ชิ้นจู่ๆ order เข้ามาเรื่อยๆจงต้องทำถึง 175 ชิ้น ซึ่งผมก็รับหน้าที่ระบายสีผลไม้ แต่ด้วยความไม่รู้ไม่ได้ลงเคลือบสี ทำให้สีไม่ติดและสีลอก กลายเป็นผมก็ทำใหม่แล้วก็วนทำใหม่ อย่างนี้อยู่ 2-3 รอบกลายเป็นเหมือนผมทำคนเดียว 200 กว่าชิ้นคนเดียว จงเข้าสู่สัปดาห์สุดท้ายที่วันศุกร์จะเป็นวัน open house ผมถึงกลับไม่เข้าเรียนคาบบ่ายทั้งคาบเพื่อเอาเวลามานั่งทำงานนี้ ผมยอมอดข้าว ยอมไม่ได้เข้าเรียนวิชาที่ชอบเพื่องานนี้ ผมแบกงานมีเยอะมาก ซึ่งหน้าที่ของมันมีแค่หน้าที่เดียวคือเอาปากกาเมจิกสีดำไปทำลูกกะตาให้พวงกุญแจ แค่นั่น ง่ายๆ!!
พอถึงวันที่มันต้องทำงานทำหน้าที่มัน ผมบอกว่าเฮ้ยไปหยิบปากกาเมจิกมาทำลูกกะตา จากนั้นมันก็เดินไปที่กระเป๋าเก็บปากกาเมจิกของมัน แล้วก็เหม่อซึ่งระยะเวลาที่ผมบอกมันจงมันเดินไปเอาปากกาไปจิกแค่ 3 วิ 3 วิก็หลุดโฟกัสแล้วเหรอเกินไป
ผมก็เลยทวงคำถามอีกรอบว่าเอาปากกาเมจิกสีดำไปทากุญแจสีเขียว พอมันได้สติผมก็กลับมาทำงานของผมต่อ ผ่านไปประมาณ 10 นาทีมันกลับมาแล้วถามว่าจะให้เอาปากกาสีไหนไปทา สิ่งที่ผมเห็นคือแท่งปากกาเมจิกสีเขียวจำนวนมากแบบทุกเฉดสีในกระเป๋ามันอยู่ในมือ ผมบอกว่าเอาปากกาเมจิกสีดำไปทากุญแจสีเขียว มันกลับได้รับสารเป็นปากกาเมจิกสีเขียว ซึ่งแปลว่า 10 นาทีที่มันหายไปคือมันกำลังนั่งงงว่าผมจะให้มันเอาปากกาเมจิกสีเขียวเฉกสีไหนไปทา
จากนั้นผมก็เลยบอกว่าเอาปากกาเมจิกสีดำไปทาพวงกุญแจสีเขียวแล้วผมก็เดินไปทำให้มันดูประมาณ 2-3 ครั้งหรือว่าทำแบบนี้จะได้ไม่พลาดอีก
ผ่านไปประมาณ 30 นาที ผมก็จะเอาพวงกุญแจที่ผมพึ่งระบายเสร็จไปให้มันทำต่อ ไม่ผิดหวังครับ นั่งเล่นมือถือ ไหนก็ไม่รู้ เพราะผมเห็นผมก็หลุดเลย ผมยอมรับผมใส่อารมณ์เพราะผมเหนื่อยและเครียดกับงาน
ผมตะคอกใส่มันไปแต่การตะคอกเนี่ยผมไม่ได้ด่าว่าหรือทำร้ายจิตใจเลยนะครับ แค่ทวนคำสั่งว่าให้เอาปากกาเมจิกไปทำหน้าที่ของมัน ไอ้น้ำเสียงตะคอก ซึ่งมันก็ทำท่าทางไม่พอใจโยนปากกาทิ้งแล้วก็ไปทำเสียงดังที่โต๊ะและนั่งเก้าอี้ ทำท่าไม่พอใจเหมือนเด็กๆ ก่อนจะพูดออกมาว่า
"เรื่องมาก
คือแบบถ้าผมไม่เลือกโฟกัสกับงานมากกว่าผมลุกไปต่อยมัน ผมเลือกที่จะไม่สนใจและทำงานของผมต่อแต่
หลังจากเหตุการณ์นั้นผมก็ไม่ดูแลมันอีกเลยมีงานอะไรผมก็ไม่บอกไม่ช่วยไม่ดูแลมันไม่ตั้งใจเรียนนั่งเล่นมือถือผมก็ไม่เตือนแล้ว สรุปก่อนปิดเทอมมัน ติด0ไปประมาณ 3-4 วิชา
จบแล้วครับ จริงๆมีมากกว่านี้พิมพ์ทั้งวันก็ไม่หมด
ผมไม่ใช่คนดีขนาดนั้นผมดูแลมันในสภาพที่ตัวเองเก็บกด
ผมไม่จะมีคำถามในหัวว่าทำไมต้องมาดูแลเด็กที่ป่วยแถมไม่ได้ค่าตอบแทนอะไรเลย
มันไม่ใช่หน้าที่ผมมาเป็นหน้าที่พ่อแม่ของเขา
ไม่ได้สมัครใจมาทำ
คือภาพดูแล 3 ปีแล้วเห็นว่ามันมีพัฒนาการสมาธิสั้นน้อยลงตั้งใจเรียนมากขึ้น ผมจะไม่บ่นขนาดนี้เลย ตอนนี้ดูแลมา 3 ปีพัฒนาการไม่มีเลย
ถือว่าผมโชคร้ายที่บังเอิญไปทำความรู้จักใหม่แล้วกัน
ผมเคยระบายเรื่องนี้ให้หลายๆคนฟัง ซึ่งบางคนก็บอกว่าถือว่าเป็นการทำบุญไป
แต่ขอพูดตรงนี้เลยนะว่า ถ้าได้บุญแล้วปวดหัวขนาดนี้ เข้าวัดทำบุญดีกว่าเยอะ